แอนเนทท์ก็มิได้ลดฝีเท้าลงเช่นกันแต่พอเดินเข้ามาอยู่ในระดับเดียวกันกับเขาเพื่อจะจ๊อกกิ้งผ่านไป เธอตั้งใจก้าวพลาดจากทางเดินเท้าลงไปบนพื้นทรายอ่อนนุ่มและล้มตัวลงบนทรายอย่างเจตนา แสร้งร้องออกมาราวจะใเต็มที่ พื้นทรายช่วยรองรับร่างเธอไว้แอนเนทท์ใช้ความระมัดระวังที่จะไม่หันไปมองขณะที่จับข้อเท้าหักงอเข้ากลั้นลมหายใจไว้
“เจ็บหรือเปล่าครับ?”
เสียงที่ถามอยู่ใกล้ๆราวจะเป่าให้เธอตัวลอยขึ้นสู่อากาศ แต่เธอจำต้องซ่อนเร้นความมีชัยนั้นไว้มีความไม่เชื่อแฝงอยู่ในน้ำเสียงราวกับพอจะเดาได้ว่าการหกล้มครั้งนี้เป็ไปเพื่อผลประโยชน์ของเขาเองเธอตวัดสายตาขึ้นมองดูเขา และแล้วก็หรุบศีรษะลงต่ำในทันใดไม่พร้อมที่จะสู้สายตาเขา
“ฉันไม่เป็ไรหรอกค่ะ” แอนเนทท์ยืนยันแสร้งทำเป็นวดเฟ้นข้อเท้าอยู่
“มันแพลงนิดหน่อยเท่านั้น”
“คุณแน่ใจนะครับ” เขายังรั้งรออยู่ราวจะััได้ว่ามันมีอะไรไม่ค่อยจะถูกต้องอยู่ในเื่นี้
“ค่ะ” แอนเนทท์พยักหน้ารับแต่เมินมองไปเสียขณะที่จะยันกายลุกขึ้นแต่แล้วก็หยุดปัดเม็ดทรายที่ติดอยู่ตามแขนตามขาออกความพอใจแล่นสร้านอยู่ในสายเืเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่ย่ำอยู่บนพื้นทรายใกล้เข้ามา
“ให้ผมช่วยพยุงคุณขึ้นดีกว่า” ฝ่ามือใหญ่ๆ สีน้ำตาลคล้ำเอื้อมมาหาเธอ
เธอมองดูมันออกจะลังเลใจอยู่เมื่อเห็นสายตาที่เหมือนจะแทงทะลุเข้าไปในหัวใจที่กำลังมองแต่แล้วก็วางมือของเธอลงในอุ้งมือของเขา
“เฮ้อ...น่ารำคาญจัง”
เธออุทธรณ์ขณะที่โจชดีนรั้งร่างให้ลุกขึ้นยืนด้วยพละกำลังจากเรือนกายเขาไม่ใช่คนที่จะหลอกเล่นได้ง่ายๆ
“เป็เพราะอะไรล่ะ?” เขาถาม
“หกล้มไปนะคะ” เธออธิบายพร้อมด้วยรอยยิ้มสำแดงความผิดหวัง
“ไม่มีใครทำท่านั้นได้สวยหรอกค่ะ รู้สึกเหมือนทำอะไรโง่ๆ อย่างนั้นแหละ”
ด้วยสีหน้าที่เสแสร้งอย่างเปิดเผยราวจะกีดกันเขาออกนอกเส้นทางไปเลยนั้นแอนเนทท์รู้ว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว เมื่อเห็นรอยยิ้มอ่อนๆอย่างเห็นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของ โจช ดีนเขาปล่อยมือเธอลงแต่ก็มิได้จะละไปเสียทั้งหมด เพราะเลื่อนไปจับปลายศอกแทน
“ใครๆ ก็เป็กันได้ทั้งนั้น”เขาพูดเหมือนจะให้ความมั่นใจก่อนที่จะแนะนำขึ้นว่า
“ทำไมคุณไม่ลองขยับข้อเท้าดูก่อนล่ะ?” เธอค่อยๆหยั่งเท้าลงแตะพื้นเบาๆ
“ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วละค่ะ ยังขัดๆ อยู่นิดหน่อยแต่พอเดินได้”
เธอไม่จำเป็ต้องเสแสร้งกิริยาอะไรมากไปกว่าการเอียงตัวธรรมดาๆในระยะที่ยืนกันอยู่ใกล้ชิดเช่นนี้ไออุ่นจากเรือนกายของเขาซึ่งผสมผสานอยู่ด้วยกลิ่นกายแบบผู้ชายก่อให้เกิดความปั่นป่วนให้กับสำนึกของเธออยู่ไม่น้อยราวจะเตือนว่าโจชดีนยืนอยู่ใกล้เพียงแค่มือคว้าเท่านั้นจากปลายหางตาแอนเนทท์เห็นเขายังจับตาดูเธออยู่ด้วยแววแห่งความระแวง
“ยังเจ็บอยู่อย่างนี้ ถ้าเป็ผมเห็นจะไม่จ๊อกกิ้งต่อหรอกครับ เช้านี้”เขาพูดเหมือนจะแนะนำ
“นั่นสิคะ ฉันก็ไม่คิดว่าจะทำต่อเหมือนกัน”
เธอถอนใจกับการคล้อยตามนั้นในเมื่อเธอไม่้าความช่วยเหลือจากเขาต่อไปโจช ดีนก็วางมือลง “ขอบคุณนะคะที่ช่วยพยุง...”เธอหยุดเว้นระยะเพื่อให้เขาเอ่ยชื่อแนะนำตัวเอง
“โจช” เขาช่วยเดินลงตรงช่องว่างที่เธอเว้นไว้ให้
“แอนเนทท์ค่ะ”
เธอบอกชื่อตัวเองเอื้อมมือออกไปเพื่อให้เขาััและเมื่อเธอยังมิได้ชักมือกลับจากอุ้งมือที่อบอุ่นของเขา โจชก็เลยกุมไว้หลวมๆแอนเนทท์อยากจะให้ตัวเองสามารถทำอะไรบางอย่างที่จะลบแววขบขันออกจากแววตาคู่นั้นได้แต่ในขณะนี้จำต้องให้มันเป็ไปเช่นนี้ก่อน
“ขอบคุณมากนะคะ โจช”
“ด้วยความยินดีครับ” เขายิ้มให้เธอแวบหนึ่ง
แอนเนทท์ถอนมือกลับสูดลมหายใจลึกซึ้งทำให้เสื้อถักที่แนบเนินทรวงอยู่เผยอขึ้นกิริยาเช่นนั้นเรียกความสนใจจากเขาอยู่ก็จริงแต่มันก็มีแววอึดอัดปรากฏขึ้นแวบหนึ่งในดวงตาจนแอนเนทท์อยากจะหัวเราะออกมาด้วยรู้อยู่ว่าเขาเห็นเธอเป็แค่“เด็กสาวธรรมดาๆ”และคงจะละอายใจที่ต้องมามองสัดส่วนที่บอกถึงความเป็สาวที่ผลิบานขึ้นเขาตวัดสายตาขึ้นมองหน้าเธอราวจะเดาได้ว่าเธอเจตนาที่จะทำเช่นนั้นเพื่อจะเรียกความสนใจจากเขา
“ให้ฉันเลี้ยงน้ำส้มหรือกาแฟสักถ้วยได้ไหมคะ?” แอนเนทท์เสนอวูบนั้นที่เธอคิดว่าโจชจะต้องปฏิเสธ
“กาแฟออกจะเข้าท่าหน่อยเช้าวันนี้ยังไม่ได้กินเลย”
โจชรับเชิญทันทีปลดแขนเสื้อสเว็ตเตอร์ที่ผูกอยู่รอบคอออกแอนเนทท์เกือบจะเสียใจที่เห็นเขาสวมเสื้อตัวนั้นเข้าทางศีรษะมีความรู้สึกเหมือนเป็บาปอย่างหนึ่งที่ต้องปิดบังแผงยกกำยำนั้นไว้สีหน้าของเธอคงจะได้ทรยศในความรู้สึกนึกคิดออกมาเพราะเขาเบือนหน้ามามองพร้อมกับถามขึ้นว่า
“เป็อะไรไปหรือครับ?”
แอนเนทท์ทำท่าราวจะปฏิเสธแต่แล้วรอยยิ้มอย่างเด็กสาวที่โตเกินตัวก็ฉาบขึ้นบนริมฝีปาก
“คือ...กำลังคิดว่านี่เป็ครั้งแรกที่ฉันเห็นคุณมีเสื้อสวมอยู่นะคะ”
สีหน้าของโจชัว ดีนบอกความรำคาญออกมาแวบหนึ่งแต่แล้วก็หัวเราะอยู่ในลำคอ
“ยังงั้นจริงๆ น่ะหรือนี่?” เขาวางมือลงบนไหล่รุนร่างให้แอนเนทท์ออกเดิน
“คุณคงพักอยู่ที่โรงแรมนี้สินะครับ?”
“ใช่ค่ะ”
เธอออกเดินนำไปทางด้านห้องอาบน้ำซึ่งมีทางเดินเลียบไปตามแนวรั้วที่กั้นอาณาเขตสระว่ายน้ำออกจากชายหาด
“คุณล่ะคะ พักอยู่ที่โรงแรมนี้เหมือนกันกระมัง?” เธอถามราวกับมิได้รู้เื่นี้มาก่อน
“ใช่ครับ” โจช ดีนตอบรับแต่มิได้บอกต่อว่าเขาเป็เ้าของโรงแรมชายทะเลแห่งนี้เอง
“ผมคิดว่าให้เขาเสิร์ฟกาแฟตรงข้างขอบสระดีกว่าถ้าคุณชอบนั่งที่นั่น”
“ดีมากเลยล่ะค่ะ”
แอนเนทท์เห็นด้วยกับข้อเสนออบอุ่นอยู่กับััจากนิ้วสากๆที่แตะต้องอยู่บนไหล่เปล่าเปลือย
“บ้านคุณอยู่ไหนล่ะ?” โจชถามขึ้นนำเธอไปยังริมสระว่ายน้ำซึ่งมีเก้าอี้ชุดพร้อมร่มกางไว้
“เดลลาแวร์ค่ะ นอกโดเวอร์พอดี”
เธอรู้สึกเยือกเย็นขึ้นตรงิัส่วนนั้นเมื่อเขาละมือออกเอื้อมไปดึงเก้าอี้เหล็กออกให้เธอนั่ง
“ห่างจากฝั่งทะเลไม่กี่ไมล์เท่านั้นนี่”
เขาพูดเหมือนจะตั้งข้อสังเกตและรออยู่จนเมื่อเธอนั่งลงแล้วจึงได้ทรุดตัวลงนั่งตามขายาวๆ เกือบจะปัดมาถูกขาเธอเข้า
“แล้วนี่เป็การเดินทางมา นอร์ธ คาโรไลน่าเที่ยวแรกงั้นหรือครับ?”
“ใช่ค่ะ เราบินมาถึงนี่ 2-3วันแล้วยังไม่ทันจะได้เที่ยวดูอะไรหรอก แต่เราก็มีเวลาทั้งเดือนเลย”
แอนเนทท์ไม่ใคร่ชอบคำถามของเขานักมันง่ายเกินไปและ...ออกจะสุภาพเกินไปด้วยเพราะยังทำให้ไปได้ไม่ถึงไหน
“เรา...หรือครับ?” โจชัวทำเสียงอย่างสุภาพ
“ครอบครัวฉันนะคะ ก็มีพ่อ...แม่เลี้ยงชื่อแคทลีน น้องสาวชื่อมาชาน้องชายคนเล็กชื่ออ ล็อบบี้ แล้วก็ตัวฉันค่ะ”
แอนเนทท์รู้ว่ามันทำให้เธอดูอ่อนวัยลงอีกเมื่อจะต้องบอกเขาว่ามาพักผ่อนพร้อมพ่อแม่ดังนั้นจึงตั้งใจที่จะบอกชื่อเสียงเรียงนามและศักดิ์ของทุกคน
“แล้วคุณล่ะคะ อยู่ที่ไหน...?”
“ที่นี่ละครับ ผมเป็คนพื้นเมือง”
โจชเงยหน้าขึ้นขณะเดียวกับแอนเนทท์ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินใกล้โต๊ะเข้ามาเธอเอี้ยวตัวไปมองและจำบริกรผมสีบลอนด์คนที่กำลังเดินเข้ามาได้ว่าคือเครกนั่นเองคนที่ทำท่าแทะโลมเธอตรงริมสระน้ำเมื่อบ่ายวันวานท่าทางของเขาดูจะใอยู่เมื่อเห็นว่าเป็เธอ จะเป็เพราะเธออยู่กับโจช ดีนหรือเป็เพราะทรงผมสาวรุ่นที่เธอทำขึ้นเช้าวันนี้แอนเนทท์บอกไม่ถูก
“อ้อ...เฮลโล เครก”
เธอทักทายเขาตามมรรยาทก็จริงแต่ก็ดูสนิทสนมทั้งที่รู้จักกันเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น
“วันนี้อยู่เวรเช้าสินะ”
“ครับ” เขาตอบปรายตาไปทางโจช ดีนซึ่งขณะนี้กำลังจับตามองดูเขาอยู่เช่นกันอย่างแปลกใจ
“้าอะไรไหมครับ?”
“ค่ะ ฉันขอกาแฟดำ” แอนเนทท์สั่งหันไปมองคู่สนทนาด้วยดวงตาไร้เดียงสา
“เหมือนกัน” เขาสั่ง
“ครับ กาแฟดำสองที่”เครกผงกศีรษะถอยกลับออกไปทันทีเหมือนรู้สึกอึดอัดกับสายตาของโจชัว ดีนที่จ้องอยู่
เมื่อบริกรผู้นั้นเดินจากไปแล้วแอนเนทท์ก็ยังรู้สึกถึงความเงียบที่ปกคลุมอยู่
“คุณรู้จักเขาเหมือนกันหรือ?” โจชถามขึ้น
“คุณหมายถึงเครกใช่ไหมคะ?” เธอถามอย่างไม่จำเป็แต่แล้วก็ยักไหล่
“ฉันพบเขาเมื่อวานนี้ที่ริมสระค่ะ”
ริมฝีปากของโจชัวดีนเหยียดออกเป็รอยยิ้มขันๆ
“งั้นเมื่อวานนี้ออกจะยุ่งหน่อยสินะครับ?” เธอมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า
“พูดนี่หมายความว่ายังไงน่ะ?” แต่แล้วก็แสร้งทำเป็นึกขึ้นมาได้
“อ๋อ...เพราะว่าฉันก็พบคุณเหมือนกันนั่นเองฉันคิดว่าคนที่ขี้อายที่สุดเห็นจะเป็มาชาน่ะค่ะ”
“มันไม่เป็ภัยหรอกถ้าจะเตือนกันไว้ก่อน” โจชัวว่า
“ถ้าผมเป็คุณเห็นจะไม่ยอมสนิทสนมกับนายเครกคนนี้เท่าไหร่นักหรอก”
แต่แอนเนทท์ไม่ใคร่แน่ใจว่าเขาเตือนเธอให้ออกห่างจากเครกหรือว่าเตือนตัวเอง
“ทำไมล่ะคะ?” เธอเอียงคอถามเพราะรู้สึกว่ามันลำบากใจอยู่ที่จะเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ
“เขามันออกจะเร็วไปสักหน่อย” โจช ดีนตอบ
“แต่คุณก็ออกจะยังเด็กอยู่ถ้าจะต้องไปยุ่งกับคนหนุ่มในวัยนักศึกษาอย่างเขา”
“โธ่เอ๊ย”
แอนเนทท์หรุบคางลงซ่อนยิ้มไว้รู้สึกเป็การยากถ้าจะเก็บไว้ไม่บอกให้เขารู้ว่าเธอเองก็จะเข้าเป็นิสิตใหม่ในฤดูใบไม้ร่วงที่จะมาถึงนี้เช่นกันแต่ก่อนหน้านั้นเธอก็อดที่จะถามเขาไม่ได้ว่า
“คุณคิดว่าฉันอายุสักเท่าไหร่คะ โจช?” เขาออกจะลังเลอยู่ก่อนที่จะตอบว่า
“17” แต่น้ำเสียงของเขามิได้บอกว่าจะเชื่อในคำตอบของตนเองเท่าไรนัก
“จริงๆ น่ะหรือคะ?” เธอย้อมแววผิดหวังในดวงตาไว้
“ก็จริงน่ะสิ”โจชไม่อาจซ่อนรอยยิ้มไว้ได้สำเร็จเมื่อได้ยินเธอย้อนถามมาเช่นนั้น
“ทำไมล่ะ?”
“ฉันคิดว่าตัวเองน่าจะดูแก่กว่านั้นนะ” แอนเนทท์ยักไหล่
“อย่างน้อยก็สัก 20”
“อย่าเร่งไปหน่อยเลยน่า” โจชให้คำแนะนำ เบ้ริมฝีปาก
“อีกไม่นานก็ถึงเวลาเอง”
“ค่ะ ฉันก็คิดว่าควรจะเป็อย่างนั้น” ...
เพียงแต่ว่ามันออกจะเร็วกว่าที่คุณคิดสักหน่อยเท่านั้นเธอบอกกับตัวเองเครกเดินกลับมาแล้วถือถาดซึ่งมีถ้วยกาแฟ 2 ใบมาด้วย