ตอนที่ 134 จะสังหารหรือไม่ ปัญหาที่โยนให้กับเจ้า
“บาดแผลมิเป็นอันใดมากใช่หรือไม่”
กู้ฉางเกอเอ่ยถามขึ้นอย่างมิใส่ใจนัก พลางเหลือบมองกู้เซียนเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลัง น้ำเสียงฟังดูคล้ายกับมิจริงจังนัก
ทว่าในเวลานั้น สมองของกู้เซียนเอ๋อร์กลับยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด ได้แต่ตอบกลับไปเบาๆ
“อืม...”
“หืม หมายความว่าอย่างไร”
กู้ฉางเกอยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายมิได้รับบาดเจ็บสาหัสอันใดนัก อย่างมากก็เป็นเพียงแผลเล็กน้อย ทว่าในยามนี้ ต่อให้มิมีแผลใดๆ นางก็จำต้องมีบาดแผลให้ได้
เมื่อกู้เซียนเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ใช่ว่าจะโง่งมเกินไปนัก นางเอ่ยตอบเสียงเย็นชา ทว่าเจือด้วยแววต่ำต้อยและน้อยใจ “บาดเจ็บหนักมาก กระดูกหักไปหลายซี่ อวัยวะภายในก็เคลื่อนย้ายผิดที่ หากท่านพี่มิมา ข้าก็คงจะต้องสิ้นชีพอยู่ในที่แห่งนี้อย่างเดียวดายไร้ผู้เหลียวแลไปแล้ว...”
เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ ใบหน้างดงามของนางกลับปรากฏแววโศกเศร้า น้ำตาคลอหน่วย คล้ายพร้อมจะหยาดรินลงมา ให้ผู้พบเห็นเวทนายิ่งนัก
บุรุษหนุ่มจำนวนมิน้อยที่อยู่ใกล้เคียง ต่างอดมิได้ที่จะรู้สึกเวทนาอย่างลึกซึ้ง
“ถึงกับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ วังสมุทรช่างหยามเกียรติกันเกินไปแล้ว”
กู้ฉางเกอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับทอประกายลึกล้ำยิ่งขึ้น เขากล่าวต่ออย่างเยือกเย็น “น้องสาวของข้ากู้ฉางเกอผู้นี้ มิมีวันยอมให้ผู้ใดรังแกได้โดยง่ายเช่นนี้เป็นแน่”
ถึงปากจะกล่าวเช่นนั้น ทว่าในใจของเขากลับยกย่องความเฉลียวฉลาดของนางอยู่เงียบๆ นับว่ายังมิโง่จนเกินไป ทั้งยังรู้จักเล่นตามน้ำได้ถูกจังหวะดีเชียว
“กล่าวมาเถิด พวกเจ้าต้องการสิ้นชีพเช่นไร”
เมื่อกล่าวจบ กู้ฉางเกอกวาดสายตาไปยังเหล่าผู้คนแห่งวังสมุทรตรงหน้า ใบหน้าเรียบเฉยมิแยแส คล้ายกับกำลังเอ่ยถามเรื่องสามัญทั่วไป
ทว่าเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ได้ยินถ้อยคำนั้น ต่างอดมิได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน ความหวาดกลัวแล่นขึ้นมาจับขั้วหัวใจในทันที
ต้องการสิ้นชีพเช่นไร
ถ้อยคำนี้เอ่ยออกจากปากกู้ฉางเกอได้อย่างเป็นธรรมชาตินัก ทว่าแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและความกระหายโลหิตที่ยากจะต้านทาน
ผู้คนในที่แห่งนั้นต่างรู้สึกได้ว่า อีกมินานที่แห่งนี้คงจะบังเกิดพายุโลหิตที่สะเทือนฟ้าสะท้านปฐพี
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่าผู้คนแห่งวังสมุทรต่างใบหน้าถอดสีจนซีดเผือด โดยเฉพาะสองอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เคยลงมือกับกู้เซียนเอ๋อร์ ถึงกับสีหน้าซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ความหวาดกลัวผุดขึ้นมาจับหัวใจโดยมิอาจควบคุม สองเท้าถอยร่นไปโดยมิรู้ตัว
เพราะบุคคลตรงหน้าคือกู้ฉางเกอ!
เมื่อครู่ เพียงลงมือครั้งเดียวก็ทำให้องค์หญิงเจ็ดได้รับบาดเจ็บสาหัส คลื่นพลังที่ระเบิดออกมาจากฝ่ามือยังทำให้สัตว์วิเศษพาหนะของนางถึงกับแหลกสลายไปทันที
พลังฝีมือเช่นนี้ เกินกว่าคำว่าแข็งแกร่งจะพรรณนาได้นัก
ก่อนหน้านี้ มิมีผู้ใดคาดคิดมาก่อนว่ากู้ฉางเกอจะยอมออกหน้าปกป้องกู้เซียนเอ๋อร์ แม้แต่องค์หญิงเจ็ดเองก็มิคาดคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
“กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าได้ล้ำเส้นจนเกินไปนัก หากเจ้าคิดจะยืนหยัดให้กู้เซียนเอ๋อร์ละก็...”
องค์หญิงเจ็ดกล่าวด้วยน้ำเสียงหม่นหมองแฝงความมิพอใจ
ทว่ายังมิทันกล่าวจบ กู้ฉางเกอกลับแทรกขึ้นมาด้วยแววตาแฝงความขบขัน “วังสมุทรทำร้ายน้องสาวของข้า บัดนี้เจ้ากลับมาต่อว่าข้าที่ออกหน้าปกป้องนาง นี่มันเหตุผลอันใดกัน อีกอย่าง...คำถามเมื่อครู่นี้ องค์หญิงเจ็ดยังมิได้ตอบข้าเลย”
“เช่นนั้นข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง พวกเจ้าต้องการจะสิ้นชีพอย่างไร”
ถ้อยคำนี้ของเขาทำให้องค์หญิงเจ็ดถึงกับโกรธเกรี้ยวจนใบหน้าบึ้งตึง ฝืนระงับความมิพอใจไว้มิอยู่ พลันกล่าวเสียงแข็งกร้าว “กู้ฉางเกอ อย่าทำตัวได้คืบจะเอาศอกให้มากนัก!”
“เจ้าเองก็มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่พรสวรรค์เทียมเทพ เหตุใดจึงได้เอาเปรียบกันถึงเพียงนี้ เจ้าคิดว่าวังสมุทรของข้าเป็นที่แห่งใดกัน จึงกล้าทำราวกับมิเห็นพวกเราอยู่ในสายตา”
แม้กู้ฉางเกอจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด ทว่าในยามนี้เขานั้นอยู่ตัวคนเดียวเพียงลำพัง ต่อให้รวบรวมศิษย์ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ที่อยู่ใกล้เคียง ก็ยากจะเป็นฝ่ายเหนือกว่าได้
ท้ายที่สุดแล้ว คงมิแคล้วต้องประมือกันจนทั้งสองฝ่ายต่างพ่ายแพ้ยับเยิน และปล่อยให้ผู้อื่นที่อยู่ในแถบนี้ฉวยโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปได้
ดังนั้นในเวลานี้ นางจึงมิต้องการจะเปิดศึกกับกู้ฉางเกอ ความแค้นของน้องชายในครั้งนี้ นางจะคิดหาทางสะสางในภายหลัง
ทว่ากู้ฉางเกอกลับมิกล่าวถึงเรื่องราวอันใดทั้งสิ้น มิแม้แต่จะถามถึงเหตุผลที่นางตามล่ากู้เซียนเอ๋อร์ ทว่ากลับเปิดฉากด้วยคำถามที่ว่าพวกนางต้องการจะสิ้นชีพเช่นไร
แถมยังเอ่ยย้ำคำถามนี้ถึงสองครั้ง!
ท่าทีหยิ่งผยองมิแยแสและดูแคลนเช่นนี้ ทำให้องค์หญิงเจ็ดโกรธเกรี้ยวจนแทบจะอดกลั้นมิไหว
อย่างไรเสีย นางก็เป็นถึงองค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทร ผู้ปกครองเหล่าผู้กล้าแห่งเผ่าห้วงสมุทรและยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์มากมาย ในด้านสถานะ ย่อมมิด้อยไปกว่ากู้ฉางเกอเลยแม้แต่น้อย
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น กู้ฉางเกอนั้นทำตัวราวกับมั่นใจเกินไปนัก ทำทีราวกับจับกุมพวกนางไว้ในกำมือแล้ว
ในฐานะที่ต่างก็เป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ มีหรือที่จะทนกับการดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ได้
“รังแกกันเกินไปหรือ”
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้ฉางเกอก็หัวเราะขึ้นเบาๆ ก่อนที่แววตาจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ สีหน้ากลับมาสงบนิ่ง “หากข้าจะรังแกพวกเจ้า แล้วอย่างไร”
ถ้อยคำนี้ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง นางก้มหน้าลงเล็กน้อย
เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่ถูกวังสมุทรตามล่า องค์หญิงเจ็ดเองก็มีท่าทีแข็งกร้าวหยิ่งผยองมิต่างกัน วังสมุทรแข็งแกร่งกว่า นางจึงต้องถูกกดขี่ข่มเหง
ทว่าบัดนี้ กู้ฉางเกอกลับเอ่ยถ้อยคำเดียวกันต่อหน้าผู้คนแห่งวังสมุทร ทำให้นางรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกมิถูก
การที่มีเขาอยู่ตรงหน้านางเช่นนี้… ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกอุ่นใจจนแทบมิอยากจะเชื่อ นางมิอาจห้ามความรู้สึกอยากพึ่งพิงที่ผุดขึ้นมาในใจได้
แน่นอน นางก็รู้ดีว่า นี่เป็นเพียงภาพลักษณ์ที่กู้ฉางเกอแสดงออกต่อหน้าผู้อื่นเท่านั้น
ที่เขาเสี่ยงชีวิตมาช่วยนางในครั้งนี้ ก็คงเพราะต้องการชดเชยเรื่องราวเมื่อครั้งอดีต
หัวใจของกู้เซียนเอ๋อร์พลันสับสนอย่างยิ่ง เพราะนับตั้งแต่ที่กู้ฉางเกอรับคมกระบี่ที่ฟาดฟันลงไปในครั้งนั้น นางก็รู้ดีว่าเขามิได้ติดค้างอันใดต่อนางอีกแล้ว
แท้จริงแล้ว นางเองก็มีวิธีที่จะหนีเอาตัวรอดออกมาได้โดยสวัสดิภาพ ทว่าเขากลับปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด และยืนหยัดที่จะปกป้องนาง
นอกจากนี้ นางยังเผลอเอ่ยถ้อยคำที่ดึงความเกลียดชังมาสู่เขาอีก
เมื่อนึกถึงตรงนี้ กู้เซียนเอ๋อร์ก็รู้สึกทั้งเสียใจและละอายใจยิ่งนัก
เมื่อครู่นางเพียงแต่หงุดหงิดเล็กๆ ในใจ เป็นความรู้สึกน้อยใจที่มีต่อกู้ฉางเกอ เพราะนางเฝ้ารอการมาถึงของเขา ทว่ารอแล้วรอเล่า เขาก็มิยอมปรากฏตัวเสียที
“กู้ฉางเกอ ในเมื่อเจ้ากล่าวเช่นนี้ แล้วเรื่องที่น้องสาวเจ้าสังหารน้องชายข้าเล่า จะให้คิดบัญชีเช่นไร”
เสียงขององค์หญิงเจ็ดเย็นเยียบ ดวงหน้าเคร่งขรึมราวกับน้ำค้างแข็ง ริมฝีปากเม้มแน่น นางกล่าวพลางกำหอกยาวสีทองในมือแน่นยิ่งขึ้น ลำแสงระยับพร่างพราวส่องประกายเจิดจ้า คมปลายหอกแผ่กระแสพลังคมกล้าออกมารอบทิศ
ถ้อยคำของกู้ฉางเกอนั้นชัดเจนยิ่งนัก มิคิดจะเหลือพื้นที่ให้ถอย และยืนกรานจะเอาเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด
“เช่นนั้นเจ้าจะทำเช่นไร จะลงไปอยู่เป็นเพื่อนเขาดีหรือไม่”
กู้ฉางเกอเอ่ยอย่างแผ่วเบา ทว่าถ้อยคำนั้นกลับเสียดแทงดุจคมมีด ร่างของเขาก้าวออกมาจากห้วงอากาศอันว่างเปล่า ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา และปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเบื้องหน้าองค์หญิงเจ็ด
ดวงตาของนางพลันหดแคบลง ความหนาวเย็นแล่นผ่านสันหลังราวกับถูกความตายจ้องมอง เหล่าผู้ติดตามที่อยู่เคียงข้างนางต่างเผยสีหน้าซีดเผือด ตื่นตระหนกจนถึงขีดสุด
พวกเขามิทันได้สัมผัสถึงคลื่นพลังจากการเคลื่อนย้ายใดๆ ทั้งสิ้น ทว่ากู้ฉางเกอกลับปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าได้ราวกับภูตผี
นี่มันความรวดเร็วที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใดกัน
หรือว่าจะเป็นวิชาพิสดารที่ทำให้ระยะทางที่ไกลสุดขอบฟ้ากลายเป็นใกล้เพียงลมหายใจ หรือเป็นการทำให้ผืนปฐพีหดแคบลงในชั่วพริบตา
ทว่าในชั่วขณะต่อมา พวกเขามิทันได้ตั้งตัว คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวพลันปะทุขึ้นจากห้วงอากาศเบื้องหน้า ราวกับสุริยันเจิดจ้าที่กำลังถาโถมทับลงมา โลกทั้งใบสั่นสะเทือนด้วยแรงกดดันที่มิอาจต้านทาน!
“เซียนเอ๋อร์สังหารเขา นั่นถือเป็นเกียรติของเขาแล้ว หากเจ้ากล้าแตะต้องเซียนเอ๋อร์ เจ้าก็ลงไปอยู่เป็นเพื่อนน้องชายเจ้าเสียเถิด”
ตูม!
ทันทีที่ถ้อยคำอันเรียบเฉยของกู้ฉางเกอจบลง
ในห้วงอากาศว่างเปล่า พลันปรากฏประกายกระบี่เจิดจ้าพวยพุ่งออกมา แสงกระบี่ดังกังวานประหนึ่งเทพศาสตราที่พร้อมจะทำลายล้างโลกา เปลวเพลิงแห่งประกายกระบี่แผดเผาไปทั่ว รัศมีคมกล้าราวกับกระบี่เซียนแห่งความพินาศ
ปลายนิ้วของเขานั้นเรียวราวกับกระบี่อันไร้เทียมทาน สะท้อนแสงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัว ทุกเสี้ยวแสงที่ทอประกายลงมานั้น ชวนให้รู้สึกได้ว่ามันสามารถควบคุมชะตาฟ้าดิน และแยกแผ่นพิภพให้ขาดสะบั้นได้อย่างง่ายดาย
แม้เคล็ดวิชาเซียนไร้สิ้นสุดจะเป็นยอดวิชาพิฆาตแห่งดวงจิตวิญญาณ ทว่าเมื่ออยู่ในมือของกู้ฉางเกอแล้วนั้น ย่อมบังเกิดพลังอันยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต
สิ่งนี้มิได้พึ่งพาเพียงพลังอำนาจแห่งพลังบำเพ็ญเพียร ทว่าเป็นการเข้าใจและควบคุมกฎเกณฑ์แห่งสรรพสิ่ง
ภายใต้พรสวรรค์อันเหนือฟ้า กฎเกณฑ์เหล่านี้กลับถูกบิดเบือนและอยู่ในกำมือของเขา
ศาสตราวุธนี้คือกระบี่แห่งกฎเกณฑ์ ที่สามารถทำลายทุกศาสตร์มรรคาและทักษะเทพ เว้นเสียแต่จะมีกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินระดับเดียวกันมาต้านทาน
หากมิเผยพลังที่แท้จริง การใช้กระบี่นี้จัดการกับผู้ที่เรียกตนว่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์นั้นก็ง่ายดายดุจเด็ดดอกไม้ หรือกวาดล้างราวกับหั่นพืชผักที่อ่อนแอ
ในขณะนั้น เหล่าผู้ติดตามของกู้ฉางเกอพลันปรากฏตัวขึ้นจากรอบทิศ ล้อมเข้าโจมตีผู้คนแห่งเผ่าห้วงสมุทร ทุกชีวิตต่างถูกพลังกระบี่กวาดกลืนเข้าไป
ฉึบ!
กู้ฉางเกอเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์ แววตาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก พลางชูสองนิ้วเป็นกระบี่คมกล้า
เพียงนิ้วกระบี่แผ่วเบาเสียดแทงลงไป รอยแยกแผ่กว้างออกกลางห้วงอากาศ เสียงกังวานดั่งคมกระบี่เทพที่หลุดออกจากฝัก สายแสงแห่งกระบี่ที่สาดส่องลงมา คล้ายดั่งดาราจักรนับพันถล่มทลายลงจากฟากฟ้า
ฉึก!
เสียงฉีกกระชากดังขึ้น โลหิตสดสาดกระเซ็นไปทั่ว
“ไม่…”
ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งตระกูลวารีทองคำ ร่างกายสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว สีหน้าซีดเผือดอย่างไร้สีโลหิต
เขาอยากจะร้องขอชีวิต ทว่าเสียงกลับติดอยู่ในลำคอ เพราะในเวลานี้เอง เขารู้สึกได้ถึงพลังสังหารที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วร่าง ทั้งจิตวิญญาณและสำนึกต่างสั่นระรัวอย่างสิ้นหวัง
เขาพยายามต้านทาน ฝืนกระตุ้นพลังทั้งหมดในร่างเพื่อปลดปล่อยอาวุธวิเศษของตน หวังจะใช้พลังแห่งมันบดขยี้ทุกสิ่งในขอบเขตเทวะมายา
แสงแห่งอาวุธส่องประกายเจิดจ้า กวาดทับลงมาราวกับเทพกาลพิฆาต
ทว่ากลับไร้ซึ่งผลลัพธ์เลยแม้แต่น้อย
เพียงแค่เสี้ยวแสงกระบี่ที่ราวกับโซ่ตรวนแห่งกฎเกณฑ์ได้สาดพุ่งเข้าผ่ากลางหว่างคิ้ว
เพล้ง!
พลังแห่งจิตวิญญาณที่คุ้มครองกายพลันแตกสลายลงทันที ร่างนั้นร่วงผล็อยลงสู่เบื้องล่าง ดั่งแสงเทียนที่ถูกสายลมพัดดับวูบ
จิตวิญญาณของเขาก็ถูกบดขยี้ กลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา!
“หากการต่อต้านได้ผล แล้วพลังที่ใช้บดขยี้เล่า จะมีไว้ไปด้วยเหตุใด”
กู้ฉางเกอกล่าวพลางรักษาท่าทีสงบเยือกเย็น ราวกับเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไร้ความสำคัญ
พลังที่เขาแสดงออกมานั้น ยังคงอยู่ในระดับจอมราชันขั้นกลาง ทว่ากระบวนท่าที่เขาใช้ กลับเหนือกว่าขอบเขตนี้ไปไกลนัก
แน่นอนว่าเขามิได้เผยให้เห็นถึงพลังอันน่าตื่นตระหนกจนเกินไป เพียงแค่ควบคุมไว้ให้เพียงพอที่จะพิฆาตเทวะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดายเท่านั้น
“นี่…นี่คือพลังที่แท้จริงของกู้ฉางเกออย่างนั้นหรือ”
กู้เซียนเอ๋อร์มองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง นางที่ตั้งใจจะก้าวข้ามกู้ฉางเกอมาโดยตลอด มิเคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าพลังของเขาจะล้ำลึกถึงเพียงนี้
นี่มันกระบี่อันใดกัน ทรงพลังกว่าทุกสิ่งราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการสังหารฟาดฟันโดยเฉพาะ
“ตายแล้ว…”
“ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง กลับถูกสังหารในพริบตา…”
เหล่าผู้คนแห่งเผ่าห้วงสมุทรพากันนิ่งค้าง ร่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
บุคคลผู้นั้นคือผู้แข็งแกร่งระดับจอมราชันขั้นกลาง ซึ่งถือเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง ทว่ากลับถูกกู้ฉางเกอพิฆาตจนสิ้นชีพในชั่วพริบตา มิเว้นแม้แต่จิตวิญญาณที่ถูกบดขยี้จนมิเหลือแม้แต่เถ้าธุลี
ความจริงข้อนี้ชัดเจนยิ่งนัก กู้ฉางเกอในยามนี้ มีพลังที่ก้าวข้ามเหนือกว่าขอบเขตที่พวกเขาจะต่อต้านได้เสียแล้ว
ด้วยกระบี่พิสดารที่อาศัยพลังแห่งกฎเกณฑ์ ทุกผู้คนต่างมิกล้าเข้าใกล้แม้แต่ก้าวเดียว แสงกระบี่ที่ห้อยระย้าลงมาจากห้วงอากาศ ช่างไร้ที่สิ้นสุด ราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
“กระบี่ที่สามารถควบคุมพลังแห่งกฎเกณฑ์…”
องค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรในเวลานี้เองก็ถึงกับต้องตกตะลึงพรึงเพริด ความหวาดหวั่นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งกาย จิตวิญญาณสั่นระรัวด้วยความพรั่นพรึง
พลังแห่งกฎเกณฑ์เป็นสิ่งที่ผู้บรรลุขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงได้ ทว่ากู้ฉางเกอกลับใช้มันได้อย่างล้ำลึก ทรงพลังและไร้ซึ่งช่องโหว่ให้ต่อต้าน
นางมิอาจคาดคิดได้เลยว่า กู้ฉางเกอจะซุกซ่อนกระบี่พิสดารที่น่ากลัวไว้ถึงเพียงนี้
ในยามนี้ หากมิใช่พลังที่อยู่ในระดับเดียวกัน การต่อต้านเขาก็หาได้มีความหมายไม่
ด้วยพลังเช่นนี้ กระบี่แค่เสี้ยวเดียวของเขาก็สามารถปลิดชีพผู้แข็งแกร่งระดับเทวะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย!
“การจะค้ำจุนกระบี่พิสดารเช่นนี้ พลังภายในของกู้ฉางเกอย่อมต้องสูญเสียไปอย่างมหาศาลเป็นแน่ เขามิอาจทานทนไปได้อีกนานนัก!”
“ข้ายังมีโอกาส! ตอนนี้แหละที่จะสังหารเขา!”
ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์หญิงแห่งตระกูลวารีมังกรมุ่งปราดเข้าต่อสู้อย่างสุดกำลังเพื่อต้านทานเขา ทว่าก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง นัยน์ตานางสะท้อนความสิ้นหวังออกมา
ในชั่วพริบตา ร่างของนางถูกสายกระบี่ของกู้ฉางเกอพุ่งทะลวงผ่าน เลือดไหลรินทั่วกาย แสงชีวิตในดวงตาโรยรา ก่อนจะดับสิ้นลงโดยสมบูรณ์
ณ เวลานั้นเอง องค์หญิงเจ็ดที่เหลือเพียงความสิ้นหวังก็มิอาจมีทางเลือกใดได้อีก สีหน้าของนางบิดเบี้ยวจนแทบมิเหลือเค้าความสง่างามในอดีต
หากมิสังหารกู้ฉางเกอ วันนี้คนที่จะต้องสิ้นชีพก็คือนางเอง!
ตูม!
“สังหาร!”
ร่างขององค์หญิงเจ็ดแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีทองคำ เจิดจ้าดุจสุริยันที่แผดเผาฟ้าดิน ประกายแสงพวยพุ่งไปรอบทิศ หอกยาวในมือกวาดออกไป ทะลวงขึ้นเป็นช่องแสงสีทองขนาดมหึมา ราวกับสามารถบดขยี้ทุกสรรพสิ่งในใต้หล้า
นี่คือวิชามรรคาอันทรงพลังที่สุดของนาง!
ในขณะเดียวกัน นางพลันปลดปล่อยสมบัติวิเศษออกมา เป็นเตาสีแดงฉานเล็กๆ ส่องประกายเจิดจ้าแผ่พลังรุนแรงเกินต้านทาน พอเปิดปากเตาออก แสงเพลิงที่ราวกับจะเผาผลาญสวรรค์ก็พลันพวยพุ่งออกมา เปลี่ยนเป็นโซ่แห่งกฎเกณฑ์ที่คืบคลานไปทั่วอากาศ
เพลิงนั้นสามารถแผดเผาทุกสิ่ง แม้แต่ฟ้าดินก็มิอาจหลีกหนี
“เตาอัคคีสุริยัน…แต่เป็นของเลียนแบบงั้นหรือ”
กู้ฉางเกอยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาจดจำสมบัตินี้ได้ทันทีว่าเป็นของเลียนแบบจากสมบัติศักดิ์สิทธิ์แห่งวังสมุทร
แม้เตาเพลิงนี้จะบ่มเพาะเพลิงเทพสุริยัน ที่แฝงไว้ด้วยกฎแห่งมรรคา ทว่าพลังที่แท้จริงนั้นก็ยังมิอาจเทียบเท่าของจริงได้
ทว่าเขาก็หาได้สนใจไม่
ต่อให้สมบัติวิเศษเลียนแบบนั้นจะแข็งแกร่งสักเพียงใด หากอยู่ในมือขององค์หญิงเจ็ดแล้ว นางก็สามารถปลดปล่อยได้เพียงพลังในระดับเทวะศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
และแล้ว ท่ามกลางสายตาแห่งความตื่นตะลึงของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลาย การปะทะกันระหว่างกู้ฉางเกอกับองค์หญิงเจ็ดก็ปะทุขึ้น
แสงพลังสาดซัดออกมาอย่างรุนแรง ราวกับดวงดารานับพันระเบิดกลางเวหา หุบเขาโดยรอบพลันสั่นสะเทือนพังทลาย กลายเป็นเพียงฝุ่นธุลีที่ฟุ้งกระจายไปทั่วท้องนภา
แสงนั้นเจิดจ้าจนผู้คนมิอาจทานทน ต้องรีบปิดบังดวงตาลงโดยสัญชาติญาณ
ในชั่วอึดใจ
แกร๊ง!
เสียงแตกร้าวดังก้องไปทั่ว เตาอัคคีสุริยันเลียนแบบชิ้นนั้นถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวกวาดกระแทกจนปลิวออกไป ร่างหนึ่งที่เปียกชุ่มไปด้วยโลหิตถูกซัดลอยออกมา
เรือนผมสีฟ้าขององค์หญิงเจ็ดปลิวกระจายไปทั่วครึ่งร่างที่แหลกสลาย นางดูราวกับวิญญาณที่กำลังจะดับสูญ สภาพนั้นดูมิได้เลยแม้แต่น้อย
ในดวงตาของนาง มีเพียงความหวาดกลัวและความมิอยากจะเชื่อฝังลึกไว้
“เหตุใดกัน”
องค์หญิงเจ็ดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแฝงความหวาดกลัว ใบหน้าฉายแววมิอยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อครู่ นางเข้าปะทะกับกู้ฉางเกอโดยตรง ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมของนางนี้ ทว่าร่างของนางกลับมิอาจจะทานทนได้ ก่อนครึ่งหนึ่งของร่างพลันระเบิดสลายไปในพริบตา
แม้แต่เตาอัคคีสุริยันซึ่งเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่นางพึ่งพา ก็ยังถูกสายกระบี่อันไร้ที่สิ้นสุดของกู้ฉางเกอกวาดกระแทกจนปลิวไป รัศมีแห่งกฎเกณฑ์ที่ซุกซ่อนอยู่ในนั้น ก็มิอาจต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย
นางคิดว่ากู้ฉางเกอน่าจะสูญสิ้นพลังไปแล้ว หลังจากปลดปล่อยกระบี่พิสดารนั้นออกมา แต่ทว่าสภาพของเขากลับมิมีแม้แต่วี่แววของความอ่อนล้า
สิ่งนี้ทำให้นางหวาดกลัวจนถึงขั้วหัวใจ
“เพราะข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า… มาก… มากเกินกว่าจะคณานับนัก”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความหยอกเย้า ร่างของเขาพลันปรากฏขึ้นอีกครั้งเบื้องหน้านาง ใบหน้างดงามขององค์หญิงเจ็ดบิดเบี้ยวไปด้วยความคับแค้นและมิยินยอม
ตึง!
กู้ฉางเกอคว้าร่างนางขึ้นไว้ในมือได้อย่างง่ายดาย ใบหน้าที่เคยเปี่ยมไปด้วยสง่าราศีขององค์หญิงเจ็ด บัดนี้กลับดูราวกับวิญญาณอาฆาต
“กู้ฉางเกอ หากเจ้ากล้าสังหารข้า…”
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มิมีวี่แววของความหยิ่งผยองเช่นก่อนหน้านี้ ความหวาดกลัวการสิ้นชีพทำให้จิตใจของนางพังทลายลงตั้งแต่วินาทีที่พ่ายแพ้ให้แก่เขา
“ข้ามิสังหารเจ้าหรอก”
กู้ฉางเกอกล่าวแทรกอย่างมิใส่ใจ พลางสะบัดมือผนึกพลังบำเพ็ญเพียรของนางไว้ทั้งหมด ก่อนจะเหวี่ยงร่างนางไปข้างหน้ากู้เซียนเอ๋อร์ ซึ่งยังคงยืนตกตะลึงอยู่กับเหตุการณ์ตรงหน้า
เขาแย้มยิ้มบางเบา แฝงความหมายที่ยากจะคาดเดา แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“เซียนเอ๋อร์ พี่ฝากนางไว้กับเจ้า จะสังหารหรือไม่ เจ้าก็ตัดสินใจเอาเองเถิด”
ถ้อยคำนี้พลันกลายเป็นปัญหาที่เขาโยนให้กับกู้เซียนเอ๋อร์ไปพิจารณาเอาเองโดยสิ้นเชิง