เกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์

    ตอนที่ 4 ต่อรอง

    ผมก็ไม่แน่ใจว่าทฤษฎีในโลกก่อนที่เป็นเพียงแค่การค้นพบนั้นจะสามารถเอามาใช้ได้รึเปล่ามีแต่ต้องลองดูก่อนเท่านั้น สิ่งที่ผมจะทำต่อจากนี้ก็คือโล่ดูดซับพลังงานที่เป็นทฤษฎีที่ผมคิดค้นขึ้นเพื่อเป็นการนำร่องไปสู่การสำรวจดวงอาทิตย์ก่อนที่ผมจะออกจากวงการธุรกิจมานั้นผมก็ได้มอบทฤษฎีมากมายให้เหล่าผู้คนที่ผมไว้ใจให้ไปต่อยอดมันอีกทีและโล่ดูดซับพลังงานก็ยังเป็นหนึ่งในนั้น
    เลเวลของทักษะรังสรรค์ก็ไม่ได้สูงมากนักบางทีมันอาจสร้างขึ้นมาได้แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะรับพลังงานได้มากน้อยขนาดไหนแต่ถ้าผมคาดการณ์ไว้ไม่ผิดมันน่าจะรับพลังงานได้สักหนึ่งส่วนร้อยของโล่ดูดซับพลังงานของจริง แค่นั้นน่าจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว
    “ท่านผู้กล้า พวกเราจะหมดแรงแล้วนะครับ ท่านจะทำอะไรก็รีบๆทำก่อนเถอะท่านจะยืนนิ่งแบบนั้นพวกของเราได้ตายกันหมดแน่”
    ได้เวลาแล้วแม้ไม่รู้ว่ามันใช้งานได้ขนาดไหนแต่ก็ต้องลองดูก่อนอย่างน้อยถ้าพวกนั้นไม่ตายไปก่อนก็คงบาดเจ็บสาหัส ผมไม่มีเวลาคิดมากเกินไปต้องลงมือทำก่อน
    โฮก!
    “ฮ่า ฮ่า จงรับความโกรธจากฉันคนนี้ไปซะเจ้าพวกมนุษย์น่ารังเกียจ”
    คลื่นทะเลเพลิง!
    พลังงานลักษณะทรงกลมขนาดเท่าลูกฟุตบอลก็หายไปหลังจากที่เสร็จสิ้นการรวมพลัง พลังทั้งหมดที่น่าจะหายไปแล้วเปลี่ยนกลายเป็นคลื่นพลังรูปกรวยกวาดล้างทำลายในรัศมีตรงหน้าไปทั้งหมดคลื่นพลังค่อยๆคืบคลานเข้าไปหาพวกเขาทั้งหมดอย่างช้าๆแต่มันก็เร็วเกินกว่าที่มนุษย์อย่างพวกเขาจะคาดคิดได้
    “ไม่จริงพวกเราจะต้องตายแล้วเหรอ”
    “ท่านผู้กล้าต้องช่วยพวกเราแน่”
    “ฉันเชื่อว่าท่านผู้กล้าต้องช่วยพวกเราอย่างแน่นอน”
    พวกเขาทั้งหมดทรุดลงนอนที่พื้นดินไปแล้วเพราะความเหนื่อยล้าที่โดนไล่ล่ามาโดยตลอด ผมมองไปที่ท่าทางอิดโรยของพวกเขาทั้งหมดพร้อมกับวัดความรุนแรงรัศมีของความสามารถที่เจ้าตัวประหลาดปล่อยออกมาด้วยทักษะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลมากมายทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ก็ปรากฏต่อสายตาของผมทั้งหมดแล้ว
    “เอาละทำได้ดีมากพวกตัวล่อเป้าทั้งหลาย การเตรียมพร้อมครบแล้วมาเริ่มสร้างอะไรที่สุดยอดกันดีกว่า มีเวลาแค่ห้าวินาทีแค่นั้นก็เพียงพอแล้วไม่สิเกินพอต่างหาก”
    รังสรรค์
    เตรียมองค์ประกอบทั้งหมดหนึ่งอย่าง สองอย่าง สามอย่าง .. สิบอย่าง จากนั้นก็ปั้นรูปร่างของโล่ขึ้นมาแต่ละส่วนนั้นอัดแน่นไปด้วยองค์ประกอบทั้งสิบอย่างขึ้นมาอย่างช้าๆ พลังงานสีฟ้าล้นทะลักออกมาจากตัวของโล่เนื่องจากองค์ประกอบทั้งหมดทำงานร่วมกันในที่สุดมันก็กลายเป็นรูปร่างของโล่ดูดซับพลังงาน สำเร็จแล้ว! สิ่งที่เคยเป็นแค่ทฤษฎีมันเสร็จสมบูรณ์แล้วถึงแม้ว่าจะเป็นพลังแค่หนึ่งส่วนร้อยก็ตาม ที่เหลือก็แค่รอดูผลการทำงาน
    ไปดูดพลังงานพวกนั้นมาซะ – โล่ดูดซับพลังงาน
    “สงสัยพวกเราคงตายกันหมดแล้ว เพราะท่านผู้กล้ายังคงยืนอยู่แบบนั้นแถมยังหลับตาอีกด้วยคงไม่อยากมองพวกเราโดนพลังนั่นกลืนกินไปแน่ๆ”
    ในตอนนี้พวกเขาทั้งหมดก็ตกในความเงียบเพราะไม่มีใครกล้าร้องขอให้ผู้มีพระคุณมาช่วยอีกแล้ว เดิมทีด้วยความที่พวกเขากลัวตายมากตั้งแต่แรกก็เป็นพวกเขาที่ลากราชาแห่งป่าไปหาผู้มีพระคุณขณะที่เขากำลังเดินทางจากในป่าไปที่เมือง พวกเขาทั้งหกคนนึกถึงคำเตือนที่ผู้ดูแลกิลด์บอกกับพวกเขาทั้งหกคนแต่พวกเขาก็ยังดึงดันที่จะไปทำภารกิจนี้เพราะภารกินนี้มันไม่ได้ยากเย็นอะไรก็มีแค่เก็บของป่ากับหาสมุนไพรบางชนิด
    แต่การที่จะไปเก็บมันได้ต้องเข้าไปเก็บที่หน้าถ้ำของราชาแห่งป่าที่กำลังหลับอย่างมีความสุขอยู่ ปกติแล้วมันก็ไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาถึงหน้าถ้ำราชาแห่งป่าหรอกเพราะไม่มีใครที่ไม่เกรงกลัวรัศมีพลังอันดุดันของมัน พวกเขาที่เข้ามาทำภารกิจนี้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่เดินเข้าไปพร้อมกับสะกดความเกรงกลัวเอาไว้
    พวกเขาเก็บของป่าที่ต้องการและสมุนไพรที่ลงไว้ในภารกิจครบทั้งหมดแล้วกำลังค่อยๆถอยออกไปจากถ้ำของราชาแห่งป่าแต่ที่พวกเขาทั้งหมดไปปลุกราชาแห่งป่านั้นก็เป็นเพราะไปทำเสียงดังโดยที่ไม่ได้ตั้งใจทำให้มันเกิดเสียงสะท้อนไปทั่วทั้งถ้ำของราชาแห่งป่าทำให้ตัวมันเองถูกปลุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ทำให้มันเต็มไปด้วยความโกรธที่พร้อมจะฆ่าพวกเขาทั้งหมดให้หายไปจากโลกใบนี้
    ขณะที่พวกเขากำลังสิ้นหวังอยู่นั้นคลื่นพลังของเจ้าตัวประหลาดก็คืบคลานเข้ามาจนถึงระยะห่างแค่ไม่กี่เมตร พวกเขาทั้งหมดก้มหน้าลงเพราะด้วยความไม่ประมาณตนของพวกเขาเองทำให้พวกเขาทั้งหมดต้องตายมันก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว ในจังหวะที่แสงแห่งความหวังกำลังจะดับลงไปนั้นโล่ดูดซับพลังงานขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของพวกเขาดูดซับเอาพลังทั้งหมดของคลื่นพลังที่ปล่อยออกมาของเจ้าตัวประหลาดไป
    “ถอยไปเถอะเจ้าตัวประหลาด แกจะมาฆ่าพวกเขาแบบนี้ไม่ได้ดูจากท่าทางก็ไม่น่าไปฆ่าตัวแม่ที่รังของแกนะแต่แกก็อาละวาดจนป่าเกือบหายไปหมดแบบนี้ไม่สนใจพวกสัตว์ที่อยู่อาศัยโดยรอบเลยรึยังไง”
    ผมกอดอกพูดด้วยน้ำเสียงโน้มน้าวเล็กน้อย(โน้มน้าวหรือยั่วโมโหมันกันแน่!)ทำให้มันรู้สึกโกรธขึ้นมาในทันทีจากนั้นก็หันหน้าของมันมาทางที่ผมยืนอยู่
    “เจ้ามนุษย์น่ารังกียจกล้ามากที่มาว่าฉันเป็นตัวประหลาด ตัวตนอย่างฉันเป็นถึงตัวตนที่สูงส่งมากขนาดที่พวกเจ้าเอาไปบูชากันได้เลย แล้วก็เรื่องที่พวกเจ้าบุกไปที่ถ้ำของฉันการที่พวกมันเข้ามาปลุกฉันแบบนี้มันไม่ถูกต้องเพราะฉันเองก็เตือนสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไว้ก่อนแล้ว”
    “เอาเถอะเถียงกับตัวประหลาดแบบแกมากไปเดี๋ยวฉันเปลี่ยนร่างตามแกไปด้วย จะเรื่องอะไรก็แล้วแต่เพราะการที่แกทำแบบนี้ไปโดยที่ไม่พูดคุยให้รู้เรื่องมันก็ทำให้สัตว์หรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้เรื่องมากมายต้องเข้ามารับความโกรธของแกโดยที่ไม่มีความผิด ถ้าเช่นนั้นก็มาจบเรื่องนี้กันเถอะ”
    ผมเรียกโล่ดูดซับพลังงานกลับมาอยู่ตรงหน้าของผมจากนั้นผมก็ทำการเตรียมปลดปล่อยพลังที่ดูดซับมาพร้อมกับฝังองค์ประกอบทั้งสิบเข้าไปเสริมด้วยทำให้พลังงานที่ดูดซับมานั้นเพิ่มมากขึ้นถึงสองเท่า
    “มาสิอยากลองพลังงานที่มากกว่าที่แกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้สองเท่าไหมละถึงจะไม่ทำให้แกตายแต่ก็น่าจะบาดเจ็บพอสมควร”
    เจ้าตัวประหลาดหรี่ตาอันใหญ่โตของมันลงแล้วคิดอะไรบางอย่างในหัวครู่หนึ่งก่อนที่มันจะแสดงสีหน้าแตกตื่น
    “ครั้งนี้ฉันจะยอมให้ก็ได้ ไม่เช่นนั้นป่าที่ฉันปกครองคงหายไปหมดแน่นอน มาทำข้อตกลงระหว่างแกกับฉัน ตราบใดที่ไม่มีมนุษย์คนไหนไปยุ่งกับครอบครัวหรือสัตว์ที่ควรค่าแก่การรักษาเอาไว้พวกฉันก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์มากเกินควรแต่แกต้องไม่ปล่อยพลังพวกนั้นออกมา”
    “เป็นอันตกลง อย่างนี้สิแกถึงจะดูเป็นราชาตัวประหลาดขึ้นมาหน่อย”
    “อย่ามาเรียกฉันว่า ราชาตัวประหลาดนะมนุษย์อย่างพวกแกก็เรียกแค่ราชาแห่งป่าไปก็พอ”
    เจ้าตัวประหลาดถอยกลับไปคืนสู่ป่าที่เป็นถิ่นของมันอีกครั้ง ในที่สุดเรื่องทั้งหมดก็จบแต่ เอ๊ะ! ทำไมรู้สึกเวียนหัวแปลกๆ จากนั้นภาพโลกอันสวยงามก็ราวกับถูกตัดขาดไปกลายเป็นความมืดมิด มันก็คือการที่ผมหมดสติไปแล้วนั่นเอง
    พวกเขาที่ตั้งหน้าตั้งตามองดูเหตุการณ์ที่ผู้มีพระคุณของพวกเขากำลังต่อรองกับราชาแห่งป่าอย่างกล้าหาญจนกระทั่งราชาแห่งป่ายอมรามือกลับคืนสู่ป่าดังเดิม ทำให้พวกเขาลืมแม้กระทั่งว่าตนเองมาทำอะไรที่นี่ เพราะความกล้าหาญมันถูกส่งต่อมาที่พวกเขาทั้งหกคน
    “นั่นท่านผู้กล้าหมดสติไปแล้ว อาเรีย เธอไปดูสภาพของท่านผู้กล้าเร็วเข้า”
    ……….
    “ได้โปรด รีบแข็งแกร่งขึ้นเหล่าสรรพชีวิตมากมายกำลังรอให้ท่านมาช่วยเหลือ”
    ตรงหน้าที่ผมยืนอยู่ในตอนนี้นั้นก็มีผู้หญิงประหลาดคนหนึ่งที่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยหมอกสีดำบดบังเอาไว้จนไม่อาจมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเธอได้ เธอกำลังพูดกับผมอยู่เหรอ?
    “เธอเป็นใคร? ที่นี่ที่ไหน?”
    ผมมองไปที่เธอจากนั้นก็มองไปโดยรอบอีกที ที่นี่มันมืดไปหมดจะมองเห็นก็แค่ผมกับเธอสองคนเท่านั้น
    “เร็วเข้าเถอะรีบแข็งแกร่งขึ้น เวลาแห่งหายนะกำลังนับถอยหลังทีละนิดแล้ว”
    “เธอพูดเรื่องอะไร ผมไม่เห็นเข้าใจเลย”
    “ได้โปรด...”
    “เธอต้องการจะพูดอะไรกันแน่! อย่าพึ่งไป”
    ผมยื่นมือขวาออกไปตรงหน้าของตนเองเพื่อที่จะจับมือของเธอคนนั้นเอาไว้
    “ว้าย”
    ภาพที่ปรากฏตรงหน้าจากผู้หญิงแปลกประหลาดที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหมอกสีดำบดบังเอาไว้จนไม่อาจมองเห็นหน้าที่แท้จริงได้ กลายเป็นภาพที่มีผู้หญิงคนอื่นไปเธอเป็นคนที่สวยมากคนหนึ่งตอนนี้เธอกำลังจะทำการเช็ดตัวของผมด้วยผ้าผืนสีขาว แต่ที่มันเป็นปัญหานั้นก็คือมือข้างขวาของผมก็ไปเอ่อ...สัมผัสกับของนุ่มๆบางอย่างเข้า
    “นายจะจับมันอีกนานไหม”
    “เอ่อ...ขอโทษด้วยผมไม่ได้ตั้งใจ”
    ผมรีบดึงมือผมกลับมา
    “ไม่ได้ตั้งใจเหรอ? ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมนายต้องบีบคั้นมันจนสนุกมือแบบนั้นด้วย เจ้าคนโรคจิต!”
    หลังจากที่พูดเสร็จผมก็โดนฝ่ามือของเธอฟาดเข้าที่ใบหน้าข้างขวาของผมจนเป็นรอยฝ่ามือสีแดง จากนั้นเธอก็วิ่งออกนอกห้องไปในทันที พวกเขาทั้งหกคนที่ผมเคยช่วยชีวิตเอาไว้ก็เดินเข้ามาต่อจากนั้นทันที
    “ท่านผู้กล้าฟื้นแล้วจริงๆด้วย”
    “ท่านผู้กล้าท่านเป็นเช่นไรบ้าง”
    “ท่านผู้กล้าท่านยังรู้สึกไม่ดีอยู่รึเปล่า”
    ผมยกมือขึ้นเป็นสัญญาณกับพวกเขาให้หยุดก่อน ทำให้เสียงในห้องเงียบลงไปในทันที
    “ผมต้องทำความเข้าใจกับพวกคุณเสียก่อน หนึ่งอย่ามาเรียกผมว่าผู้กล้าเลยเพราะผมไม่ใช่เดี๋ยวจะเกิดความเข้าใจผิดกันไป สองไม่ต้องมาซาบซึ้งบุญคุณของผมอะไรหรอกเพราะที่ผมทำก็คือปกป้องตัวเองล้วนๆ สามสิ่งที่ผมต้องการจากพวกคุณก็คือเก็บเรื่องพลังของผมเอาไว้เป็นความลับแค่นั้นก็นับเป็นการทดแทนบุญคุณของผมแล้ว”
    “พวกเราเข้าใจแล้ว”
    พวกเขาทั้งหมดเมื่อโดนผมว่ากล่าวไปแบบนั้นก็ทำท่าสงบเสงี่ยมกันขึ้นมา ถึงผมจะว่าไปแบบนั้นผมก็ไม่ได้รู้สึกโกรธพวกเขาแล้วเพราะเรื่องทั้งหมดมันก็ผ่านมาแล้ว
    “พวกคุณก็ไม่ต้องไปกังวลมากนักผมไม่ได้จะว่าอะไรพวกคุณขอแค่ทำตามที่ผมพูดไปทั้งหมดสามข้อก็พอแล้ว”
    หลังจากที่พวกเขาเห็นว่าผมไม่ได้คิดมากอะไรก็ทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาเล็กน้อยพวกเขาก็กล่าวขอโทษผมทีละคนถึงผมจะบอกว่าไม่ต้องก็ตาม จากนั้นพวกเขาก็รีบแยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคนเพราะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นขนาดนั้นทางตระกูลก็คงไม่ยอมอยู่เฉยอย่างแน่นอน ก่อนจะไปพวกเขาก็รับปากกับผมว่าจะไม่บอกเรื่องของผมออกไปแต่จะบอกแค่ว่าเจ้าตัวประหลาดมันโดนหักเหความสนใจไปทางอื่นทำให้รอดมาได้
    ต่อจากนี้ผมคงต้องระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิมครั้งนี้รอดกลับมาได้เพราะโชคช่วยทั้งนั้น ตามจริงแล้วโล่ดูดซับพลังงานไม่มีความสามารถในการปลดปล่อยพลังของมันออกไปเพราะมันไม่ใช่ตัวต้นแบบของมันที่มีพลังที่สมบูรณ์ ยังดีที่เจ้าตัวประหลาดนั่นล่าถอยกลับไป
    และยังมีเรื่องนั้นอีกมันคือเรื่องของผู้หญิงประหลาดคนนั้น ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ สิ่งที่เธอต้องการจะสื่อมันคืออะไรกันแน่แต่ก็ชั่งมันไปก่อนเพราะตอนนี้ผมต้องรู้เรื่องของโลกใบนี้ให้มากกว่านี้เสียก่อนและทำการอัพเลเวลให้มากยิ่งขึ้นเพื่อการผจญภัยที่ผมรอคอยมานาน.......... . .

    .