
....อวี้เฟิงใช้พลังปราณิญญายกประตูหินขนาดมหึมาออกจากพื้น เผยให้เห็นช่องทางมืดและเย็นชื้นเื้ั เสียงหิมะด้านนอกถูกกักเก็บจนแทบไม่ได้ยิน อากาศด้านในมีความเย็นเฉียบคล้ายกับถูกแช่แข็ง แต่ก็ไม่ทรมานร่างกายเหมือนพายุข้างนอก
หานเหวินเดินตามอวี้เฟิงเข้าไปด้วยความระแวงเล็กน้อย แม้ร่างกายจะยังแข็งแรงในตอนนี้ แต่สายตายังคงระวังทุกฝีก้าว
ภายในห้องใตู้เานั้น ไม่ใช่เพียงผนังหินธรรมดา พื้นที่เต็มไปด้วย สัญลักษณ์โบราณแกะสลักลึกลงไปในผนัง ร่องรอยของเวทมนตร์เก่าแก่สะท้อนแสงจางๆ ทำให้เกิดเงาเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต เสียงลมแ่ๆ ผ่านช่องเล็กๆ ทำให้ทั้งสองรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตามอง
ตรงกลางห้องมี แท่นหินสูง วางกิ่งไม้สีเงินอมฟ้า รังสีเย็นจากมันแผ่ล้อมร่างหานเหวิน ทำให้ร่างกายที่อ่อนแรงจากพิษดอกหงเซียงดำผ่อนคลายลงบ้าง แม้จะยังไม่หายขาด
อวี้เฟิงคุกเข่าลงข้างหานเหวิน พลางเอื้อมมือประคองอีกฝ่ายให้พิงแท่นหิน
“ดูเหมือนเ้าจะไม่ชอบอยู่ตัวเปล่า…ข้าเลยต้องมาพยุงเ้าเอง” เขายียวน แต่สายตากลับแฝงความห่วงใย
หานเหวินหน้าแดงนิดๆ แต่ก็เผลอพิงตัวอวี้เฟิงแนบแท่น
“ข…ขอบใจ…” เสียงแ่พร่า แต่อบอุ่นหัวใจ
อวี้เฟิงหัวเราะเบาๆ พลางเอื้อมมือจับกิ่งไม้สีเงินอมฟ้า
“เ้ารู้มั้ย…สิ่งของแบบนี้โบราณสุดๆ…แต่ข้าชอบนะ ที่มันทำให้เ้าไม่ทรมานจนเกินไป”
หานเหวินพยักหน้า ยิ้มเจือความอ่อนแรง
“อืม…มันช่วยได้เยอะจริงๆ”
อวี้เฟิงเริ่มเดินสำรวจรอบห้องอย่างระมัดระวัง ผนังหินเต็มไปด้วย ร่องลึกและช่องเล็กๆที่สะท้อนแสง ทุกฝีก้าวทำให้หัวใจตื่นตัว แต่ก็สร้างความรู้สึกผูกพันให้สองคนใกล้กันมากขึ้น
อวี้เฟิงยกกิ่งไม้สีเงินอมฟ้าไว้เหนือแท่น รังสีเย็นแผ่ออกมาทั่วทั้งห้อง
“ถ้าไม่มีสิ่งนี้…เ้าคงไม่ไหวแน่ แต่ก็ช่วยให้ข้าได้เห็นเ้าชัดขึ้นด้วยนะ”
หานเหวินเงยหน้ามองเขา ใบหน้าอ่อนแรงแต่สายตาเต็มไปด้วยความไว้ใจ ทั้งสองสบตากันนาน ราวกับเวลาหยุดหมุน
อวี้เฟิงยิ้มยียวน
“เ้ารู้มั้ย…ข้าแอบชอบ่เวลาที่เ้าต้องพึ่งพาข้าแบบนี้นะ”
หานเหวินหน้าแดงขึ้นทันที แต่ก็ไม่ปฏิเสธ แค่ก้มหน้าเบาๆ
ระหว่างเดินสำรวจ พวกเขาเจอ เงาสะท้อนแปลกๆ บนผนังและร่องน้ำเล็กๆ ราวกับว่ามีบางสิ่งซ่อนอยู่ในความมืด
อวี้เฟิงโน้มตัวไปใกล้หานเหวิน
“อย่าเพิ่งใ…แต่บางทีสิ่งที่ซ่อนอยู่ อาจเก่ากว่าพวกเราทั้งคู่ก็ได้”
หานเหวินกลืนน้ำลาย หัวใจเต้นแรงทั้งเพราะความหวาดระแวงและเพราะใกล้ชิดอวี้เฟิง
พวกเขาเดินไปยังแท่นหินและร่องลึกตรงกลาง อวี้เฟิงคุกเข่าลง พลางวางมือบนกิ่งไม้สีเงินอมฟ้าเพื่อกระตุ้นรังสีเย็นให้มากขึ้น
“นี่แหละ…อาจเป็กุญแจที่ช่วยบรรเทาพิษเ้าจริงๆ แต่ก็ยังซ่อนอะไรอีกเยอะ”
หานเหวินนั่งลง พิงตัวอวี้เฟิง พลางเอามือแตะข้อมือของเขาโดยไม่ตั้งใจ
อวี้เฟิงยิ้มยียวน พลางโน้มตัวเข้ามาใกล้
“หึ…เ้าทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่นจัง…ข้าอาจต้องจับตาดูเ้าแบบนี้ไปอีกสักพักแล้วละ”
ในความเงียบสงัดของประตูหิน แสงสีเงินอมฟ้าจากกิ่งไม้คล้ายเป็พลังปกป้อง ราวกับสร้างเกราะบางเบารอบตัวหานเหวิน ความใกล้ชิดระหว่างทั้งสองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งทางร่างกายและใจ
อวี้เฟิงมองไปรอบๆ ห้อง รอยแกะสลักบนผนังและร่องลึกที่สะท้อนแสง บ่งบอกว่ามีความลับซ่อนอยู่ แต่ตอนนี้เขาเลือกที่จะอยู่กับหานเหวินก่อน
“เดี๋ยว…เราจะค้นหาความลับพวกนี้ต่อ แต่ตอนนี้ เ้าต้องพักก่อน…ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าพังเพราะพิษอีกแน่”
หานเหวินผ่อนลมหายใจ ยิ้มเบาๆ และพิงตัวอวี้เฟิงอย่างอบอุ่น
“ข…ขอบใจจริงๆ”
รังสีสีเงินอมฟ้าปกคลุมทั้งสอง และห้องใตู้เาเต็มไปด้วยความลึกลับและความอบอุ่น ราวกับสร้างพื้นที่พิเศษให้สองคน แล้วทั้งคู่นอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย....(ราตรีสวัสดิ์)
.
....รุ่งเช้าแสงอ่อนๆ ส่องลอดเข้ามาทางช่องเล็กของห้องใต้ประตูหิน หิมะด้านนอกยังคงปกคลุมหนาทึบ แต่ภายในกลับอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย รังสีจากกิ่งไม้สีเงินอมฟ้ายังคงแผ่พลังเย็นบางเบา ล้อมร่างของหานเหวินไว้
เขาค่อยๆ ลืมตา สายตาเบลอเล็กน้อย แต่ร่างกายที่อ่อนแรงเมื่อวานเริ่มฟื้นคืนกลับมา
“อืม…วันนี้…รู้สึกดีขึ้นหน่อย” หานเหวินเอ่ยเบาๆ พลางขยับมือและขาอย่างระมัดระวัง
อวี้เฟิงยิ้มยียวน
“หึ…ไม่เลวเลยนะ เ้าฟื้นขึ้นมาสดใสจนข้าอดไม่ได้ที่จะเฝ้ามองเ้าั้แ่เมื่อวาน”
หานเหวินหน้าแดงนิดๆ แต่ก็พยายามยืนขึ้น พลางใช้วิชากระบี่อย่างเบาๆ ตรวจสอบความคุ้นเคยของร่างกาย
ร่างกายของเขาค่อยๆ แข็งแรงขึ้นตามลำดับ เมื่อใช้กระบี่ พลังปราณของเขากลับคืนมาพอสมควร ความเ็ปจากพิษดอกหงเซียงดำถูกกิ่งไม้สีเงินอมฟ้าช่วยคลายลง
อวี้เฟิงยิ้มมุมปาก พลางแกล้งพูด
“หึ…เ้าใช้วิชากระบี่ได้แล้ว…แต่ระวังล่ะ…ข้าไม่ปล่อยให้เ้าฟื้นเพียงเพื่อเอาตัวไปเสี่ยงใหม่”
หานเหวินสบตาอวี้เฟิง เขารู้สึกอบอุ่นและเชื่อใจมากขึ้น แม้ยังอ่อนเพลีย แต่สายตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ข…ขอบใจ…อวี้เฟิง…ข้ารู้สึกว่า…แข็งแรงขึ้นเยอะแล้ว”
อวี้เฟิงโน้มตัวเข้ามาใกล้
“หึ…เ้าทำให้ข้าชื่นใจจริงๆ แต่เ้ารู้มั้ย…ข้าไม่ชอบเห็นเ้าอ่อนแรงแบบเมื่อวานอีกแล้ว”
ทั้งสองสบตากัน ใบหน้าของหานเหวินยังแดงเล็กน้อย แต่ความสนิทสนมและความเชื่อใจชัดเจนกว่าที่เคย
หลังจากนั้นทั้งคู่เริ่มฝึกวิชากระบี่ช้าๆ ภายในห้องใต้ประตูหิน แสงสีเงินอมฟ้าสะท้อนกับใบกระบี่และเงาผนังหิน ทำให้เกิดบรรยากาศลึกลับและงดงามทุกครั้งที่พลังปราณของทั้งสองัักัน
อวี้เฟิงแกล้งถามยียวน
“หึ…เ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เ้าฝึกคนเดียวใช่มั้ย? ข้าก็อยากลองเล่นกับเ้าบ้างเหมือนกันนะ”
หานเหวินหน้าแดง แต่ก็ยิ้มอ่อนๆ แล้วพยักหน้า พลางโต้ตอบเบาๆ
“ถ้าเ้าอยาก…ก็ลองดูเถอะ แต่…อย่าทำให้ข้าล้มอีกนะ”
เสียงหัวเราะเบาๆ ของอวี้เฟิงและหานเหวินสะท้อนอยู่ในห้องหิน ลมหนาวด้านนอกถูกกักเก็บไว้ แต่ความอบอุ่นระหว่างทั้งสองกลับทวีขึ้นเรื่อยๆ
กิ่งไม้สีเงินอมฟ้าแผ่รังสีเย็นบางเบา ช่วยปรับสมดุลร่างกายหานเหวิน ทั้งสองนั่งพักและมองไปยังร่องลึกบนแท่นหิน รู้สึกถึงความลึกลับที่รอคอยการค้นพบ แต่ในใจทั้งคู่ก็รับรู้ได้ชัดเจน ความสนิทสนมและความเชื่อใจระหว่างเขาเติบโตขึ้นมากกว่าที่เคย...