หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายสงบลง จ้าวมู่เฉินถูกนำตัวกลับไปยังเรือนพักท้ายจวนอย่างเร่งด่วนโดยมีหมอทหารตามมาดูแลอย่างใกล้ชิด โชคดีที่เขาไม่ได้มีาแภายนอกร้ายแรงแต่อย่างใด อาการปวดศีรษะรุนแรงค่อยๆ ทุเลาลงหลังจากได้รับการฝังเข็มและทานยา
แต่เขาก็ยังคงอยู่ในสภาพอ่อนเพลียและสับสน ความทรงจำยังคงไม่กลับมา เขาจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น จำไม่ได้ถึงภาพในอดีตที่แวบเข้ามา รู้แต่เพียงว่าเขากลัวม้า และเสียงดังๆ ทำให้เขาปวดหัวมากเท่านั้น เขาเห็นภาพอดีตเพียงรางๆ เท่านั้น
ทางด้านเฉินซูเหริน นางถูกท่านปู่เฉินเหยาจินตำหนิอย่างหนัก โทษฐานที่แอบพาคุณชายจ้าวออกไปนอกเขตจวนโดยพลการจนเกือบเกิดอันตราย แม้จะเสียใจและรู้สึกผิด แต่นางก็ยอมรับผิด แต่โดยดี ไม่เถียงหรือหาข้อแก้ตัวใดๆ อาจเป็เพราะความเป็ห่วงจ้าวน้อย หรืออาจเป็เพราะนางรู้ดีว่าตนเองทำผิดจริงๆ
แต่เื่ราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น พ่อค้าผู้นั้นที่จำจ้าวมู่เฉินได้ ในตลาด ไม่ได้เก็บเื่ที่เห็นไว้กับตัวคนเดียว เขานำเื่ “คุณชายจ้าวที่รอดตายราวปาฏิหาริย์” ไปเล่าต่อให้สหายและคนรู้จักฟังอย่างตื่นเต้น และที่สำคัญ เขายังเสริมความเห็นของตนเองเข้าไปด้วยว่า
“ข้าเห็นคุณชายจ้าวมีท่าทางแปลกๆ ตอนที่ม้าตื่น เหมือนกำลังนึกถึงเื่เก่าๆ ข้าได้ยินเขาเอ่ยพึมพำบางอย่างเกี่ยวกับอุบัติเหตุในวันแข่งขันตีคลีด้วยนะ! ข้าว่า... ความทรงจำของเขาน่าจะกำลังกลับมาแล้วเป็แน่!”
คำพูดที่เกิดจากการตีความผิดๆ ของพ่อค้าผู้นี้เอง ที่กลายเป็จุดเริ่มต้นของข่าวลือระลอกใหม่!
เวลาผ่านไปราวหนึ่งเดือน ข่าวลือนี้ก็กระจายจากปากต่อปาก ของนักเดินทางและพ่อค้า จากเมืองหน้าด่านเข้าสู่เมืองหลวง อย่างรวดเร็ว เนื้อหาอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ใจความสำคัญยังคงเดิม
“จองหงวนอัจฉริยะสกุลจ้าวยังไม่ตาย! เขาอยู่ที่ชายแดน! และว่ากันว่า... ความจำของเขากำลังค่อยๆ กลับคืนมาแล้ว!”
ข่าวนี้ กระจายไปทั่วเมืองหลวง สร้างความตื่นตะลึงและยินดีให้แก่ผู้คนที่เคยชื่นชมในตัวเขา แต่ในขณะเดียวกัน... มันก็ได้ปลุกพายุร้ายให้ตื่นขึ้นในใจของใครบางคน ที่ไม่้าให้เขากลับมาทวงคืนสิ่งใดทั้งสิ้น!
…..
หลายวันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ตลาด แม้ร่องรอยความวุ่นวายภายนอกจะจางหายไป แต่ภายในใจของดรุณีน้อยเฉินซูเหรินนั้นกลับยังคงปั่นป่วนไม่สงบ ภาพของจ้าวมู่เฉินที่ทรุดกายลงนอนขดคู้ด้วยความเ็ปทรมาน เสียงร้องครวญคราง และแววตาหวาดกลัวสุดขีด ยังคงตามติดอยู่ในความคิดของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความรู้สึกผิดท่วมท้นอยู่ในอก นางรู้ดีว่าตนเองคือต้นเหตุของเื่ราวทั้งหมด หากนางไม่ดื้อรั้น ชักชวนเขาแอบหนีออกไปเที่ยวเล่นในวันนั้น จ้าวน้อยก็คงไม่ต้องเผชิญกับภาพอันน่าสะพรึงกลัว หรือตกอยู่ในอันตรายเช่นนั้น คำตำหนิของท่านปู่ที่แม้จะไม่ได้ดุด่ารุนแรง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความผิดหวัง ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดนั้นให้หนักหน่วงขึ้น
นับั้แ่วันนั้น ท่าทีของเฉินซูเหรินที่มีต่อจ้าวมู่เฉินก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความแก่นแก้วซุกซน การวางท่าเป็ "พี่ใหญ่" จอมบงการ หรือความคิดที่จะแกล้งเขาเล่นสนุกๆ ดูจะเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วย ความห่วงใยอันลึกซึ้ง นางคอยดูแลจ้าวมู่เฉินแทบไม่ให้คลาดสายตา
ยามที่เหล่าหยวนและอาไค่ออกไปข้างนอก นางจะมานั่งเป็เพื่อนเขาเงียบๆ ที่เรือนพัก อาจจะนำขนมหรือผลไม้มาป้อนให้ คอยรินน้ำชาให้ หรือเพียงแค่นั่งมองเขาอ่านตำราหรือคัดอักษรโดยไม่รบกวน หากเห็นเขามีสีหน้าไม่สู้ดี หรือเผลอแสดงท่าทีหวาดกลัวเมื่อได้ยินเสียงดังจากภายนอก นางจะเป็คนแรกที่เข้าไปปลอบโยน กุมมือเขาไว้เบาๆ ด้วยความเป็ห่วงอย่างแท้จริง
ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด นางมักจะนอนคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา นางตระหนักได้ถึงความเปราะบางของสหายใหม่ผู้นี้ ร่างกายที่เป็บุรุษหนุ่มแข็งแรง แต่จิตใจกลับเป็เพียงเด็กน้อยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เขาต้องเผชิญกับโลกที่โหดร้ายเพียงใดหนอจึงกลายเป็เช่นนี้? แล้วใครกันที่ปองร้ายเขาถึงขั้น้าเอาชีวิต? ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัว พร้อมกับภาพดวงตาใสซื่อที่มองมายังนางด้วยความไว้วางใจ
ในที่สุด ค่ำคืนหนึ่งขณะที่มองจันทร์นอกหน้าต่าง นางก็ให้คำมั่นสัญญากับตนเอง ในใจอย่างเงียบๆ ‘ต่อไปนี้ ข้า เฉินซูเหริน จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแก หรือทำอันตรายจ้าวน้อยได้อีก! ข้าจะเป็คน คอยปกป้องเขาเอง! จะไม่มีวันให้เขาต้องเผชิญกับเื่น่ากลัวเช่นนั้นอีกในภายภาคหน้า!’
ความรู้สึกนี้หาใช่ความรักฉันท์หนุ่มสาวไม่ นางยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเื่เ่าั้ มันคือ ความห่วงใย ความผูกพัน และความรู้สึกรับผิดชอบในฐานะ 'พี่ใหญ่เฉิน' ที่มีต่อ 'จ้าวน้อย' ผู้เปราะบางและ้าการปกป้องดูแลอย่างแท้จริง
ด้วยความมุ่งมั่นนี้เอง วันต่อมา เฉินซูเหรินจึงตัดสินใจไปพบท่านปู่ที่ห้องหนังสืออีกครั้ง แต่คราวนี้ นางไม่ได้เข้าไปด้วยท่าทีซักไซ้ไล่เลียง หากแต่เป็การร้องขออย่างจริงจัง “ท่านปู่เ้าขา” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อนแต่ก็แฝงความหนักแน่น “ข้าเป็ห่วงอาการของ... เอ่อ... คุณชายจ้าวเหลือเกินเ้าค่ะ แม้ท่านหมอจะบอกว่าไม่เป็ไรแล้ว แต่ข้าก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี”
แม่ทัพเฉินเหยาจินเลิกคิ้วเล็กน้อย มองหลานสาวด้วยความแปลกใจระคนเอ็นดูในท่าทีที่เปลี่ยนไปนี้ “แล้วเ้า้าให้ปู่ทำสิ่งใดเล่า?”
“ข้าอยากขอให้ท่านปู่ ส่งท่านหมอทหารคนเดิม มาช่วยตรวจดูอาการของเขา... ทุกๆ วันเลยได้หรือไม่เ้าคะ?” นางร้องขอ ดวงตากลมโตจ้องมองอย่างมีความหวัง “ตรวจดูจนกว่าข้าจะแน่ใจจริงๆ ว่าเขาไม่เป็อะไรแล้ว... จนกว่าข้าจะคลายกังวลนะเ้าคะ นะเ้าคะท่านปู่”
ท่านแม่ทัพเฒ่ามองหลานสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ออกมา ท่านเห็นถึงความรู้สึกผิดและความตั้งใจจริงในแววตาของนาง แม้การให้หมอมาตรวจทุกวันอาจจะดูเกินความจำเป็ แต่หากมันทำให้หลานสาวสุดที่รักสบายใจขึ้น และดูเหมือนจะเป็การส่งเสริมให้นางรู้จักรับผิดชอบมากขึ้น
แม่ทัพผู้เฒ่าเห็นว่าไม่ใช่เื่เสียหายอันใด “เอาเถิด” ท่านตอบตกลงอย่างง่ายดายตามประสาปู่ผู้ตามใจหลาน “ปู่จะสั่งให้หมอทหารแวะเวียนไปดูอาการให้ทุกวันตามที่เ้าขอ... จนกว่าเ้าจะพอใจก็แล้วกัน”
“ขอบพระคุณเ้าค่ะ ท่านปู่!” เฉินซูเหรินยิ้มกว้างออกมาได้เป็ครั้งแรกในรอบหลายวัน นางรู้สึกขอบคุณในความเมตตาของท่านปู่ และรู้สึกอุ่นใจขึ้นที่อย่างน้อยตนเองก็ได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อ 'จ้าวน้อย' บ้างแล้ว
นับจากวันนั้น หมอทหารก็แวะเวียนมาที่เรือนพักท้ายจวนทุกเช้าตามคำสั่ง และเฉินซูเหรินก็จะคอยอยู่ซักถามอาการของจ้าวมู่เฉินด้วยตนเองเสมอ แม้จะดูเป็เื่เล็กน้อย แต่การกระทำที่เกิดจากความรู้สึกผิดและความห่วงใยนี้เอง ที่กำลังหล่อหลอมดรุณีน้อยจอมแก่นให้ เติบโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น... โดยที่นางเองก็อาจจะยังไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
…..
ลือของคุณชายจ้าว สร้างแรงกระเพื่อมอย่างใหญ่หลวงในแวดวงสังคมชั้นสูงของเมืองหลวง ทำให้แต่ละคนที่รู้ข่าวมีความรู้สึกที่แตกต่างกันไป สุดแล้วแต่ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์หรือส่วนได้ส่วนเสียกับคุณชายจ้าวผู้นี้อย่างไร
ณ จวนสกุลจ้าว บรรยากาศที่เคยโศกเศร้าได้แปรเปลี่ยนเป็ความหวังระคนกังวล นายท่านจ้าว หลังจากได้รับจดหมายยืนยันจากเหล่าหยวนแล้ว เมื่อได้ยินข่าวลือนี้เพิ่มเติม เขาก็รู้สึกยินดีที่ลูกชายยังคงปลอดภัยดี และมี 'ทีท่า' ว่าความจำกำลังค่อยๆ ฟื้นฟู
ความหวังที่จะได้บุตรชายผู้เป็อัจฉริยะกลับคืนมาสว่างวาบขึ้นในใจ แต่ในขณะเดียวกัน ใจหนึ่งก็เป็กังวลอย่างยิ่งยวด เขารู้ดีถึงคลื่นลมในราชสำนักและศัตรูที่มองไม่เห็น การที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป อาจจะทำให้จ้าวมู่เฉินกลับมาเป็เป้าหมายของผู้ไม่ประสงค์ดีอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากศัตรูเชื่อว่าความทรงจำ ของเขากำลังจะกลับคืนมา ท่านรองเ้ากรมพิธีการได้แต่ภาวนาให้บุตรชายปลอดภัย และหวังว่าการคุ้มครองของแม่ทัพเฉินเหยาจินจะแข็งแกร่งเพียงพอ
ณ เรือนพักของอนุหลิวและจ้าวซื่อเจี๋ย ข่าวลือเดียวกันนี้ เมื่อลอยเข้าหูสองแม่ลูก กลับให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม! จ้าวซื่อเจี๋ยรู้สึกราวกับมีมีดที่มองไม่เห็นกำลังค่อยๆ ทิ่มแทงเข้ามาใกล้! ความคิดที่ว่าจ้าวมู่เฉินไม่เพียงแต่รอดตาย แต่ยังอาจจะ "ฟื้นคืน" กลับมาเป็คู่แข่งคนสำคัญของเขาอีกครั้ง ทำให้เขากระสับกระส่ายร้อนรนยิ่งกว่าเดิม เขารู้สึกว่ากำลังมีภัยคุกคามที่มองไม่เห็นค่อยๆ คืบคลานเข้ามาจากที่ไกลๆ ความสำเร็จในการสร้างสายสัมพันธ์กับคุณชายชุยยังคงเป็เพียงก้าวแรกที่เชื่องช้าเกินไปเสียแล้ว!
“ท่านแม่ ข้าว่าเรารอช้าไม่ได้อีกแล้ว!” เขาปรึกษามารดาด้วยแววตาแข็งกร้าว “หากปล่อยให้มันฟื้นความจำกลับมาได้จริงๆ ทุกอย่างที่พวกเราทำไปจะสูญเปล่า! มิหนำซ้ำ เราอาจจะ...” เขาไม่กล่าต่อ แต่ความหมายนั้นชัดเจน อนุหลิวเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน “ข้ารู้แล้ว... เ้าเร่งรัดคุณชายชุยให้หาทางเข้าเฝ้าองค์ชายใหญ่ให้เร็วที่สุดเถิด เ้าจำต้องทำอะไรสักอย่างในเร็ววันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!”
ณ ตำหนักองค์ชายใหญ่หลี่ซวน ข่าวลือนี้ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายพระเนตรและพระกรรณขององค์ชายใหญ่ผู้พยายามกุมอำนาจในเงามืดไปได้ พระองค์อาจจะยังไม่ปักใจเชื่อเื่ “ความจำฟื้นฟู” เสียทีเดียว
แต่เพียงแค่การยืนยันว่า “จ้าวมู่เฉินยังไม่ตาย” ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พระองค์รู้สึกถึงเสี้ยนหนามที่ยังคงตำพระทัย! จ้าวมู่เฉินคือผู้ที่บังเอิญได้ยินแผนการลับสุดยอดของพระองค์ แม้ตอนนี้อาจจะความจำเสื่อม แต่ใครจะรับประกันได้ว่าความทรงจำนั้นจะไม่กลับคืนมา? การปล่อยให้ “พยาน” เพียงคนเดียวที่อาจโค่นล้มพระองค์ได้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ถือเป็ความประมาทที่ไม่อาจยอมรับได้!
ภายในห้องทรงงานส่วนพระองค์ องค์ชายใหญ่หลี่ซวนปัดม้วนเอกสารบนโต๊ะทิ้งอย่างไม่สบอารมณ์นัก ก่อนจะหันไปตรัสสั่ง องครักษ์คนสนิท ที่ยืนรอรับบัญชาอยู่ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบและเด็ดขาด “ข่าวลือเื่จ้าวมู่เฉิน เ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่?” “พ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย” องครักษ์ตอบเสียงเรียบ “ข้าไม่สนใจว่าความจำมันจะกลับมาจริงหรือไม่!” องค์ชายใหญ่ตรัส "แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้มันมีชีวิตรอดต่อไปได้อีก! สั่งคนของเรา... ให้เตรียมมือสังหารฝีมือดีที่สุดไว้ให้พร้อม! เร่งสืบหาให้แน่ชัดว่าบัดนี้ จ้าวมู่เฉินมันไปซ่อนหัวอยู่ที่ใดกันแน่! เมื่อรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดแล้ว... ให้ลงมือสังหารทันที! อย่าให้มีข้อผิดพลาดเป็ครั้งที่สองเด็ดขาด!!!"
แววตาขององค์ชายใหญ่ทอประกายอำมหิต บัญชาสังหารครั้งใหม่ได้ถูกส่งออกไปแล้ว พายุร้ายกำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้งในเมืองหลวง และเป้าหมายของมันก็คือเรือนพักอันเงียบสงบที่ชายแดน... ที่ซึ่งจ้าวมู่เฉินยังคงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับพี่ใหญ่เฉินของเขา โดยหารู้ไม่ว่ามัจจุราชกำลังจะคืคลานเข้ามาใกล้เต็มที...