เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 12 ก่อกำเนิดนิมิต


    การทะลวงพลังของพยัคฆ์ได้ชักนำการเกิดนิมิตขึ้น ถึงแม้จะเกิดขึ้นโดยที่อยู่ในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ แต่ลำแสงจันทรากลับยิ่งแผ่ซ่านออกมาจนกว้างใหญ่ เชื่อมฟ้าดินเข้าถึงกัน แสงอันคมกล้ายังได้สาดส่องสู่เทือกเขาที่เชื่อมโยงเข้าถึงกันในอาณาบริเวณกว่าร้อยลี้ นิมิตเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าช่างชัดเจนกันเกินไปแล้ว ย่อมต้องดึงดูดความสนใจขอผู้คนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เทือกเขาผานเสอที่เชื่อมโยงถึงกันไม่น้อยไปกว่าหมื่นลี้ ระหว่างหุบเขาใกล้เคียงยังติดกับแคว้นอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่าแคว้นเซียงรุ้ย แคว้นเซียงรุ้ยถือเป็นแว่นแคว้นที่ก่อตั้งขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ปุถุชน แต่ก็ได้มีผู้บำเพ็ญอีกมากมายเกิดขึ้นไม่เคยหยุด ทันทีที่ได้มองเห็นนิมิตนี้ก็ได้แยกย้ายกันมองไปตามแสง มุ่งหน้าไปยังทางด้านของสันเขาผานเสอ ในบริเวณจุดที่ใกล้เคียงกับสันเขาผานเสอ ยังได้มีหมู่บ้านที่สร้างขึ้นโดยนายพรานที่ยังชีพด้วยการเป็นนายพรานกันไม่น้อย ในเวลาที่ปรากฏนิมิตขึ้น มีหรือที่จะหลุดรอดไปจากสายตาคนในหมู่บ้านไปได้ “รีบนั้นสิ ที่นั่นจู่ ๆ ก็มีลำแสงที่แข็งแกร่งผุดออกมาด้วย!” “ข้าได้ยินมาว่า หากว่าสารทิศใดปรากฏแสงสว่างประหลาดเช่นนั้นขึ้น จะเป็นลางบอกเหตุว่าจะมีการกำเนิดขึ้นจากวัตถุสมบัติกว่าแปดเก้าส่วนจะต้องมี มิสู้ทุกท่านเข้าสู่หุบเขากันสักรอบ ไม่แน่ว่าอาจจะยังสามารถกอบโกยโชคลาภเอาไว้ได้ก็เป็นได้” ท่ามกลางหมู่บ้านภูเขาเล็ก ๆ บางส่วนที่อยู่ใกล้เคียงกับภายในเทือกเขาผานเสอ จากหัวข้อสนทนาเช่นนี้ เกี่ยวกับประกายแสงสมบัติที่แยกย้ายกันสาดส่องเปล่งแสงออกมา ก็ช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดกันไม่คลาย แต่ทว่าคนในหมู่บ้านที่ออกมาเคลื่อนไหวเอง ก็นับว่ามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ถึงอย่างไรการใช้ชีวิตตามปกติก็ถือได้ว่า พวกเขาเองก็เกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่อแนวป่าลึกอยู่ลึก ๆ ข้างในจิตใจกันอยู่แล้ว สัตว์ร้ายท่ามกลางหุบเขาเองก็ดุร้ายไม่แพ้กัน เมื่อสัตว์อสูรโผล่กันออกมา ฆ่ามนุษย์กินคน จนเป็นเรื่องปกติไปกันแล้ว อีกทั้งยังมีนายพรานที่เข้าไปภายในป่าลึกแล้วไม่กลับมาเลยก็บ่อยครั้ง ตามช่วงเวลาปกติ ถ้าหากพวกเขาไม่ได้มารวมกลุ่มกัน ต่างก็จะไม่กล้าออกไปล่าตัวคนเดียวกันอย่างแน่นอน อีกทั้ง เวลานี้ที่ได้ดำเนินมาจนถึงช่วงพลบค่ำ ก็คือช่วงเวลาที่สัตว์นับร้อยออกจากรัง เข้าสู่เวลาที่ในการล่าหาอาหาร จึงถือได้ว่าอันตรายเป็นอย่างยิ่ง หากว่าขึ้นเขาไปในเวลานี้แล้วละก็ นั่นก็คงจะไม่ใช่การออกล่าหาสมบัติกันแล้ว แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการรนหาที่ตายแล้วเท่านั้น ถึงแม้เหล่าชาวบ้านจะไม่ได้ขึ้นไปบนเขา แต่นิมิตเช่นนี้ ก็ยังถูกแพร่กระจายมาจากพวกเขา อีกทั้งข่าวลือยังส่งไปไกลกระจายเป็นวงกว้างนับหมื่นลี้เลยก็ว่าได้ มีคนบอกกันว่า สันเขาผานเสอนี้มีการกำเนิดของวัตถุสมบัติ มีคนบอกกันว่า ท่ามกลางภูเขามีขุมทรัพย์ที่มั่งคั่งเทียบแคว้นกันได้เลย ข่าวลือได้ถูกแพร่สะพัดยิ่งมาก็ยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม จนมีผู้คนมาคอยสังเกตความเร้นลับในโลกของสันเขาผานเสอแห่งนี้ ผู้คนล้วนแต่ทราบกันว่า บนโลกหล้านี้ ยังไม่เคยขาดคนที่มีความชื่นชอบในการออกล่ายินยอมที่จะออกไปเสี่ยงโชคกันอยู่แล้ว อีกทั้งยังได้ขับเคลื่อนเอาไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นกันไม่คลาย คนเหล่านี้ต่างก็ได้แยกย้ายกันขยับเคลื่อนไหว โดยที่ฉวยโอกาสในครั้งนี้เดินทางไปยังสันเขาผานเสอแห่งนี้กันแล้ว และเจวี๋ยหวู่หมิงกลับหาได้รู้สึกผิดปกติต่อเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อยไม่ แต่ต่อให้ถึงแม้ว่าจะรู้ เขาก็ไม่คิดที่จะเก็บมาใส่ใจกันอยู่แล้ว ขอเพียงไม่มีคนเข้ามารังควานตัวเองก็เป็นใช้ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นเขาก็คงจะต้องเปิดศึกการฆ่าล้างสังหารกันอย่างไม่เก็บมาใส่ใจแล้ว วันเวลาในการใช้ชีวิตก็ได้ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน ในทุกวี่วันการใช้ชีวิตของเจวี๋ยหวู่หมิงถือได้ว่าเป็นไปตามกฎธรรมชาติเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว อีกทั้งยังได้ล่าเหยื่อที่มีการวิวัฒนาการแล้วเสียมากกว่า หลังผ่านไปได้หลายวัน อีกทั้งในระหว่างนั้นก็ได้มีคนได้รับข่าวกันบ้าง หรือไม่ก็มากันจากแคว้นเซียงรุ้ย,หรือรุดหน้ากันมาจากในสถานที่แห่งอื่น ต่างก็ได้แยกย้ายรวมกันอยู่ที่ตีนเขาเทือกเขาผานเสอ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กับตีนเขาแต่ละแห่ง จากที่เงียบเชียบกันมาตลอด ก็ได้กลายเป็นคึกคักกันขึ้นมา อีกทั้งยังมีผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามามากมาย ต่างก็ได้เข้าไปพักอาศัยร่วมกับคนในหมู่บ้าน ผู้ที่มา กลับมีกันอยู่ไม่น้อยไปกว่าหลายร้อยคน อย่างที่ไม่มีข้อยกเว้น ผู้คนทั้งหมดต่างก็สวมใส่ศัสตราวุธแต่ละชนิดแต่ละรูปแบบ สาดเป็นประกายเย็นวูบวาบ พร้อมกับรังสีสังหารกันออกมา ถ้าหากเป็นคนที่ไม่มีความสามารถอะไรก็แทบจะไม่อาจหาญพอที่จะฝ่าโคลนตมนี้อย่างแน่นอน “เฮ้อ!” ภายในหมู่บ้านได้มีชาวบ้านที่มีชื่อว่าฮวางฮวา ประตูกระท่อมไม้บานหรูได้ถูกเปิดขึ้นในทันที พร้อมกับเสียงดังสดใสจากหญิงสาวดังออกมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ดังออกมาอย่างพร้อมเพรียง: “แม่ทัพจ้าว ครั้งนี้ไม่ง่ายเลยที่ข้าจะเกลี้ยกล่อมพระบิดา จนยอมให้ข้าออกจากวังไปได้ เพราะเหตุใดถึงยังต้องหยุดอยู่ในที่แห่งนี้กันเล่า?” “เรียนองค์หญิง ท่านคงจะยังไม่ทราบ ว่าเมื่อหลายวันก่อนเทือกเขาผานเสอแห่งนี้ได้เกิดแสงประหลาดขึ้น จนรอบบริเวณนับร้อยลี้ได้ขาวโพลนไปจนหมด นิมิตเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าจะต้องเป็นลางบอกเหตุของการเกิดวัตถุสวรรค์สมบัติปฐพีอย่างไม่ต้องสงสัยกันแล้ว ท่านซึ่งถือเป็นผู้มีพรสวรรค์รากปราณที่พบได้ยาก และอีกไม่กี่วันก็จะได้ไปกราบกรานเข้าร่วมกับสำนักใหญ่อย่างสำนักชิงอวิ๋นเพื่อบำเพ็ญ หากจะไปเสาะหาสมบัติวิเศษ ย่อมนับว่าเอื้อประโยชน์แก่การบำเพ็ญตนเป็นเซียนในอนาคตขององค์หญิงท่านได้เป็นอย่างยิ่ง” ยามนี้ ที่ด้านข้างก็พลันเกิดเป็นเสียงอันหยาบกร้านดังขึ้น ภายในน้ำเสียงยังได้เผยออกมาด้วยความเคารพเลื่อมใส ในระหว่างที่สนทนา คนกลุ่มหนึ่งก็ได้เดินออกมาจากภายในกระท่อมไม้ คนที่เดินนำมาเป็นคนแรก กลับอยู่ในวัยที่ไม่น่าจะเกินสิบหกขวบปี มีผิวพรรณขาวนวลเนียน สวมอาภรณ์เลิศหรู มีร่างกายสมส่วนงดงาม ถึงแม้ว่าจะยังอยู่ในวัยที่เด็กไปบ้าง แต่ก็ยังนับว่าเป็นคนที่มีความลำพองในตัวเองที่ยากจะพบได้ในหมู่คน แววตาที่เปล่งเป็นประกายของนางถึงกลับกลอกไปกลับมาอย่างมีชีวิตชีวา แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่เรื่องที่น่าปลอดภัยอย่างแน่นอน ที่ข้างกายของนางก็มีบุรุษสองคนนี้ คนทางซ้ายนั้น ถือไว้ด้วยพัดฉีบหนึ่ง นับได้ว่าเป็นบุรุษหนุ่มที่งามสง่าผู้หนึ่ง เพียงแค่เห็นอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ ยิ่งขับเน้นความสูงศักดิ์มากยิ่งขึ้น เพียงก้าวเท้าตามหลังองค์หญิงอยู่เพียงครึ่งก้าวเท่านั้น เพียงแค่เท่านี้ก็เห็นได้ชัดว่ามีสถานะที่ไม่สามัญเลยทีเดียว และอีกทางด้านหนึ่งก็คือชายวัยกลางคนแซ่จ้าว ถึงกับเป็นองครักษ์หัวล้านเรียดที่มีใบหน้าหยาบกร้าน เพียงแต่พบเห็นเขาที่สวมไว้ด้วยต่างหู บนใบหน้าเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ เมื่อสวมเกราะทับเข้าไป คาดดาบไว้ข้างเอว ระหว่างทันใดนั้นเอง ก็ได้มีบรรยากาศทีละเล็กทีละน้อย ที่ตามติดอยู่ทางด้านหลังก็คือสาวรับใช้ขององค์หญิง มีอายุไม่น้อยไปกว่าสิบแปดขวบปี ซึ่งแตกต่างไปจากหญิงรับใช้โดยทั่วไป ในมือของนางยังกุมเอาไว้ด้วยกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง ใต้ฝ่าเท้ายังคงเงียบเชียบไร้ซึ่งสุ้มเสียง ภายในแววตายังคงไม่ได้ห่างอะไรไปจากองค์หญิงไม่ เห็นได้ชัดว่าต้องมีความสามารถติดตัวอยู่อย่างแน่นอน “พะย่ะค่ะองค์หญิง” องครักษ์หัวล้านเรียดจ้าวหยางเซิงที่กำลังชี้ไปยังทางด้านของขุนเขาทอดออกไปในที่ห่างไกลออกไป กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเงียบสงบ: “เทือกเขาผานเสอที่เชื่อมโยงกันไม่น้อยไปกว่าหมื่นลี้ พื้นที่ทั้งหมดยังได้ปกคลุมเต็มไปด้วยป่าทึบ ท่ามกลางป่าทึบยังเต็มไปด้วยสสัตว์ป่า พร้อมกับแมลงมีพิษเต็มไปหมด น่าสะอิดสะเอียนเป็นอย่างยิ่ง นี่ล้วนแต่เป็นประสบการณ์ที่ข้าน้อยได้ยินได้ฟังมาจากเหล่านายพรานภายในหมู่บ้าน” “อ๋อ? แล้วนายพรานผู้นั้นว่าอย่างไรบ้าง?” องค์หญิงพานอวิ๋นสาดแววตาเป็นประกายจนเห็นได้ชัด พร้อมทั้งรีบถามออกมา จีบพัดในมือของบุรุษหนุ่มนามกู้ฉางเฟิงยังกำลังมองไปที่จ้าวหยางเซิงด้วยความเสาะสนใจ เอ่ยแล้วกล่าว: “แม่ทัพจ้าว ท่านก็อย่าได้มัวแต่เอาแต่ปิดบังกันแล้ว หากว่าได้ยินอะไรก็กล่าวออกมาเถอะ แม้จะเป็นเพียงแค่เทือกเขาผานเสอที่เชื่อมโยงกัน แต่สมควรที่จะไม่ใช่เรื่องยากกว่าความสามารถพวกเราอยู่ดี” กล่าวจบ พัดจีบในมือยังได้โบกไปอีกหลายคราจนยิ่งขับเน้นความงามสง่าออกมา พร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ จ้าวหยางเซิงจ้องเขม็งไปที่เขา ภายในดวงตายังแฝงเอาไว้ด้วยการดูถูกดูแคลนสาดออกมา กล่าว: “เหอะเหอะ กู้ฉางเฟิง ถึงแม้เจ้าจะเป็นศิษย์ของสำนักชิงอวิ๋น แต่จากตอนนี้ยังคงอยู่ในการบ่มเพาะระดับชักนำปราณเข้าสู่กายาเมื่อเทียบกับยอดฝีมือในใต้หล้ายังไม่นับว่าแข็งแกร่งเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งเทือกเขาแห่งนี้ยังมีอสูรที่แข็งแกร่งอีกมากมาย หากว่าทิ้งชีวิตไป ก็อย่าได้โทษข้าว่าไม่เตือนก็แล้วกัน” “เจ้า!” เมื่อกู้ฉางเฟิงได้ฟัง ก็พลันทอสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เสียง “เพียะ” พลันดังขึ้นมาจากพัด แต่กลับหาได้มีการตอบโต้กลับไปแต่อย่างไร “ตามคำบอกเล่าจากนายพรานผู้นั้น เทือกเขาผานเสอนับได้ว่าเป็นถิ่นในการดำรงอยู่ของสัตว์ร้ายอยู่จำนวนมาก ผู้คนมากมายต่างก็ได้รวมกลุ่มกันเป็นคณะ ทันทีที่มีคนเข้าสู่ด้านใน ก็จะถูกพวกมันเล็งเห็นเป็นศัตรูทันที อีกทั้งยังอาจจะประสบพบพานกับการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัว จนคล้ายกับว่าในทุกวันล้วนแต่ได้หายลับไปจากท่ามกลางขุนเขา ไม่อาจทราบได้ว่าจะต้องถูกกินหรือว่าถูกฆ่าไปกันแล้ว แต่ทว่า สถานที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ยังคงอุดมเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายอสรพิษอยู่เต็มไปหมด กล่าวกันว่ายังถึงกับมีคนเคยพบพานอสูรงูมาก่อนด้วยเหมือนกัน” จ้าวหยางเซิงจึงยังไม่เยาะเย้ยต่อกู้ฉางเฟิงอีก จากนั้นก็ได้เล่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาทั้งหมดออกมา “อสูรอสรพิษ?” องค์หญิงพานอวิ๋นที่เมื่อได้ยินคำเรียกนี้ ไม่เพียงแต่จะไม่มีความหวาดกลัว ในทางกลับกันถึงกับยังแสดงอาการรู้สึกเสนาะสนใจ แล้วตอบ: “น่าสนใจ น่าสนใจ!” “ถึงกับมีอสูรอสรพิษด้วยงั้นเรอะ?” กู้ฉางเฟิงถึงกับมีสีหน้าเปลี่ยนไป เผยสีหน้าที่ทั้งตึงเครียดและกังวลขึ้นมาอีกหลายส่วน เขาที่จะเข้าสู่สำนักชิงอวิ๋นแล้ว จากการบำเพ็ญเซียนหลายต่อหลายวันถึงแม้จะไม่นับว่ายาวนาน แต่สิ่งนี้ก็เป็นที่ทราบโดยทั่วกันอยู่แล้วว่า ขอเพียงเป็นอสูร โดยไม่คำนึงถึงว่าจะมีการบ่มเพาะสูงต่ำ ก็ล้วนแต่ไม่ใช่สิ่งที่คนในใต้หล้าจะสามารถต่อกรด้วยได้ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญตบะ ถ้าหากไม่ได้มีการบ่มเพาะจนอยู่ในขอบเขตหลอมปราณสู่เทวะ ก็ใช่ว่าจะอาจหาญเข้าไปเผชิญหน้ากับสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยอสูรร้ายด้วยตัวคนเดียวอย่างแน่นอน...