วันจันทร์กลับมาอีกครั้ง
ไทเลอร์มาเรียนในตอนเช้าตรู่ อดคิดถึงเื่วันก่อนไม่ได้ ภาพทุกอย่างยังคงติดตา เสียงหวีดร้องของนกตัวนั้น กลิ่นคาวเืที่คลุ้งทั่วจมูก
เป็ประสบการณ์ยากจะลืมจริง...
จินนี่เดินมาหยอกเย้าเพื่อนรักอย่างเคย วันนี้ไทเลอร์หน้าตาพะอืดพะอมแปลก ๆ
"อรุณสวัสดิ์จ้า"แขนของหญิงสาวพาดคอเพื่อนของตนด้วยความคุ้นเคย"ทำหน้าซังกะตายจัง ข้าวเช้าไม่อร่อยหรือไง"
"เปล่า แค่คิดว่าน่าจะเชื่อเื่ที่โซเฟียไม่น่าไว้ใจั้แ่แรก"
..ไม่น่าไปพัวพันกับเื่แบบนี้เลย..
"ใครคือโซเฟีย ?"
...
..
.
ร่างระหงอันเรืองรองสวมชุดผ้าแพรสีฟ้าลายดอกโบตั๋น เดินอย่างกระวนกระวายใจในวิมานอันเป็ทิพย์
แม้ใบหน้าของนางจะแสนเป็มิตร แต่เมื่ออยู่กับสามีที่ไม่ได้ตบแต่งตามธรรมเนียม นางจะตั้งแง่สร้างกำแพงเสมอ
ในคราวนี้ก็เช่นกัน เพราะลูกชายหัวแก้วหัวแหวนหายไป ติดต่อไม่ได้ และที่น่าโมโหที่สุดคือผู้เป็พ่อไม่ได้รู้เื่รู้ราวอะไรเลย
“ลูกท่านทั้งคน ไม่ได้ใยดีเลยหรือคะ”
“โธ่ ่นี้ยุ่ง ๆ น่ะจ้ะ มาเถอะยอดรัก มาให้พี่กอดสักที”
นางสะบัดอ้อมแขนนั่นออก
“ข้าเป็ห่วงลูก...”
“เ้านั่นโตแล้ว ปล่อยไปเถอะน่า”
บุตรแห่งฮาเดสที่ยืนมองบุพการีทั้งสองเถียงกันอยู่นานได้แต่ถอนหายใจ จริง ๆ เขามาได้สักพักแล้ว เพียงแต่ว่าไม่พร้อมปรึกษาเท่าไรนัก...
“ท่านแม่...”
เพอร์เซโฟนีหันควับมาตามเสียงเรียก ชุดอันกรุยกรายของเธอลากตามพื้นหินนรกอันแห้งแล้ง แต่ทุก ๆ ย่างก้าวจะบังเกิดหมู่ไม้นานาพรรณแตกกิ่งก้านสาขาขึ้นมา ด้วยพลังเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์
“หายไปไหนมาลูกรัก แม่คิดถึงจัง ฟอด ฟอด” หนุ่มน้อยถูกมารดาหอมแก้มทั้งซ้ายขวาจนหน้ายู่
..ถ้าไทเลอร์มาเห็นคงน่าอายน่าดู..
“ก็ไปเที่ยวเล่นตามปกตินั่นแหละครับ”
ลึก ๆ อยากจะบอกว่าเขามีชื่อแล้ว
ชื่อที่พ่อกับแม่ไม่เคยตั้งให้ รู้อยู่ว่าทั้งสองไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน และแม่ก็อาจไม่ได้รักพ่อ
..แต่การที่ไม่ตั้งชื่อลูกนี่มันละเลยกันเกินไปหรือเปล่า..
ในสังคมมนุษย์หมายังมีชื่อ แม้แต่หมาในนรก...เซเบรัสก็มี...
“ไปเที่ยวกับแม่ไหมจ๊ะคนดี” นางดึงแขนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมานั่งที่เก้าอี้บุนวม” หรือเราจะไปเที่ยวกันดี”
“ผมอยากไปวิหารเทพเดลฟีครับ”
“ต๊าย! แม่ชวนกี่ทีก็ไม่ไป วันนี้ทำไมอยากไปล่ะจ๊ะ เห็นไหมคะท่านฮาเดส ลูกน่ะอยากสังสรรค์แบบครอบครัวจะตาย”
“เอารถม้าพ่อไปแล้วกันนะ จะได้ชมวิวด้วย ดีไหมลูก”
“ครับ...”
...
..
.
รถม้าสีดำของฮาเดสสลักทองภาพิญญาไขว่คว้าชีวิต ม้าสามตัวที่เป็นิลทั้งร่างไร้รอยด่าง พาสามผู้ทรงอำนาจแห่งโลกใต้พิภพไปยังโลกมนุษย์ ในคราแรกผ่านทุ่งหญ้ารกร้าง มีซากปรักหักพังตรงทางเข้านรก รูปปั้นหินของมนุษย์ และุ์วางระเกะระกะ
ลมอ่อน ๆ พลิ้วพัดมาให้สดชื่นต่างจากข้างล่างที่อุดอู้ หางม้าสะบัดไปตามลมและดูระย้าระยับ แสงจากอัญมณีที่วิบวับทั่วใต้ดินยังไม่สู้แสงอาทิตย์เพียงดวงเดียว
บุตรแห่งฮาเดสเหม่อมองครอบครัวนกที่กกรวงรังอยู่ด้วยกัน ตัวพ่อป้อนหนอนให้ลูกด้วยรัก แววตาดำขลับเศร้าสร้อยด้วยชีวิตที่ขาดความอบอุ่นมานาน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่ตอนนี้วิหารเดลฟีอยู่ตรงหน้า ณ เนินเขาพาร์นาซัส รอบ ๆ ล้อมด้วยเถาไม้สีเขียวชอุ่ม จึงทำให้สิ่งปลูกสร้างตรงหน้าโดดเด่นด้วยสีขาว
เสาทั้งสามค้ำที่นี่เอาไว้ ด้านหน้ามีคนเฝ้าอยู่ในชุดคลุมดำทั้งร่าง คนเ่าั้คำนับเทพ และเทพีที่มาเยือน
“นักบวชไพเธียรอท่านอยู่ด้านใน” ไม่สามารถทราบได้ว่าพวกนี้เป็สิ่งมีชีวิตจำพวกไหน แต่เสียงนั้นเรียบนิ่งราวกับน้ำไม่กระเพื่อม
“เราไม่ต้องชำระร่างกายก่อนหรือท่านแม่”
“ชู่ว พูดอะไรอย่างนั้นลูก กายเราเป็ทิพย์นะ สงสัยลูกจะไปคลุกคลีกับมนุษย์มาเกเกินไปแล้ว”
สิ่งมีชีวิตในผ้าคลุมดำเอ่ยสมทบ” และท่านก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย”
เมื่อเข้ามาถึงจุดหมาย หญิงชราผิวขาวซีด ตัดกับชุดสีแดงเลือกนก นางนั่งบนม้านั่งตรงรอยแยกของแผ่นดิน
เมื่อหลายพันปีก่อนผู้ที่ทำหน้าที่ตรงนี้จะเป็หญิงสาว ทว่าว่ามีชายโฉดที่มาขอคำทำนายแต่หลงรักนางผู้ให้คำพยากรณ์ และข่มขืนนาง ดังนั้นปัจจุบันจึงใช้หญิงชรามาแทน
ทันใดนั้นที่รอยแยกนั้นที่มีไอลอยสีเขียวลอยโขมงขึ้นมา นางยังคงนั่งนิ่ง...
บังเกิดเสียงแหบพร่ากล่าวว่า
เหตุเป็เพราะมนุษย์ผู้เลอโฉม
ทุกข์ถาโถมด้วยรักมากไฉน
ไข่มุกดำทำลายกล่องดวงใจ
ปราสาทในแดนลึกที่ไร้ชาย
พบต้นเหตุปัญหากรีธาทัพ
ดวงใจหลับประหนึ่งจะสลาย
ความเจ็บนี้เทพแทบจะเจียนตาย
หากมนต์คลายคงหนีนรกภูมิ