ชายหาดทมิฬ, เมืองไคชุน
หลังจากที่เอาชนะวั่งซู หมัดเหล็กกล้ามาได้ชนิดที่จะว่ายากก็ยากจะว่าง่ายก็ง่าย ฮันเตอร์ก็มานั่งหลบแดดในซุ้มใหญ่โตโอ่โถง ซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งบนชายหาดทมิฬ เป็นสถานที่สำหรับนักหมัดมวยที่ผ่านเข้ารอบใช้พักผ่อน เตรียมตัวสำหรับการต่อสู้ศึกต่อไป ในยามนั้นสมองชายหนุ่มก็หวนระลึกถึงความหลัง ในตอนที่โชคชะตาพลิกชีวิตเขากลับตาลปัตรเสียยิ่งกว่ารถไฟเหาะ
แม้นับจากที่เขาทะลุมิติจากนิวยอร์กสู่โลกใบใหม่ที่ถูกเรียกขานว่ายุทธภพเซี่ยงชาน กาลเวลาก็ล่วงผ่านมากว่าหนึ่งปีแล้ว แต่เหตุการณ์วันนั้น ฮันเตอร์ยังจดจำได้ดี
หลังจากที่ทะลุมิติมาตกลงที่ชายหาดแห่งหนึ่งของเมืองไคชุน ฮันเตอร์ใช้เวลาสำรวจอยู่หลายวัน เนื่องจากเขาได้รับรู้ว่ามนุษย์ผิวดำเช่นตนเป็นตัวประหลาดดินแดน หรืออย่างน้อยก็ในบริเวณที่เขาอาศัยอยู่ ที่แทบจะปราศจากมนุษย์รูปร่างลักษณะคล้ายตนสัญจรไปมาเลย
การเป็นตัวประหลาดในโลกที่ไม่คุ้นเคยย่อมไม่ใช่เรื่องดี และข่าวร้ายยิ่งกว่านั้น ในโลกใบนี้เขาไม่ใช่คนแข็งแกร่งอีกต่อไป ตรงกันข้าม กลับเป็นเพียงคนอ่อนแอผู้หนึ่งเท่านั้น ฉายานักล่าแห่งสังเวียนแทบหมดสิ้นความหาย เมื่อในวันหนึ่งเขาได้รับรู้ว่าที่แห่งนี้มีสิ่งที่เรียกว่า ‘พลังปราณ’ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ เป็นอภินิหารที่โลกซึ่งเขาจากมาไม่มี
ตระหนักได้เช่นนี้ฮันเตอร์จึงควบมอเตอร์ไซค์ครูสเซอร์ชอปเปอร์ประหนึ่งอาชาคู่ใจ ใช้ชีวิตอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ให้ผู้ใดพบเห็น บ้างคราก็ย่องเข้าเขตชุมชน ลักเล็กขโมยน้อย คว้าอาหาร เครื่องใช้ดำรงชีพพื้นฐาน รวมถึงน้ำมันติดตัว จากนั้นรีบกลับเข้าที่กบดานก่อนจะมีใครรู้ตัว
ถึงแม้โลกใบนี้จะยังไม่ล้ำสมัยเพียงพอที่จะมียานพาหนะเช่นรถยนต์ แต่ก็ไม่โบราณล้าหลังจนเกินไป เครื่องจักรบางประเภทที่ใช้น้ำมันเป็นแหล่งพลังงานยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง และก็โชคดีที่น้ำมันชนิดดังกล่าวสามารถใช้กับมอเตอร์ไซค์ของเขาได้แบบพอถูไถ
เป็นสิงห์นักบิด ร่อนเร่อยู่ตามป่าเขาอยู่ราวสองเดือน สุดท้ายฮันเตอร์ก็พลาดท่าเข้าจนได้ และที่สำคัญไม่ใช่ด้วยน้ำมือผู้ใด แต่ต้นเหตุคือความประมาทของตัวเองล้วน ๆ
ในวันหนึ่งที่สายฝนโหมซัดกระหน่ำ ฮันเตอร์ควบมอเตอร์ไซค์คู่ใจลัดเลาะไปตามเส้นทางชายป่าริมหน้าผาแห่งหนึ่งด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองไคชุนด้วยความเร็วปานม้าศึก หลังจากที่เขาโดนหน่วยลาดตระเวนย่อยแห่งเมืองไคชุนพบเห็นเข้า ฝ่ายนั้นไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคือผู้ใด จึงออกคำสั่งให้จับตัวมาพิสูจน์ความจริง โชคดีที่ฮันเตอร์ไหวตัวทัน บิดเครื่องยนต์สุดปลอก ทะยานหนีหายไปจากระยะสายตาของเหล่าทหารในชั่วพริบตา
สำหรับมอเตอร์ไซค์ที่สามารถเร่งความเร็วได้มากกว่าสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่มีทางที่อาชาธรรมดาของหน่วยลาดตระเวนจะตามได้ทัน แต่สุดท้ายฮันเตอร์ก็แพ้ภัยตัวเอง ด้วยความที่ไม่คุ้นชินเส้นทางนัก อีกทั้งสายฝนยังทำให้พื้นลื่นกว่าปกติ ผลลัพธ์คือ เกิดเหตุหลุดโค้งที่บริเวณชายป่าริมหน้าผา ห่างจากตัวเมืองไคชุนราวสามสิบกิโลเมตร
ชายหนุ่มพร้อมมอเตอร์ไซค์คันโตร่วงหล่นจากหน้าผา ทะลุผ่านม่านแมกไม้นานาพันธุ์สู่พื้นเบื้องล่าง แต่ในโชคร้ายยังมีโชคดี เพราะหน้าผาดังกล่าวเป็นหน้าผาเตี้ย ๆ ที่มีความสูงเพียงสามเมตรครึ่ง ฮันเตอร์จึงยังรักษาวิญญาณให้อยู่กับร่างไว้ได้ แต่เขาก็หมดสติไป
ลืมตาตื่นอีกที ฮันเตอร์พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงไม้ กวาดสายตาสำรวจโดยรอบ พินิจจากสิ่งที่เห็นคล้ายเป็นห้องนอนเล็ก ๆ ในบ้านไม้หลังหนึ่ง ชั่วครู่ต่อมาประตูก็ถูกเปิดออก ปรากฏเป็นชายชราร่างเล็ก หนวดเคราขาวโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เดินเข้ามา
ในช่วงแรกฮันเตอร์กับชายชราผู้นี้สื่อสารกันไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย ฝ่ายหนึ่งพูดภาษาอังกฤษ อีกฝ่ายพูดภาษาประหลาดไม่คุ้นหู อย่างไรก็ตามภาษากายของชายชราบ่งบอกว่าไม่ได้มีเจตนาร้าย อีกทั้งเขายังช่วยดูแลเป็นอย่างดี เอาอาหารมาให้ฮันเตอร์รับประทานในช่วงที่พักฟื้นจากการบาดเจ็บ
เมื่อร่างกายฟื้นคืนสภาพสมบูรณ์ ฮันเตอร์ตระหนักได้ว่าเขาน่าจะต้องอยู่ในโลกใบนี้ไปอีกนาน ด้วยมืดแปดด้านไม่รู้จะหาหนทางกลับบ้านได้อย่างไร เขาจึงเริ่มเรียนภาษาที่ไม่คุ้นเคย โดยมีชายชราคอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ตรากตรำอยู่แรมปี ในที่สุดฮันเตอร์ก็เริ่มสื่อสารภาษาใหม่ได้ จึงได้รู้ว่าชายชราผู้นี้มีนามว่าลี่กัน เป็นชาวเมืองไคชุนผู้หนึ่ง ปลูกกระท่อมหลังน้อยอยู่ในเขตแดนชนบท ตัดขาดจากความวุ่นวายของเขตเมืองโดยสิ้นเชิง เลี้ยงชีพด้วยการเก็บสมุนไพรหายาก นำไปขายให้กับร้านโอสถในตัวเมือง ซึ่งตอนที่ลี่กันบังเอิญพบเจอฮันเตอร์นอนสะบักสะบอมอยู่ใต้หน้าผาก็เป็นตอนที่เขาออกตระเวนเก็บสมุนไพรเฉกเช่นทุกวัน
“ทั้งที่ข้าดูประหลาดยิ่งนัก เหตุใดท่านจึงตัดสินใจช่วยข้า?” ฮันเตอร์เอ่ยถามลี่กัน หลังจากที่ทั้งคู่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันเกินครึ่งปีแล้ว
“ก็เจ้าดูร่างกายกำยำแข็งแรง น่าจะช่วยงานข้าได้มาก ก็เท่านั้นเอง โฮะ ๆ” ชายชราตอบกลับอย่างอารมณ์ดี ตามด้วยหัวเราะ ทว่าความถ่อมตนเช่นนี้ไม่อาจปกปิดแววเมตตาอาดูรที่เปี่ยมล้นอยู่เต็มสองตาได้ ฮันเตอร์มั่นใจว่าลี่กันโกหก เขามองออกว่าชายชราผู้นี้ช่วยเหลือเขาเพราะความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ล้วน ๆ ไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์เจือปนอยู่แม้แต่น้อย
นานวันเข้า ความสัมพันธ์ระหว่างฮันเตอร์กับลี่กันก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเป็นคุณปู่กับหลานชายคู่หนึ่ง ฮันเตอร์ไม่ทำตัวกินบนเรือนขี้บนหลังคา เขาอาสาทำงานที่ใช้แรงทุกอย่าง แบ่งเบาภาระลี่กันให้เหลือเพียงการออกไปหาสมุนไพรเพียงอย่างเดียว
ฮันเตอร์ไว้ใจลี่กันถึงขนาดยอมเปิดเผยความจริงที่ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่มาจากต่างโลก ทะลุมิติเข้าสู่ยุทธภพเซี่ยงชานอย่างไม่เต็มใจ และจุดประสงค์เดียวของเขาคือหาทางกลับบ้าน ไปพบหน้าลูกที่สวรรค์ใจร้ายไม่ยินยอมให้เขาได้พบก่อนสักครั้งก่อนต้องพลัดพรากมายังดินแดนแสนไกลแห่งนี้
ทว่าด้วยมืดบอดแปดด้าน ไม่มีเบาะแสแม้เพียงนิดว่าโลกยุทธภพเซี่ยงชานใบนี้เชื่อมต่อกับโลกของเขาอย่างไร หรือมีวิธีใดที่จะเดินทางข้ามมิติกลับไปได้ ดังนั้นแม้ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเพียงใด ฮันเตอร์ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากซ่อนตัวเงียบ ๆ รอจังหวะโชคชะตาฟ้าดินชี้นำทาง
หลายทิวาราตรีล่วงผ่าน พร้อมความหวังกลับบ้านที่นับวันยิ่งมอดลง แต่แล้ววันหนึ่งหลังกลับจากเก็บสมุนไพร ลี่กันก็ได้เข้ามาแจ้งข่าวหนึ่งให้ทราบ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ‘ศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุน’ เนื่องจากฮันเตอร์เคยเล่าให้ลี่กันฟังว่าในโลกที่จากมา เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการต่อยมวย แถมยังมีดีกรีเป็นถึงอันดับหนึ่งผู้ไร้พ่าย
เงินรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนสูงถึงห้าหมื่นชั่ง เป็นจำนวนที่สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของฮันเตอร์กับลี่กันดีขึ้นได้มากโข แถมยังพอเหลือเฟือสำหรับเป็นทุนทรัพย์ในการรอนแรมหาทางกลับบ้าน และที่สำคัญที่สุดคือ ศึกประลองหมัดมวยศึกนี้ไม่มีพลังปราณเข้ามาเกี่ยวข้อง วัดกันที่ฝีมือหมัดมวยอย่างเดียว
ฮันเตอร์ที่รู้สึกตัวเองอ่อนแอไร้ค่ามาตลอดนับตั้งแต่เหยียบย่ำลงบนแผ่นดินต่างโลกพลันรู้สึกลิงโลด ความมั่นใจพุ่งเต็มเปี่ยม เพราะไม่ว่าจะในโลกใบไหน หากวัดกันที่ฝีมือหมัดมวย ชายหนุ่มคิดว่าตนไม่เป็นสองรองใคร
ไม่รอช้า ฮันเตอร์ตัดสินใจแน่วแน่ทันทีว่าจะเข้าร่วมศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุน ภายใต้ฐานะนักหมัดมวยนิรนาม แม้รูปลักษณ์สีผิวที่แตกต่างจะทำให้เป็นการยากที่จะหลบเลี่ยงความสนใจจากผู้คน แต่เขาก็พยายามอย่างที่สุดด้วยการปั้นแต่งเรื่องราว บอกเล่ากับคณะกรรมการรับสมัครว่าตนเป็นบุตรชายบุญธรรมที่พ่อค้าสมุนไพรลี่กันรับมาอุปการะตั้งแต่แบเบาะ หลังจากโดนทอดทิ้งให้นอนรอความตายอยู่ริมชายหาดแห่งหนึ่งในเมืองไคชุน ไม่ปรากฏกว่าบิดามารดาที่แท้จริงคือผู้ใด แต่คาดว่าเป็นคนจากต่างจักรวรรดิ
แม้ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเล็กน้อย แต่สุดท้ายคณะกรรมการก็ยินยอมให้ฮันเตอร์เข้าร่วมการคัดเลือกศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุน และแน่นอนว่าชายหนุ่มไม่ทำให้ลี่กันที่ยอมลงเรือลำเดียว เสี่ยงอันตรายร่วมช่วยโกหกต้องผิดหวัง ในรอบคัดเลือกฮันเตอร์ใช้วิชามวยสากลดีกรีแชมป์โลกไร้พ่ายจัดการคู่ต่อสู้คนแล้วคนเล่าได้อย่าง่ายดาย จนสามารถผ่านเข้ารอบสามสิบสองคนสุดท้ายได้สำเร็จ
นี่คือโชคชะตาที่นำพาให้ชายหนุ่มนามฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ ได้มานั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เฝ้ารอศึกต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ เขาถอยหลังกลับไม่ได้แล้ว หากพ่ายแพ้ หนทางที่จะกลับไปพบหน้าลูกคงถูกปิดลงตลอดกาล ดังนั้นตำแหน่งผู้ชนะเลิศคือภารกิจที่เขาต้องพิชิตอย่างไม่มีข้อแม้!
จากบูรพาค่อยคล้อยหาประจิม การโคจรเช่นนี้ของดวงตะวันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าขณะนี้ยามเย็นอยู่ห่างออกไปเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น ขณะที่การต่อสู้บนเวทีท่ามกลางชายหาดทมิฬดำเนินผ่านไปคู่แล้วคู่เล่า เสร็จสิ้นรอบสามสิบสอง เข้าสู่รอบสิบหกคนสุดท้าย แปดคนสุดท้าย รองชนะเลิศ จนตอนนี้รอบชิงชนะเลิศกำลังจะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจ
เหล่านักหมัดมวยผู้ห้าวหาญคนแล้วคนเล่าต่างร่วงกราวลงบนพื้นสังเวียนราวใบไม้แห้งหล่นจากต้น จนสุดท้ายเหลือเพียงสองคนเท่านั้นที่พิสูจน์ชัดแล้วว่าพวกเขาคือสองนักหมัดมวยที่เก่งกาจที่สุดในศึกครานี้
สำหรับคนแรก ไม่มีพลิกโผแต่ประการใด เนื่องจากเขาก็คือโม่โฉว หมัดพิษวิปลาส ตัวเต็งอันดับหนึ่ง ที่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย และความคาดหวังของนักพนันหมัดมวยนับร้อยนับพันชีวิตที่ทุ่มหมดหน้าตักเพราะเชื่อมั่นในวิชาหมัดพิษวิปลาสอันร้ายกาจของเขา
สำหรับโม่โฉว ศึกในรอบแรกกับโยวอี้ จอมหักกระดูก นับเป็นศึกที่หนักหนาสาหัสที่สุดในบรรดาทุกศึกที่ต้องฝ่าฟันเพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแล้วก็ว่าได้ เพราะหลังจากนั้น ไม่มีคู่ต่อสู้คนใดเลยที่ใกล้เคียงจะทัดทานความร้ายกาจของวิชาหมัดพิษวิปลาสได้ รายแล้วรายเล่าที่ต้องถูกหามออกนอกสังเวียนพร้อมเสียงโหยหวนเจ็บปวดจากการที่ผิวหนังถูกกัดกร่อน หนักที่สุดถึงขั้นสูญเสียแขนซ้ายเป็นการถาวร
เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศที่ราบรื่นและน่าเกรงขามยิ่ง สมกับการถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในศึกประลองหมัดมวยครานี้ ตรงกันข้ามคู่ต่อสู้คนสุดท้ายที่เขาต้องเผชิญโดยสิ้นเชิง รายนี้นอกจากจะเป็นตัวเต็งลำดับสุดท้ายแล้ว ยังปกปิดชื่อเสียงเรียงนาม อีกทั้งรูปลักษณ์หน้าตายังแปลกประหลาด พบเห็นได้ไม่บ่อยนักในจักรวรรดิเหลียนหยาง พกพาวิชาหมัดมวยพิสดาร ที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน
หลังจากเอาชนะวั่งซู หมัดเหล็กกล้า นักหมัดมวยขวัญใจชาวเมืองไคชุนได้ในรอบแรก ท่ามกลางความกังขาว่าโชคชะตาเข้าข้าง เขาก็สามารถส่งคู่ต่อสู้ลงไปนอนนับดาวบนพื้นสังเวียนได้อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง ร้ายกาจยิ่งกว่านั้น จนถึงบัดนี้ ยังไม่มีผู้ใดสามารถปล่อยหมัดสร้างบาดแผลบนเนื้อตัวของนักหมัดมวยนิรนามผู้นี้ได้แม้แต่หมัดเดียว ท่วงท่าการหลบหลีกของเขาช่างพลิ้วไหวว่องไวปานผีเสื้ออย่างแท้จริง
จากม้านอกสายตาที่โดนก่นด่าสาปแช่งว่าเป็นตัวประหลาด นักหมัดมวยนิรนามเริ่มเป็นที่โจษจันในหมู่ผู้ชมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนมีคำถามตัวโตผุดขึ้นกลางใจไม่ต่างกันว่า
‘เจ้าตัวประหลาดนี้คือผู้ใดกัน วิชาหมัดมวยของมันเป็นเช่นไรกันแน่?’
เป็นปริศนาที่ไม่มีใครล่วงรู้คำตอบ นอกจากตัวนักหมัดมวยนิรนามเอง และอีกหนึ่งคือชายหนุ่มที่ปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงผู้ชม ห่างจากขอบสังเวียนไปไม่ไกล ซึ่งขณะนี้กำลังมุ่นคิ้วเล็กน้อย คล้ายขบคิดบางอย่าง
‘ฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ สมแล้วที่เป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวทไร้พ่ายในตำนาน อย่างพ่อเฮงซวยก็พูดถูกเรื่องหนึ่ง คน ๆ นี้เป็นนักมวยที่สุดยอดจริง ๆ’
หนึ่งในคนที่อเล็กซ์เกลียดชังมากที่สุดในชีวิตคือพ่อแท้ ๆ ของตน ด้วยความทรงจำในวัยเด็กที่ผู้เป็นพ่อมอบให้มีเพียงมือและเท้าที่ประเคนใส่เขายามหงุดหงิดเมื่อเสียพนันมวยเท่านั้น แล้วก็อีกสิ่งหนึ่งคือคำพูดที่กรอกหูจนเขาที่อยู่ในวัยประถมจำได้ขึ้นใจคือ “ฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ คือนักมวยที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์หากเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ และชั้นจะลงเดิมพันกับมันหมดหน้าตัก เอาบ้านเอารถที่ติดจำนองคืนมาให้ได้”
แต่สุดท้ายเดิมพันดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ หายตัวไปอย่างลึกลับเสียก่อน และแน่นอนว่าทั้งบ้านทั้งรถที่ควรจะนำไปขายเพื่อหาเงินมารักษาอาการป่วยมะเร็งของแม่ก็หลุดลอยไปด้วย
อเล็กซ์ไม่ใช่คนดีมีเมตตา เขาโทษว่าทุกอย่างคือความผิดของพ่ออย่างไม่ปิดบัง แม้จะถูกทุบตีอีกนับครั้งไม่ถ้วน แต่สายตาก็ยังคงฉายแววเคียดแค้นไม่แปรเปลี่ยน ท้ายที่สุดเมื่ออายุได้สิบเอ็ดปี อเล็กซ์ก็เก็บข้าวของออกจากบ้านหลังนั้น ใช้ความเป็นเด็กเรียนดีเข้าขั้นอัจฉริยะหาทุนการศึกษามาเลี้ยงชีพ เขาไม่อยากร่วมชายคากับชายใจเหี้ยมผู้นี้อีกต่อไป ความสัมพันธ์พ่อลูกจึงขาดสะบั้นลง นับตั้งแต่นั้นอเล็กซ์ก็ไม่ทราบข่าวคราวอีกเลยว่าพ่อจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร และไม่สนใจที่จะอยากรู้ด้วย
คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าในตอนที่ชีวิตพลิกผัน ทะลุมิติเข้าสู่ดินแดนพิศวง เรื่องราวของชายที่ไม่อยากนับว่าเป็นพ่อกลับย้อนคืนสู่ห้วงความคิดเขาอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ฝังกลบไปเนิ่นนานแล้ว ตระหนักได้เช่นนี้ อเล็กซ์อดไม่ได้ที่จะหัวเราะขื่น ๆ ออกมา จนจางเหว่ยที่ยืนอยู่ไม่ห่างหันมาถาม
“มีอะไรน่าขำงั้นรึ?”
“ไม่มีเหตุผลใดเป็นพิเศษหรอก จากนักหมัดมวยนิรนาม ตัวต็งอันดับสุดท้าย สามารถหักปากกาเซียนเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศ ก็นับเป็นเรื่องน่าขำไม่น้อยไม่ใช่หรือไง” อเล็กซ์ปั้นคำโกหกใช้แทนคำตอบ
“จริงอยู่ที่เขาเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างหมดจดงดงาม แต่โม่โฉว หมัดพิษวิปลาส ที่ต้องเผชิญในรอบชิงชนะเลิศแตกต่างจากคู่ต่อสู้คนอื่น ๆ มากโข เกรงว่าการหักปากกาเซียนจะไม่ใช่งานง่าย” จางเหว่ยเองก็ไม่ได้ตอบกลับด้วยความจริงเช่นกัน เขาปิดบังเรื่องที่ตนลงเดิมพันก้อนหนึ่งไว้กับนักหมัดมวยนิรนาม อีกทั้งชายหนุ่มยังเชื่อมั่นลึก ๆ ว่าหากนักหมัดมวยนิรนามเป็นคนที่เขาคาดคิดจริง ๆ แม้โม่โฉวจะแข็งแกร่ง แต่ก็มีโอกาสที่จะเอาชนะได้
“ทุกคนก็คงคิดเช่นนั้น แต่หากทุกอย่างเป็นอย่างผู้คนคิดทุกครั้ง เช่นนั้นแล้วการประลองหมัดมวยจะไปสนุกอะไรล่ะ อีกเดี๋ยวก็ได้รู้แล้วว่าบทสรุปจะเป็นเช่นไร” แม้อยากประกาศกร้าวว่าศึกที่จะถึง ตนเลือกอยู่ฝั่งฮันเตอร์ ปาร์กเกอร์ ในชื่อนักหมัดมวยนิรนามเต็มอัตราศึก แต่การเก็บงำไว้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อเล็กซ์จึงตอบกลับไปเช่นนี้
“เห็นด้วยทุกประการ” จางเหว่ยกล่าวสั้น ๆ พลางผินหน้าไปทางเวที ซึ่งขณะนี้ปรากฏเข่อซิงยืนเด่นตระหง่านอยู่ตรงกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ร่างชายชราถูกอาบย้อมด้วยแสงสีส้มแห่งอาทิตย์อัสดง โดยมีฉากหลังเป็นดวงอาทิตย์กลมโตกำลังเคลื่อนต่ำลงประชิดเส้นขอบฟ้า สายลมยังคงโบกพัดแรงจนชุดเครื่องแบบเจ้าเมืองพลิ้วไสว
ฝูงผู้ชมแลเห็นเช่นนี้ ทุกคนเข้าใจโดยพร้อมเพรียงว่าศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนรอบชิงชนะเลิศกำลังจะเปิดฉากขึ้น ทันใดนั้น เสียงตะโกนพลันกึกก้องสนั่นทั่วบริเวณชายหาดทมิฬ