เมื่อมองไปที่กำแพงอันโอ่อ่าของเมืองหลวง ทางเข้าประตูเมืองที่ยาวเหยียด มีทั้งฝูงชนและม้าพลุกพล่าน ฟังเสียงที่อึกทึกเ่าั้ ซูตงเฉินพลันคร่ำครวญเล็กน้อย
ห่างจากบ้านมาหลายพันลี้ ผ่านไปสิบกว่าปี สุดท้ายได้กลับมา ทว่าบ้านนี้หาใช่บ้านอีกต่อไป
ซูตงเฉินพิงหมอนใบใหญ่ เอนศีรษะพิงผนังรถม้า ใบหน้าดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย
พ่อบ้านลี่เฉวียนดำเนินการอย่างแข็งขัน เขาไม่ปล่อยให้ขบวนรถเข้าแถวตามขบวนแถวที่ประตูเมือง ทว่ากลับไปหาเ้าหน้าที่ประจำประตูเมืองเพื่อติดต่อบอกสถานะของเ้านายตนเอง แม้เ้าหน้าที่ประตูเมืองจะเป็ขุนนางตัวเล็กๆ ทว่าก็เคยได้ยินขุนนางชั้นผู้ใหญ่พูดถึงหลายครั้งว่า บุตรชายคนโตของอันกั๋วกงซึ่งเป็ผู้ที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปราน จะเดินทางกลับมาเมืองหลวงตามคำสั่ง โดยจะต้องอำนวยความสะดวกและไม่ทำให้เขาขุ่นเคือง เ้าหน้าที่ประตูเมืองจึงวิ่งไปข้างหน้าเพื่อโค้งคำนับที่ด้านหน้ารถม้าของซูตงเฉินทันที ก่อนจะรายงานชื่อและตำแหน่งของตนเองอย่างเป็ทางการ
ซูตงเฉินพูดเบาๆ "รบกวนท่านแล้ว"
เ้าหน้าที่ประตูเมืองรู้สึกปลื้มปีติ จากนั้นจึงโค้งคำนับขอบคุณหลายต่อหลายครั้ง และพาพวกเขาเข้าไปในประตูเมืองด้วยตนเอง โดยไม่ตรวจดูสินค้าในรถม้าแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่การเก็บภาษี
ลี่เฉวียนอยู่ข้างหลัง เขาแอบมอบรางวัลให้เ้าหน้าที่ประตูเมืองอย่างชำนาญ เพื่อขอบคุณเขาสำหรับความรู้จักพูดและกระทำการต่างๆ ทั้งยังจ่ายภาษีให้เขา โดยจ่ายเงินภาษีหนึ่งพันตำลึงตามมูลค่าของสิ่งของที่อยู่ด้านใน เพื่อไม่ให้มีปัญหาต่อไปในอนาคต
เมื่อจัดการตามขั้นตอนต่างๆ แล้ว ขบวนรถม้าข้างหน้าก็แยกออกเป็สองกลุ่ม
คนในครอบครัวและบ่าวรับใช้ของฟู่ิฮั่นเดินทางโดยรถม้ายี่สิบคัน รถม้าหลายสิบคันบรรทุกสินค้า และรถม้าสิบกว่าคันลำเลียงผู้าเ็มุ่งหน้าไปทางถนนฉีหลิน ท่ามกลางการคุ้มกันของทหารแปดร้อยนาย ฟู่ิฮั่นนำทางอยู่ด้านหน้า เขาตรงไปยังจวนที่เป็สินสอดของเสี่ยวลี่ ฮูหยินผู้ล่วงลับของซูตงเฉิน
ระหว่างที่พวกเขาอยู่ในเมืองหลวง ฟู่ิฮั่นและครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ที่นี่ ข้าวของเครื่องใช้ขององครักษ์ประจำกายและซูตงเฉินถูกนำมาไว้ที่นี่ชั่วคราว รถม้าที่เหลือราวยี่สิบคันจอดอยู่ที่นั่น โดยมีองครักษ์หนึ่งร้อยนายและทหารแปดคนบนหลังม้าเฝ้าอยู่สองฝั่ง รอให้ลี่เฉวียนจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น จากนั้นเดินทางต่อไปยังถนนชิงหลง
แม้กำลังคนจะลดลงครึ่งหนึ่ง ทว่ายังเป็ที่สะดุดตา เหล่าขุนนางใหญ่จำนวนมากส่งคนไปเฝ้าที่ประตูเมืองทุกวัน เพียงเพื่อสืบข่าวบุตรชายคนโตของอันกั๋วกง ผู้เป็คนสำคัญของฮ่องเต้ ซึ่งตอนนี้มาถึงเมืองหลวงแล้วและกำลังไปรายงานตัว
ซูตงเฉินไม่สนใจความวุ่นวายภายนอก เขาเพียงแค่เรียกบุตรชายทั้งสองมาที่รถม้าของตนเอง มองดูรูปร่างหน้าตาของพวกเขา ก่อนจะพยักหน้าด้วยรอยยิ้มและพูดว่า "หลังจากกลับไปที่จวน พวกเราจะไปเยี่ยมท่านปู่และท่านย่าของพวกเ้า ยังมีท่านลุง ท่านป้า ท่านน้า ท่านอา พวกเ้าควรสำรวมกาย เก็บอารมณ์ไว้ในใจ รักษาจรรยามารยาทตามสถานะสูงต่ำ ต้องเคารพผู้าุโและปฏิบัติตนด้วยความสุภาพ อย่าให้ผู้อื่นต่อว่าจนกระทบชื่อเสียงของพวกเ้าได้
หากข้าต้องพูดอันใดเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขา พวกเ้าควรทำเหมือนไม่เห็นไม่ได้ยินอันใด และไม่พูดจาไร้สาระ หากน้องชายหรือน้องสาวเสียมารยาท พวกเ้าก็พูดสอนแบบผู้ใหญ่ ทว่าต้องเป็ไปตามมารยาทด้วย พวกเ้าก็ดูตามความเหมาะสมเองเถิด”
"ขอรับ" ซูอวี้เมิ่งและซูอวี้จ้งพยักหน้าพร้อมกันด้วยรอยยิ้ม
วันนี้เข้าเมืองหลวงเพื่อกลับบ้าน แม่นมเฉิงเตรียมเสื้อผ้าให้นายน้อยทั้งสอง ซึ่งเป็งานฝีมือที่ประณีตและใหม่เอี่ยมทั้งหมด เครื่องประดับที่เอวและกวานบนศีรษะฝังด้วยอัญมณีและหยกล้ำค่า แม้ไม่ได้หรูหราสูงส่ง ทว่าดูงดงามราวกับคุณชายสูงศักดิ์
ซูตงเฉินเปลี่ยนชุดเป็เสื้อคลุมกิเลนสีน้ำเงินที่แม่นมเฉิงเตรียมให้เป็พิเศษ พร้อมเข็มขัดรูปดอกกล้วยไม้ที่มีลักษณะคล้ายเศียรพระสีเดียวกัน รองเท้าผ้าลายนาคราชสีดำ และกวานหยกลายพยัคฆ์ บนศีรษะมีสิ่งล้ำค่าแกะสลักจากหยกดำซึ่งหาได้ยาก ประเมินค่าไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น กวานและหยกดำพยัคฆ์ขาวที่แขวนไว้ที่เอวของเขานั้นเป็รางวัลจากฮ่องเต้ เขาสวมใส่มันไว้เพื่อเวลากลับมาที่จวน มารดาเลี้ยงของเขาจะได้ไม่กล้าล่วงเกิน
ั้แ่พวกเขาถูกโจมตีในพื้นทีู่เาจิงโจว พวกเขาค่อยๆ เดินทางเป็เวลาสิบวัน เมื่อผู้าเ็ฟื้นตัวขึ้นจนพ้นขีดอันตรายแล้วก็เร่งความเร็ว และใช้เวลาอีกสิบสองวันจึงมาถึงเมืองหลวง
ใน่เวลายี่สิบสองวัน ฟู่ิฮั่นใช้การฝังเข็ม ยาต้ม และใช้ยาทาาแรักษาอาการาเ็ของซูตงเฉิน บรรดาแม่นมที่มีประสบการณ์และภักดีหลายคนของพวกเขาทำน้ำแกงแสนอร่อยหลายชนิดเพื่อบำรุงร่างกาย ซูตงเฉินกินและดื่มตลอดั้แ่ลืมตาจนถึงเวลานอน ร่างกายที่ได้รับาเ็สาหัสค่อยๆ ฟื้นตัว และพละกำลังแข็งแกร่งขึ้น ตอนนี้เขารู้สึกว่าร่างกายยังมีความอ่อนแออยู่บ้างเล็กน้อย ทว่าไม่ได้แสดงออกมาให้ผู้ใดเห็น
ขบวนเดินทางไปถึงเขตซุนกุ้ยใกล้บริเวณพระราชวัง จากนั้นก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนอานซิน ตอนที่ก่อตั้งประเทศ มีเพียงจวนอันกั๋วกงและจวนซินกั๋วกงเท่านั้นที่มีอำนาจมากที่สุดและกำกับดูแลถนนสายนี้ ดังนั้นจึงใช้ชื่อจวนทั้งสองเป็ชื่อถนน ต่อมามีจวนหย่งชังโหวและจวนปั๋วสองตระกูล ทว่าไม่อาจเทียบได้กับจวนกั๋วกงสองหลังที่อยู่ตรงกันข้าม ถนนเส้นนี้จึงไม่เคยเปลี่ยนเป็ชื่ออื่นั้แ่สมัยนั้นจนถึงตอนนี้
ตรงกลางถนนสายนี้คือจวนกั๋วกง กินพื้นที่อย่างกว้างขวาง และมีตัวอักษร ‘จวนกั๋วกงพระราชทาน’ ที่ทางเข้าหลัก ซึ่งทรงเขียนโดยฮ่องเต้ผู้สถาปนาแว่นแคว้น นับเป็เกียรติยศอย่างยิ่ง
ในตอนต้นของการสถาปนาแว่นแคว้น ปฐมกษัตริย์ประกาศแต่งตั้งขุนนางทั้งแปดและท่านโหวทั้งสิบสองคนด้วยพระองค์เอง ซึ่งเป็ผู้ติดตามพระองค์ในการโค่นล้มอำนาจ ต่อสู้นองเืั้แ่เหนือจรดใต้ พวกเขาเ่าั้ทั้งช่วยชีวิตและเสียสละชีวิตเพื่อพระองค์ และเพื่อเป็การตอบแทนผู้ร่วมสถาปนาแว่นแคว้นทั้งยี่สิบตระกูล พระองค์ตรัสว่า ตระกูลโหวทั้งยี่สิบตระกูลนี้ 'สืบทอดตำแหน่งทางสายเื ฝังร่วมกันในสุสานหลวง บูชาศาลบรรพชนร่วมกัน' ทั้งยังมอบป้ายอภัยโทษเว้นโทษตาย นับเป็ตระกูลสูงศักดิ์ที่รุ่งเรืองเป็อย่างยิ่ง
จวนกั๋วกงอยู่ในอันดับสี่จากตระกูลทั้งแปดที่เริ่มสถาปนาแว่นแคว้น หลังจากสืบทอดมาได้สามร้อยปี ตอนนี้เลื่อนมาเป็อันดับสองหรืออันดับหนึ่งก็ว่าได้ นับว่าเป็ตระกูลขุนนางชั้นหนึ่งที่สูงศักดิ์
ตอนนี้ผ่านเทศกาลไหว้พระจันทร์มาแล้ว ท้องฟ้าในฤดูใบไม้ร่วง แสงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า ประตูกลางของจวนกั๋วกงเปิดออกกว้าง คุณชาย คุณหนู และบ่าวรับใช้จำนวนมากต่างมารออยู่ด้านนอก
ขบวนรถม้าอันยิ่งใหญ่ค่อยๆ หยุดลง รถม้าของซูตงเฉินจอดหันหน้าไปทางประตู
บ่าวรับใช้หลายสิบคนคุกเข่าลงและพูดว่า "ยินดีต้อนรับคุณชายกลับจวน"
ซูตงเฉินเดินออกมา เขาเหยียบที่วางเท้าและค่อยๆ ลงจากรถม้า กวาดสายตามองทุกคนและกล่าวอย่างใจเย็น "ลุกขึ้นเถิด"
พวกบ่าวรับใช้ต่างยืนขึ้น นายน้อยและคุณหนูก้าวไปด้านหน้าเพื่อคำนับและะโว่า "คำนับพี่ใหญ่"
ซูตงเฉินชำเลืองตามองพวกเขาแล้วพยักหน้าเล็กน้อย "อืม พวกเราเป็ครอบครัวสายเืเดียวกัน ดังนั้นไม่ต้องมากพิธี"
เขาอยู่ในกองทัพหลายปี ต่อสู้ผ่านศึกนองเื สั่งสมผลงานจนเป็แม่ทัพระดับสาม จัดกระบวนทัพหนักหน่วงหลายปีและสั่งสมอำนาจมากมาย ทั้งยังอ่อนโยนเป็มิตร ไม่เคยใช้อำนาจข่มเหงเหล่าพี่น้องในเมืองหลวง ดังนั้นยามนี้บรรดาบุตรของฮูหยินอันกั๋วกงจึงล้วนกล้าพูดเื่ไร้สาระต่อหน้าเขา
ซูตงเฉินไม่พูดอันใด และหันกลับมามองบุตรชายสองคนของเขาซึ่งกำลังลงจากรถ จากนั้นจึงเดินไปด้านข้างและพูดอย่างอ่อนโยน "นี่คือบุตรชายทั้งสองคนของข้า ซูอวี้เมิ่งและซูอวี้จ้ง พวกเ้าไปทักทายท่านลุงและท่านป้าทั้งหลายเถิด”
“ขอรับ” เด็กหนุ่มทั้งสองก้าวไปข้างหน้าแล้วโค้งคำนับ “หลานคำนับท่านลุง และท่านป้าทุกคน”
"ไม่ต้องมากพิธี ไม่ต้องมากพิธี" ซูหนานเฉิน คุณชายสามของจวนกั๋วกงก้าวไปข้างหน้าและจับมือหลานชายทั้งสอง ก่อนจะแย้มยิ้มมองพวกเขาครู่หนึ่งและพูดด้วยรอยยิ้มว่า "พี่ใหญ่ช่างมีบุญยิ่งนักที่มีบุตรที่เก่งกาจและโดดเด่นทั้งสองคน”
ซูหนานเฉินเป็บุตรของอนุ มีมารดาเป็สาวใช้ของฮูหยินคนแรก หลังจากฮูหยินคนแรกตั้งครรภ์ ได้จัดให้นางรับใช้อันกั๋วกงแทนตน ต่อมาฮูหยินคนแรกให้กำเนิดบุตรสามคน จึงอนุญาตให้นางมีลูกได้ นางโชคดีให้กำเนิดบุตรชาย ทั้งยังภักดีต่อฮูหยินคนแรกมาตลอด ดังนั้นฮูหยินคนแรกจึงดีกับบุตรที่เกิดจากอนุผู้นี้มาก
หลังจากฮูหยินคนแรกเสียชีวิต ฮูหยินคนต่อมา้าสังหารกระทั่งบุตรของอนุ ทั้งยังเกลียดบุตรของอนุเหล่านี้ ทำให้ชีวิตของพวกเขายากลำบากยิ่ง หากไม่ใช่เพราะท่านย่าคอยปกป้อง เขาคงไม่มีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ใน่วันเวลาที่ยากลำบากนั้น ซูหนานเฉินและพี่ชายคนโตของฮูหยินคนแรก พี่สาวคนที่สอง และน้องสาวคนที่สามต่างพึ่งพาอาศัยกัน และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ตอนนี้ได้เห็นพี่ใหญ่ที่ไม่ได้เจอกันนับสิบกว่าปีกลับจวนมา พวกเขาต่างรู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง
ซูตงเฉินเห็นขอบตาแดงก่ำของเขาแล้ว แทบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความรู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นจึงก้าวไปข้างหน้าและดึงตัวเขามากอดแน่น พลางพูดด้วยรอยยิ้ม "น้องรอง ได้ยินว่าเ้ามีบุตรสาว อายุเท่าใดแล้ว”
“สองขวบ” ซูหนานเฉินดีใจนักหนา “น้องสาวเองก็ตั้งครรภ์อีก กำหนดคลอดคือฤดูใบไม้ผลิหน้า”
ท่านย่าได้เตรียมการแต่งงานของเขาก่อนที่จะเสียชีวิต โดยให้ตบแต่งกับบุตรสาวของอนุในจวนกั๋วกง หูซื่อไม่อาจปฏิเสธได้ เพื่อแสดงความกตัญญูจึงจัดงานแต่งให้พวกเขา หลังจากแต่งงานกัน ทั้งสองต่างรักใคร่ปรองดองกันเป็อย่างยิ่ง
ซูตงเฉินมองน้องรองและน้องสาวที่กำลังโค้งคำนับ ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "ดีจริงๆ พวกเ้าทั้งสองดูแลสุขภาพของตนเองให้มาก ไม่ต้องมากพิธี"
จากนั้นซูตงเฉินก็หันกลับไปยิ้มให้ซูซีเฉินและซูเป่ยเฉิน ซึ่งเป็น้องชายที่เกิดจากมารดาเลี้ยงของเขา พลางยื่นมือไปตบไหล่ของพวกเขา "น้องสาม น้องสี่ พี่ใหญ่อยู่ข้างนอกหลายปีแล้ว ไม่ได้เจอพวกเ้า คิดถึงพวกเ้าบ่อยครั้ง คราวนี้พี่ใหญ่กลับมาแล้ว และจะไม่จากไปที่ใดอีก ต่อไปนี้พวกเราพี่น้องจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น”