เดิมทีบะหมี่ร้อนๆ ที่หน้าตาและรสชาติสุดแสนจะธรรมดาไม่ได้ทำให้ความอยากอาหารของเสิ่นชิงหลัวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่เมื่อเห็นว่าสามพ่อแม่ลูกที่ปล่อยให้เธอและย่าเสิ่นรออยู่นานต้องมานั่งรอเธอกินบะหมี่ ในใจของเสิ่นชิงหลัวก็สุขใจนิดหน่อย การได้แก้แค้นเล็กๆ น้อยนี้เองให้บะหมี่รสชาติธรรมดาอร่อยขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อเห็นสองย่าหลานกินบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย นางหลี่เจี๋ยก็รู้สึกหิวขึ้นมาบ้างแล้วเพราะเธอเองก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่น้อย แต่เธอจะทำใจใช้เงินไปกับของพวกนี้ได้อย่างไร
หากเธอกินสามีก็ต้องกิน ลูกสาวก็ต้องกินด้วย สู้เอาเงินและตั๋วที่ต้องจ่ายค่าบะหมี่เพิ่มสามชามไปทำอาหารกินเองจะคุ้มกว่า ตอนนี้จึงได้แต่อดทนและต่อสู้กับความเย้ายวนของกลิ่นบะหมี่ที่ส่งกลิ่นหอมกระตุ้นต่อมรับรสอยู่อย่างนั้น
หลังมื้ออาหารคนทั้งห้าเดินกลับไปยังเรือนสี่ประสานอันเป็ที่พัก เสิ่นชิงหลัวมองดูที่อยู่อาศัยอันเป็เอกลักษณ์ของเรือนสี่ประสานแล้วถอนหายใจ แม้ที่นี่จะทรุดโทรมแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเองชอบมัน
แหงล่ะ ในอนาคตสิ่งนี้มีราคาแพงมหาศาล ถ้าไม่รวยจริงคงซื้อไม่ได้
สิ่งแรกที่เห็นก็คือลานกลางบ้านอันขาวโพลน ครอบครัวของเสิ่นต้าเหว่ยอาศัยอยู่ทางทิศตะวันตก แต่ละปีกบ้านมีลานเล็กๆ เป็ของตัวเอง ภายในมีสองห้องนอนและมีห้องกลางหนึ่งห้อง ที่นี่ไม่มีห้องส้วมและห้องอาบน้ำต้องใช้ห้องส้วมสาธารณะนอกบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ส่วนเวลาอาบน้ำต้องไปที่ห้องอาบน้ำสาธารณะหรือห้องอาบน้ำของหน่วยงานตน
เสิ่นชิงหลัวจำได้ว่าเรือนสี่ประสานเหล่านี้สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในบริเวณรอบๆ วังโบราณปักกิ่ง โดยทั่วไปเ้าของบ้านกับคนในครอบครัวจะอยู่กันเอง พอหลังจากสถาปนาจีนใหม่แล้ว รัฐบาลได้ยึดมาเป็ของรัฐ แล้วแบ่งให้ชาวปักกิ่งเข้าไปอยู่รวมกันหลายครอบครัว และมีหลายหลังที่ยังว่างร้างผู้คน เนื่องจากประชาชนส่วนมากจะอาศัยในตึกอพาร์ทเมนต์ลักษณะเหมือนกล่องไม้ขีดไฟ หลังคากระเบื้องแดงที่ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบของบ้านในโซเวียต
อากาศภายในบ้านนั้นอุ่นกว่าด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่มาถึงนางหลี่เจี๋ยก็ไม่รีรอ เธอรีบลงมือทำอาหาร พอรับประทานอาหารเสร็จอารมณ์ของหล่อนก็เย็นลง จึงได้กล่าวขอโทษแม่สามี
“แม่คะฉันขอโทษจริงๆ ที่ต้องให้รอนาน ฉันกังวลเื่อันอันจนลืมแจ้งคนเฝ้าประตูไว้ล่วงหน้า แต่การรอครั้งนี้ไม่เสียเปล่าหรอกนะคะ อันอันของเราได้รับรางวัลในการแสดงครั้งนี้ด้วย นี่เกียรติบัตรดูสิคะ รางวัลชนะเลิศอันดับสาม” นางหลี่เจี๋ยหยิบเกียรติบัตรแล้วส่งให้แม่เฒ่าเสิ่นอย่างกระตือรือร้น
นางหลี่เจี๋ยเป็คนฉลาดหลักแหลม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแม่สามี ขอเพียงแค่ยอมรับความผิดพลาดของตนและกล่าวขอโทษ อารมณ์ของแม่สามีก็จะดีขึ้น ยิ่งวันนี้หลานสาวตระกูลเสิ่นได้รับรางวัลพร้อมเกียรติบัตร จะมีหญิงชราคนไหนที่ไม่ชอบเห็นหลานสาวได้ดิบได้ดีเป็หน้าตาให้ตนกันล่ะ
เมื่อแม่เฒ่าเสิ่นได้เห็นใบประกาศอารมณ์ของเธอก็ดีขึ้น ความสุขวาดผ่านทั่วทั้งใบหน้า
“อันอันมีพร์จริงๆ”
พอเห็นว่าแม่สามีมีท่าทีดีขึ้นตามคาด นางหลี่เจี๋ยก็รีบอวดอวยลูกตัวเองต่อ
“อันอันรู้ว่าวันนี้ฉันกับสามีต้องไปรับคุณแม่ เดิมทีแกก็บอกให้พวกเราไปก่อน ทั้งๆ ที่ตัวเองประหม่า อันอันของเราคิดถึงคุณแม่มากเลยนะคะ พอใกล้จะถึงวันตรุษจีนทีไรก็จะคอยถามตลอดว่าคุณย่าจะมาหรือยัง คุณย่าจะมาหรือยัง”
“เด็กดี มารับเราช้าก็ไม่เป็ไรหรอกขอเพียงตั้งใจแสดงให้ดีก็พอ” แม่เฒ่าเสิ่นหันไปลูบหัวเด็กสาว
“อย่างไรฉันก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดีที่ทำให้แม่ต้องรอนาน เอาเป็ว่าเดี๋ยวพอถึงมื้อเย็นฉันกับอันอันจะทำอาหารจานโปรดของคุณแม่เป็การไถ่โทษนะคะ”
บรรยากาศการสนทนาในบ้านเสิ่นช่างสงบสุขและกลมกลืนเหลือเกิน เว้นก็แต่หญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกกีดกันจากวงสนทนาอย่างสิ้นเชิง นางหลี่เจี๋ยไม่แม้แต่จะปรายตามองลูกสาวคนโตเลยสักนิด
ส่วนแม่เฒ่าเสิ่นนั้นแม้จะเลี้ยงดูเสิ่นต้ายามาั้แ่เล็ก แต่เมื่อนานๆ ทีได้มาเจอกับลูกชาย ลูกสะใภ้ไหนจะหลานสาวคนรองที่หน้าตาน่ารัก อ่อนหวานสุภาพ เธอจะไม่ชอบหลานสาวคนนี้ได้อย่างไร
หญิงชราลืมความขุ่นเคืองใจที่ต้องให้รอท่ามกลางอากาศหนาวไปจนหมดสิ้น
ทางด้านเสิ่นชิงหลัวผู้ถูกลืมไม่ได้สนใจหรือน้อยใจเลยแม้สักเพียงนิด เธอมองสำรวจบ้านแล้วนั่งลงที่เก้าอี้มุมห้องนั่งเล่น กะว่าจะหาโอกาสเล่นสมาร์ตโฟนแก้เบื่อ ทว่าตอนนั้นเองเสิ่นอันอันที่กำลังหัวเราะร่วนกลับสอดสายตามองมา เมื่อเห็นว่าเสิ่นชิงหลัวไร้ซึ่งคนเหลียวแล เธอก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม
นางหลี่เจี๋ยมองตามสายตาของลูกสาวคนโปรด เมื่อสายตาไปตกอยู่ที่หญิงสาวที่อยู่มุมห้องก็รู้สึกแปลกใจที่เ้าหล่อนไม่อาละวาด ครั้งก่อนที่พบกันเด็กคนนี้อาละวาดใหญ่โต เธอไม่เชื่อหรอกว่าเสิ่นต้ายาที่ก้มหน้าอยู่จะเปลี่ยนไป หรือว่าเด็กคนนั้นจะแสร้งทำเป็เศร้าเพื่อขอความเห็นใจ?
“ต้ายา เหนื่อยแล้วใช่ไหม เห็นคุณย่าบอกว่าลูกหมดสติไประหว่างทาง”เสิ่นต้าเหว่ยรู้สึกผิดเมื่อเห็นลูกสาวคนโตไม่พูดไม่จา
“ค่ะ ฉันหนาวจนเป็ลม คุณย่าเองก็หนาวมากเหมือนกัน” เสิ่นชิงหลัวตอบเสียงราบเรียบ
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาแบบนี้ก็แล้วกัน คุณแม่กับต้ายาไปนอนพักในห้องของอันอันก่อน” เสิ่นต้าเหว่ยกล่าว
“แล้วอันอันไม่นอนด้วยกันหรือ?” แม่เฒ่าเสิ่นมองไปที่หลานสาว
“ห้องของฉันคับแคบนอนสามคนไม่พอหรอกค่ะคุณย่า เดี๋ยวฉันมานอนที่กลางบ้านนี้ดีกว่า ย่ากับพี่สาวจะได้พักผ่อนให้เต็มอิ่ม แม่กับฉันทำความสะอาดห้องไว้รอคุณย่าแล้วค่ะ” เสิ่นอันอันผู้อ่อนโยนและใจกว้างเอ่ย
หากเป็เสิ่นต้ายาคนก่อน คงจะหลงกลวาจาหวานปานน้ำผึ้งของอีกฝ่ายเป็แน่ แต่เสิ่นชิงหลัวคนนี้คือใคร เธอเห็นดอกบัวขาวมานักต่อนักแล้ว อีกทั้งในความทรงจำยังได้รู้ว่าสาเหตุที่น้องสาวตัวดีเสียสละห้องให้เธอและแม่เฒ่าเสิ่นนั่นเป็เพราะว่ารังเกียจคนชนบทที่ไม่สะอาด จึงขอให้นางหลี่เจี๋ยซื้อฟูกผืนใหม่ให้เธอแยกออกมานอนคนเดียว
ทางหนึ่งเพื่อจะได้ไม่ต้องอยู่ใกล้คนชนบท อีกทางหนึ่งจะได้ทำให้แม่เฒ่าเสิ่นรู้สึกดีกับตัวเอง ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เสิ่นอันอันจึงยกห้องให้สองย่าหลานอย่างเต็มใจ
เสิ่นชิงหลัวเดินตามนางหลี่เจี๋ยเข้าไปในห้องของเสิ่นอันอันที่ถูกจัดเตรียมไว้ ภายในห้องมีมุมทำการบ้านเป็โต๊ะเขียนหนังสือ ถัดมาเป็ตู้เสื้อผ้าทำจากไม้ ด้านหน้าตู้ฝังกระจกสองบานพับ
ในยุคนี้ตู้เสื้อผ้าเป็ของดี โดยเฉพาะที่มีกระจกยาวสองด้านยิ่งแล้วใหญ่ คนทั่วไปไหนเลยจะซื้อของที่ทันสมัยเช่นนี้ได้ นี่ควรจะเป็เงินที่นางหลี่เจี๋ยเต็มใจใช้มันเพื่อลูกสาวสุดที่รัก มันก็เหมือนกับสิ่งของหลายๆ อย่างของเสิ่นอันอัน
ผ้าพันคอเอย เสื้อผ้าเอย ดูชุดที่เธอใส่อยู่ตอนนี้สิ แม้เสื้อตัวนอกจะเป็สีน้ำเงินเข้มแต่ด้านในกลับเป็เสื้อระบายชายสีชมพู การแต่งกายแบบนี้กำลังเป็ที่นิยมมากในปักกิ่ง
เสื้อผ้ามีสีสัน ลายดอกสวยๆ มีขายตามร้านขายเสื้อผ้าทั่วไป ผู้คนเริ่มนิยมใส่ชุดสำเร็จรูปกันแล้ว สีทั่วไปของเครื่องแต่งกายมีเพียงสี่สีคือสีเทา สีน้ำเงินเข้ม สีดำและสีเขียวทหาร ผู้หญิงสูงวัยอย่างเช่นแม่เฒ่าเสิ่นนี้มักจะนุ่งกางเกงไม่นิยมนุ่งกระโปรง เพราะถือว่าการนุ่งกระโปรงเป็ค่านิยมของตะวันตก มีแต่เพียงเด็กสาวเท่านั้นที่นุ่งกระโปรง
สำหรับเสื้อผ้ากับความสวยความงามของผู้หญิงเป็ของคู่กัน แต่เพราะต้องระวังสายตาของคนหมู่มากตามค่านิยมซ้ายจัดที่แพร่หลายอยู่ว่า ‘ผู้หญิงชอบสู้รบ ไม่ชอบชุดสวยงาม’ เด็กสาวจึงชอบใส่เสื้อลายดอกแล้วทับด้วยเสื้อสีทึบเรียบๆ ปกติ ก่อนจะเอาปกคอเสื้อออกมาและปล่อยชายเสื้อให้เห็นลวดลายนิดหน่อย
เสิ่นชิงหลัวย่อมกระจ่างใจในเื่แฟชั่นนี้ดี แต่เธอก็ยังอยากะโถามน้องสาวคนดีดังๆ ว่าไม่หนาวเหรอทำไมถึงใส่กระโปรง? ถ้าฤดูร้อนหรือ่ฤดูใบไม้ผลิก็ว่าไปอย่าง
“พี่สาวพี่ชอบห้องนี้ไหม ฉันเปลี่ยนผ้าห่มกับที่นอนให้ใหม่เลยนะ” เสิ่นอันอันจับมือของพี่สาวแล้วพูดขึ้นอย่างร่าเริง
เสิ่นชิงหลัวรีบชักมือกลับก่อนจะขมวดคิ้ว
“ขอโทษทีฉันไม่คุ้นชินกับใครอื่นนอกจากคุณย่า ฉันไม่เหมือนเธอที่อยู่กับทั้งพ่อและแม่มาั้แ่เกิด”
การต่อต้านที่รุนแรงของเสิ่นชิงหลัวทำให้นางหลี่เจี๋ยไม่พอใจมาก ส่วนเสิ่นอันอันก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน ใบหน้าของเธอคล้ายกับคนที่ไม่ได้รับความเป็ธรรม แต่แม่เฒ่าเสิ่นกลับมองต่างออกไป เมื่อครู่หลานกล่าวว่าสนิทแค่กับเธอเท่านั้น หัวใจของหญิงชรามีความสุขเล็กน้อยแต่ก็มีความเศร้าใจยิ่งกว่า
พี่น้องสองคนต้องห่างเหินกันมันจะเป็เพราะใครกัน?
ความผิดเื่นี้เป็ของสามีภรรยาเสิ่นทั้งนั้น ถ้าพวกเขาให้ความรักและเลี้ยงดูให้เหมาะกับคำว่าพ่อแม่ เื่แบบนี้ก็คงไม่เกิด
“ฉันเหนื่อยแล้วที่ยืนมาตลอดทางพวกเธอออกไปก่อนเถอะ ต้ายามานอนกับย่านี่มา”
แม่เฒ่าเสิ่นตัดบททำให้นางหลี่เจี๋ยที่กำลังจะเอ่ยปากได้แต่กลืนคำพูดกลับไป
เธอจึงได้แต่ระงับโทสะแล้วรับคำ “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แม่พักผ่อนนะคะ ตอนเย็นฉันจะเตรียมอาหารไว้ให้”
“อืม ขอบใจ”
แม่เฒ่าเสิ่นพยักหน้าก่อน หลังจากเห็นว่าคนอื่นออกจากห้องไปแล้ว เธอก็ได้เรียกหลานสาวมาจับเข่าคุยกัน