จางหย่งอ้ายได้แต่ถอนหายใจมองดูกล่องดำสนิทนี้อย่างปลดปลง ก่อนจะเงยหน้ามองหลานถงอวี้ที่ก้มหน้าลง พลางคิดกับตนเองในใจ
ผมของเขาดกดำทั้งยังเงางาม เขาคงรักผมของเขามาก หากปักปิ่นอันนี้ รับรองว่าจะยิ่งทำให้เขาหล่อเหลาแน่นอน
ในเมื่อเขาไม่คิดจะอยากดู อย่างนั้นก็เปิดให้คนทั้งหมดดูก็แล้วกัน
จางหย่งอ้ายเห็นเขาไม่หือไม่อือ ก็คร้านจะสนใจพ่อพระเอกคนนี้ เธอเปิดกล่องยาวออกดู ก็รู้สึกพึงพอใจต่อฝีมือหวังลู่เอิน
ทั้งที่ที่นี่ไม่มีอุปกรณ์ล้ำสมัย แต่เขาก็สามารถเจียระไนพลอยไพลินและเพชรออกมาได้ สมกับเป็ช่างฝีมืออันดับหนึ่งจริง ๆ จึงหันไปชมเขา
"เหมือนฝีมือของเ้าจะสูงขึ้นอีกขั้นแล้ว"
"เป็เพราะองค์หญิงมอบโอกาสให้ทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ"
หวังลู่เอินประสานมือค้อมศีรษะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ภูมิใจ หากแต่ก็ไม่ได้แสดงอาการดีใจออกนอกหน้านัก
จางหย่งอ้ายหยิบปิ่นขึ้นมามองดูชัด ๆ แล้วก็นึกเสียดายในใจ
พลอยไพลินสีแดงก้อนนี้ต้องมีขนาดใหญ่มากแน่ ๆ เสียดายการเจียระไนของที่นี่ยังไม่ดีพอ ไม่อย่างนั้นปิ่นไพลินแดงนี้จะต้องงดงามกว่านี้แน่
ไหนจะเพชรนี่อีก หากเจียระไนดี ๆ น้ำต้องงามแน่นอน
ไม่รู้ว่าเศษที่เหลือจากการทำปิ่นจะยังมีหรือเปล่านะ
คิดแล้วจึงเงยหน้าถามหวังลู่เอิน โดยไม่ทันสังเกตว่าคนอื่น ๆ จับจ้องมองปิ่นสีแดงสะดุดตานี้อย่างอึ้งงันกันไปทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่องค์หญิงจางฟางเจิน
"พลอยและเพชรที่เหลือเ้าไม่ได้ทิ้งไปใช่หรือไม่"
"ไม่ขอรับ"
หวังลู่เอินรีบตอบทันใด ทั้งยังกล่าวต่อในใจ
ผู้ใดจะกล้าทิ้งอัญมณีที่ทั้งชีวิตก็เพิ่งเคยเห็นทิ้งไปได้เล่า ว่าแต่พลอยคืออัญมณีสีใดและเพชรคืออัญมณีสีใด เหตุใดองค์หญิงทรงทราบว่ามันเรียกขานว่าอย่างไร
"เช่นนั้นก็ดี ไว้ตอนบ่ายข้าจะไปดูสักหน่อย"
จางหย่งอ้ายอยากไปดูว่ามันเหลือแค่ไหน จะได้ออกแบบเครื่องประดับต่าง ๆ มอบให้จางหงเวย มารดาขององค์หญิงบ้าง
อย่างน้อยก็เป็การแสดงความกตัญญูแทนองค์หญิง
หลานถงอวี้ที่ถูกหลี่ซีม่อเอื้อมมือมาชี้ไปทางด้านองค์หญิง ก็ได้แต่มองตามนิ้วที่ชี้ไปของเขา จึงได้เห็นปิ่นปักผมหรูหราที่สุดที่เขาเคยเห็นมา
ขนาดเครื่องประดับผมของท่านชายสูงศักดิ์ เขายังไม่เคยเห็นที่งดงามและประณีตเท่านี้มาก่อนเลย
เครื่องประดับราคาแพงเ่าั้ หากไม่ทำจากหยกเนื้อดีก็ทำจากทองคำ หากจะกล่าวว่ามันคือวัสดุที่ใช้ทำลูกปัดก็ไม่น่าจะใช่
ทุกคนต่างไม่เคยเห็นอัญมณีสีแดงเช่นนี้มาก่อน
"น้องสาว ขอข้าดูปิ่นสักหน่อยได้หรือไม่"
องค์หญิงจางฟางเจินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากขอดูอย่างตื่นเต้น
"ได้สิเพคะ อย่างไรมันก็จะถูกใช้โดยถงอวี้ ของของเขาย่อมหมายถึงของของพี่สาวด้วยอยู่แล้ว"
จางหย่งอ้ายมอบปิ่นนั้นให้ไปพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงละมุนอ่อนหวาน
องค์หญิงจางฟางเจินมองดูอย่างชื่นชม ไม่ว่าจะเป็อัญมณีสีแดงที่เป็เนื้อเดียวกันทั้งหมด หรือว่าจะเป็ลวดลายที่ถูกสลักเป็รูปพยัคฆ์คาบแก้ว
นางนำปิ่นขึ้นมามองดวงแก้วนั้นใกล้ ๆ ก็ได้แต่แปลกใจว่าเหตุใดแก้วถึงได้หนาถึงเพียงนั้น ทั้งยังดูเล่นกับแสงได้เป็อย่างดี ไม่เหมือนแก้วใสที่หาได้ยาก
แก้วใสพวกนั้นล้วนได้มาจากการออกสำรวจทะเล ในทะเลมีเรืออับปางอยู่หลายลำ เพียงแต่แก้วใสบอบบางมาก กระทบนิดหน่อยก็แตกหักเสียหาย ไม่คาดว่าจะสามารถนำมาหลอมกลายเป็ทรงกลมเล็ก ๆ เช่นนี้ได้
ด้วยความสงสัย จางฟางเจินจึงเอ่ยปากถามกับหวังลู่เอิน
"ท่านหวัง ท่านทำเช่นไรถึงทำให้แก้วใสเป็ทรงกลมเช่นนี้ได้ ทั้งยังดูไม่เปราะบางเพียงนั้นด้วย"
หวังลู่เอินหันไปมององค์หญิงจางหย่งอ้าย เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เขาจึงเอ่ยปากตอบ
"นั่นมิใช่แก้วใสพ่ะย่ะค่ะ มันเป็อัญมณีพิเศษที่องค์หญิงหย่งอ้ายให้คนไปดำน้ำเสาะหามาจากใต้ทะเลพ่ะย่ะค่ะ"
คำตอบของเขาเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย แม้ทุกคนจะทราบว่าที่ทะเลอันไกลโพ้นนั้นมีสิ่งของประหลาดมากมายจมอยู่ หากแต่มันก็อยู่ลึกมาก คนปกติทั่วไปย่อมไม่สามารถดำลึกไปได้ถึงเพียงนั้น
ไม่ทราบว่าปิ่นเล็ก ๆ เพียงอันเดียวนี้ มีผู้ได้สละชีพไปมากเพียงใด
หวังลู่เอินเห็นทุกคนคล้ายเข้าใจผิด จึงรีบกล่าวเสริม
"องค์หญิงหย่งอ้ายให้ทุกคนฝึกดำน้ำนานกว่าสามเดือนจนชำนาญ ถึงได้สามารถดำน้ำลึกได้พ่ะย่ะค่ะ แต่กว่าพวกเขาจะนำอัญมณีสองอย่างนี้ขึ้นมาได้โดยไม่มีผู้ต้องสละชีพ ก็ใช้เวลาไปอีกเกือบครึ่งเดือนพ่ะย่ะค่ะ"
จางหย่งอ้ายเองก็เพิ่งทราบว่าเื่ราวเป็เช่นนี้ ในหนังสือเพียงบอกไว้ว่าเป็ของที่มาจากใต้ทะเลลึก ส่วนที่ว่าทำอย่างไรถึงได้มานักเขียนไม่ได้กล่าวถึง
ดูท่าสิ่งที่นักเขียนแต่งเอาไว้ จะปรากฏขึ้นมาในโลกแห่งนี้ แม้มันจะดูพิลึกพิลั่นแค่ไหนก็ตามละมั้ง
พื้นที่ใต้น้ำทะเลเป็คล้ายกาชา ที่ให้ผู้คนในโลกแห่งนิยายนี้ไปตามหาสมบัติ
อีกหน่อย นางเอกของเื่อย่างจางฟางเจินก็จะได้รับไอเทมเทพ ๆ ไปไม่น้อย
ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็ลอบมององค์หญิงจางหย่งอ้าย นางทุ่มเทมากมายปานนี้เพื่อหลานถงอวี้ สุดท้ายกลับหักใจยกอีกฝ่ายให้องค์หญิงจางฟางเจินเสียได้
ช่างเป็ความรักที่พวกเขาล้วนไม่เข้าใจเสียเลย
"ท่านหลาน มาให้พี่สาวข้าปักผมให้ท่านสิ"
จางหย่งอ้ายกวักมือเรียกหลานถงอวี้ออกมา เธออยากเห็นว่าถ้าเขาปักปิ่นนี้จะเป็อย่างไร
หลานถงอวี้รู้สึกสับสนในใจยิ่ง ด้วยไม่รู้ว่าตกลงแล้ว องค์หญิงหย่งอ้ายโปรดปรานเขา หรือเห็นเขาเป็ของเล่นกันแน่
หากรักใคร่ชอบพอเขาอย่างแท้จริง เหตุใดเมื่อครู่ถึงได้ไม่ชงชาให้เขาด้วยตนเอง แม้นางจะชงชาไม่เป็ แต่หากชงเองด้วยมือของนาง รสชาติต่อให้แย่เพียงใด ก็ยังดีกว่าชารสดีจากกาน้ำชาที่ไร้เกียรตินั่น
หากแต่ถ้านางเห็นเขาเป็เพียงของเล่น เหตุใดถึงได้ลงทุนลงใจมากมายเพียงนี้ ปิ่นปักผมนี่มองอย่างไรก็ล้ำค่า ทั้งยังมีสีสันที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็น หากจะกล่าวว่ามันเป็เพียงอันเดียวในแคว้นหยิน เขาก็เชื่อเช่นนั้น
ตกลงแล้วนางเห็นเขาเป็ดั่งของล้ำค่า หรือของเล่นยามนางรู้สึกเบื่อหน่ายกันแน่
คำถามที่หนักอึ้งในใจนี้ ทำให้การก้าวเท้าของเขาเป็ไปอย่างเชื่องช้า
องค์หญิงจางฟางเจินไหนเลยจะรวบผมปักปิ่นให้ผู้ใดเป็ แม้แต่ผมของนางก็มีนางกำนัลคอยช่วยจัดการอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ดังนั้นเมื่อหลานถงอวี้เดินมานั่งคุกเข่าต่อหน้าตน จึงทำสิ่งใดไม่ถูกอยู่บ้าง ได้แต่กล่าวออกไปตามตรง
"เอ่อ คือ ข้ามวยผมไม่เป็"
เสี่ยวเหมยคาดเดาได้ว่าองค์หญิงของตนก็คงทำไม่เป็เช่นกัน จึงเอ่ยปากถามกับองค์หญิงของตนอย่างแ่เบา
"จะให้หม่อมฉันเกล้าผมให้ท่านชายหลานหรือไม่เพคะ"
จางหย่งอ้ายส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเดินไปด้านหลังของหลานถงอวี้
เสี่ยวถงเดินนำหวีมาให้อย่างรู้งาน ก่อนจะถอยออกไปยืนข้างเสี่ยวเหมย
"เช่นนั้นข้าเกล้าผมให้ท่านชายหลานเองแล้วกัน แล้วค่อยให้พี่สาวปักปิ่นให้เขานะเพคะ"
จางหย่งอ้ายเอ่ย ก่อนจะเอ่ยปากขออภัยหลานถงอวี้และจับปิ่นเงินที่เขาเสียบมวยผมออก เส้นผมของเขาทอดตัวยาวตกลงมาราวกับม่านน้ำตกสีดำมืด
จางหย่งอ้ายหวีผมให้เขาอย่างเบามือ ด้วยกลัวว่าเส้นผมที่เขาดูแลรักษาอย่างดีจะขาดเสียหายเกินความจำเป็ ก่อนจะรวบผมครึ่งหนึ่งของเขามวยเป็ปมอย่างงดงาม โดยไม่มีเส้นผมชี้โด่เด่ออกมาให้ระคายเคืองตา
"เสด็จพี่"
เธอเงยหน้าเรียกจางฟางเจินด้วยใบหน้าประดับยิ้ม นางเอกของเื่มองใบหน้าน้องสาวอย่างงงงวย ก่อนจะเอื้อมมือปักปิ่นสีแดงนั้นเข้าขัดมวยผมของหลานถงอวี้ไว้อย่างเก้ ๆ กัง ๆ
"เหมาะจริง ๆ หล่อมาก สมกับเป็บุรุษของจางฟางเจิน"
จางหย่งอ้ายที่เดินผละไปนั่งที่เดิม มองดูพระเอกของเื่อย่างชื่นชม ทั้งยังพูดในสิ่งที่ใจคิดออกมาอย่างไม่รู้ตัว
แม้เสียงพูดนั้นจะไม่ดัง แต่หลานถงอวี้และจางฟางเจินที่อยู่ไม่ไกลก็ได้ยินชัดเจน นำพาให้พวกเขารู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเล็กน้อย
คำว่าหล่อมากพวกเขาทั้งสองล้วนไม่เข้าใจ แต่ดูจากแววตาชื่นชอบอย่างขีดสุดของจางหย่งอ้าย ก็พอเข้าใจได้ว่าเป็คำชม ส่วนประโยคหลังที่บ่งบอกชัดเจนนั่น กลับทำให้พวกเขารู้สึกร้อนตัวขึ้นมา
อะไรคือสมกับเป็บุรุษของจางฟางเจิน นางรู้ความสัมพันธ์ของพวกเขาก่อนหน้านี้แล้วหรือ ถึงได้เอ่ยนามของพี่สาวตนออกมาเช่นนี้
แม้น้ำเสียงขององค์หญิงจางหย่งอ้ายจะมิใช่น้ำเสียงถากถางหรือดูแคลนหรือดูิ่ หากแต่มันเต็มไปด้วยความชมชอบและความทอดถอนใจ นั่นจึงยิ่งทำให้ทั้งสองรู้สึกราวกับตนเองเป็คนไม่ดีขึ้นมา
ด้วยคำพูดของนางที่ทั้งสองได้ยิน จึงทำให้ลืมเลือนเื่ที่เมื่อครู่นางเป็ผู้มวยผมให้เขาเองกับมือไป
หากแต่เหล่าบุรุษและนางกำนัลที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ต่างก็ยิ่งตอกย้ำในใจว่าองค์หญิงจางหย่งอ้ายรักใคร่โปรดปรานหลานถงอวี้มากเพียงใด
ไม่ทราบต้องฝึกฝนเกล้าผม มวยผมนานเท่าใด ถึงทำได้ไม่ติดขัดเช่นนี้
แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่รู้ว่าจางหย่งอ้ายผู้นี้มิใช่องค์หญิงที่แท้จริง เธอเป็เพียงคนธรรมดาคนหนึ่งในโลกอนาคต สตรีส่วนมากย่อมเกล้าผมมวยผมเป็ ทั้งเธอยังเป็นักออกแบบเครื่องประดับฝีมือดี ย่อมต้องมีทดลองใส่กับตนเองบ้าง
ไม่ว่าเครื่องประดับนั้นจะใช้กับส่วนใดของร่างกาย เธอก็ล้วนแล้วแต่ต้องลองสวมใส่ดู เพื่อหาเฉดสีที่เหมาะสมและรูปแบบที่เหมาะสม
เครื่องประดับผมก็เป็อีกอย่างหนึ่งที่เธอออกแบบบ่อยครั้ง ดังนั้นการทำผมเป็ทรงต่าง ๆ จึงนับว่าเป็เื่ถนัดเื่หนึ่งของเธอ
หากแต่ในสายตาของคนทั้งหมด เธอเป็องค์หญิงสูงศักดิ์ การทำเช่นนี้ได้ย่อมหมายถึงความใส่ใจและทุ่มเท
จึงไม่แปลกที่คนทั้งหมดในที่นี่ต่างก็ปักใจกันไปว่า หลานถงอวี้คือผู้ที่สามารถคว้าดวงใจขององค์หญิงจางหย่งอ้ายไปได้อย่างแท้จริง