เจียงเยี่ยน ดับเทพพิฆาตมาร

    ตอนที่ 20 สู่หุบเขาสอนวิชา



    หลี่กวนหยางรับปากประลองกับไป๋เหวินโจวอีกหกเดือนข้างหน้า มันกล่าวขึ้นอีก
    “ระหว่างที่รอเวลาประลอง ห้ามเจ้าดูดพลังของเด็กน้อยนี้และต้องดูแลมันอย่างสุดความสามารถ”
    ไป๋เหวินโจวตอบ
    “เด็กน้อยนี้เป็นศิษย์ของข้า ไม่ต้องให้เจ้าสั่งข้าก็รู้ควรทำอย่างไร”
    “ในวันประลองเจ้าต้องนำตัวเด็กน้อยผู้นี้มาด้วย หากทำไม่ได้ให้เจ้าเชือดคอตายต่อหน้าผู้คนซึ่งมาเป็นพยาน” หลี่กวนหยางจงใจกดดันไป๋เหวินโจว มันเองก็เกรงว่าปราชญ์มารบริสุทธิ์จะตระบัดสัตย์
    ไป๋เหวินโจวพยักหน้า “ตกลง หากในวันประลองข้าไม่นำตัวเจียงเยี่ยนไป ถือว่าข้าแพ้ เจ้าจะทำอย่างไรกับข้าก็ได้”
    ทันใดนั้นเกี้ยวสีทองก็ลอยขึ้นราวกับมีคนยกหาม ชั่วสายลมพัดเดียวเกี้ยวทองนั้นก็ลอยออกไป
    ไป๋เหวินโจวลอบถอนหายใจ หากเมื่อครู่ต้องต่อสู้กันจริงๆ ฝ่ายมันมิอาจมีเปรียบเลยแม้แต่น้อย
    หลวงจีนไว้ผมรีบกล่าว
    “ปราชญ์มารบริสุทธิ์ ท่านเอาชีวิตประสกน้อยเจียงไปเป็นของพนันได้อย่างไร”
    ไป๋เหวินโจวหัวร่อ
    “ไต้ซือ (มหาสมณะ) หากไม่ทำเช่นนี้ เกรงว่าพวกเราคงไม่อาจผ่านคืนนี้ไปได้”
    ขณะหลวงจีนไว้ผมจะกล่าวต่อ เจียงเยี่ยนรีบพูด
    “ขอบคุณไต้ซือที่ห่วงใย ตอนนี้ข้ากับอาจารย์ปรับความเข้าใจกันแล้ว เขาเคยช่วยชิวิตข้าไว้ ข้าเชื่อใจเขา”
    หลวงจีนไว้ผมรู้สึกประหลาดใจ ปราชญ์มารบริสุทธิ์แค้นเคืองทายาทของเซี่ยงเทียนอดีตประมุขยุทธจักรเข้ากระดูกดำมิใช่หรือ ไฉนรับเจียงเยี่ยนเป็นศิษย์ได้ ใช่มีเจตนาร้ายหรือไม่ ยามนี้ท่านสับสนไม่อาจเข้าใจได้ ปราชญ์มารบริสุทธิ์ทราบความคิดหลวงจีนไว้ผมจึงกล่าว
    “ไต้ซือ ศาสนาพุทธไม่เชื่อเรื่องโชค หากแต่เชื่อเรื่องวาสนา ข้าได้พบกับเจียงเยี่ยนและได้รับเป็นศิษย์โดยบังเอิญนี่นับเป็นวาสนาหนึ่ง แม้ข้าจะมีความแค้นกับบิดาที่แท้จริงของเขา แต่ก็ไม่ใช่กับลูกชายเขา” ไป๋เหวินโจวกล่าว
    หลวงจีนไว้ผมยังไม่ยินยอมเชื่อ แต่เจียงเยี่ยนรีบกล่าว
    “ไต้ซือ อาจารย์ไป๋ช่วยชีวิตข้าไว้หลายครั้ง หากมีเจตนาร้ายข้าคงตายใต้เงื้อมมือเขานับสิบครั้งแล้ว”
    ไป๋เหวินโจวอดหันไปมองเจียงเยี่ยนอย่างขอบคุณไม่ได้ หลวงจีนไว้ผมเห็นว่าเจียงเยี่ยนยืนยันหนักแน่นก็มิอาจกล่าวอะไรได้อีก ท่านจึงเอ่ย
    “สาธุ เมื่อประสกน้อยเจียงยืนยันหนักแน่น อาตมาก็ไม่มีอันใดจะพูดอีก ปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามวาสนา ไม่ฝืนฟ้า ไม่ต่อต้านลิขิต ประสกไป๋ หลังจากนี้ขอให้ท่านมุ่งเพียรกระทำความดีก็นับเป็นบุญของประสกน้อยเจียงแล้ว”
    ไป๋เหวินโจวพยักหน้ากล่าวว่า
    “ข้ามีเวลาหกเดือนก่อนประลองกับหลี่กวนหยาง ข้าจะรีบพาเจียงเยี่ยนกลับไปบ้านเพื่อค้นหาวิธีรักษาอาการเจ็บปวดจากชีพจรเทพดับสูญ”
    เจียงเยี่ยนตื้นตันใจไป๋เหวินโจวยิ่ง นึกไม่ถึงศัตรูของเขาจะคิดถึงอาการเจ็บป่วยของเขาโดยละเอียด ได้ยินไป๋เหวินโจวกล่าวต่อ
    “เมื่อรักษาอาการเจ็บปวดจากชีพจรเทพดับสูญได้ เจียงเยี่ยนก็จะมีพลังลมปราณอันดับหนึ่งในแผ่นดิน ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องเกรงกลัวหลี่กวนหยางอีก”
    หลวงจีนไว้ผมพยักหน้า แต่ในใจท่านก็เห็นว่าหลี่กวนหยางร้ายกาจเกินไป ต่อให้เจียงเยี่ยนใช้ชีพจรเทพดับสูญได้จริงก็ไม่แน่ว่าจะชนะหลี่กวนหยางได้
    เจียงเยี่ยนร้องอ้อ
    “ที่แท้อาจารย์ต้องการให้ข้าใช้พลังเทพดับสูญได้เต็มที่ จากนั้นท่านกับข้าก็ร่วมมือกันต่อสู้กับหลี่กวนหยาง”
    ไป๋เหวินโจวเผยยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก
    “เกือบใช่ หากถึงวันประลองของข้ากับหลี่กวนหยาง ต่อให้มันชนะข้า มันก็ต้องสูญเสียพลังอย่างมาก ถ้าเจ้าใช้ชีพจรเทพดับสูญได้เต็มที่ เจ้าต้องเอาชนะหลี่กวนหยางได้แน่ แต่ด้วยฝีมือของหลี่กวนหยางที่จริงก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะข้าได้” ไป๋เหวินโจวกล่าวอย่างมั่นใจ
    หลวงจีนไว้ผมรู้สึกว่าไป๋เหวินโจวมีความคิดซับซ้อน ตัวท่านบำเพ็ญตนอยู่แต่ในวัด จิตใจสะอาดดุจกระจกใส ไม่อาจตามทันเล่ห์เหลี่ยมไป๋เหวินโจวได้แม้แต่น้อย แต่อย่างน้อยไป๋เหวินโจวก็เคยเอาชนะท่านได้และไม่สังหารท่าน แสดงว่าไป๋เหวินโจวอาจมิได้อำมหิตดังเช่นข่าวลือ
    หลวงจีนไว้ผมกล่าวกับเจียงเยี่ยนว่า “ประสกน้อย เจ้าจะไปกับประสกไป๋?”
    เจียงเยี่ยนรับคำ “ขอบคุณไต้ซือที่ช่วยเหลือพวกข้า แต่บิดารมารดาข้าสิ้นใจแล้ว ข้าจำเป็นต้องไปกับอาจารย์เพื่อหาวิธีรักษาอาการเจ็บปวดจากชีพจรเทพดับสูญ”
    หลวงจีนไว้ผมพยักหน้า ทั้งสามต่างล่ำลากัน

    เจียงเยี่ยนและไป๋เหวินโจวย้อนกลับไปสกุลเจียงอีกเพื่อฝังศพให้เจียงเหลียวและเจียงฮูหยิน เจียงเยี่ยนพอเห็นศพบิดามารดาก็อดเข้าไปกอดร่ำไห้ไม่ได้ เจียงเยี่ยนนำสมบัติจากสกุลเจียงใช้จ่ายค่าทำศพให้ทุกคนที่ตายในสกุลเจียง แม้แต่สาวกตำหนักเทพธรณิน
    “เจ้าฝังศพให้ศัตรูทำไม?” ไป๋เหวินโจวถาม
    “คนก็ตายไปแล้ว ข้าไม่อยากรู้สึกเคียดแค้นชิงชังอีก” เจียงเยี่ยนตอบ
    ไป๋เหวินโจวเห็นว่าเจียงเยี่ยนมีจิตใจงดงาม คำว่าบริสุทธิ์ของฉายาเขาควรยกให้เด็กน้อยผู้นี้มากกว่า
    วุ่นวายกันอยู่วันหนึ่งไป๋เหวินโจวก็พาเจียงเยี่ยนขึ้นเหนือ จากนั้นเดินทางสู่ตะวันตกไปยังที่บ้านของเขา
    ระหว่างเดินทาง เจียงเยี่ยนพลันฉุกคิดขึ้นได้
    “จริงด้วย!”
    “มีอะไร?” ไป๋เหวินโจวถาม
    “ข้าไม่เห็นศพของเสี่ยวหนิง”
    “เสี่ยวหนิง?” ไป๋เหวินโจวทวนคำ
    “เสี่ยวหนิงเป็นสาวรับใช้บ้านข้า แต่ตอนฝังศพ ข้าไม่เห็นศพนาง เสี่ยวหนิงต้องมีชีวิตอยู่แน่” เจียงเยี่ยนตอบ
    ไป๋เหวินโจวพยักหน้า มันไม่รู้จักเสี่ยวหนิงจึงมิได้สนใจนัก ในใจเจียงเยี่ยนกลับคิดถึงและห่วงใยเสี่ยวหนิงยิ่งนัก

    สองศิษย์อาจารย์เดินทางกันสิบกว่าวันก็ถึงก็หุบเขาแห่งหนึ่งไป๋เหวินโจวเรียกหุบเขานี้ว่าหุบเขาอภิรมย์
    บริเวณหุบเขามีเขาเขียวรายล้อม ธารน้ำใสตัดผ่าน กลิ่นใบหญ้าหอมเตะจมูก ชวนให้รู้สึกอบอุ่นเย็นสบาย
    ตอนนี้ไป๋เหวินโจวฟื้นฟูพลังกลับมาได้เหมือนเดิมแล้ว มันพาเจียงเยี่ยนเข้าไปยังซอกเขาแห่งหนึ่ง จากนั้นเข้าถ้ำอันมืดสนิท เมื่อถึงปลายอุโมงค์ก็พบกับลานหญ้ากว้างใหญ่ บ้านหลังขนาดกลางหลังหนึ่งทำจากไม้ทาสีขาวอย่างงดงาม
    ในบริเวณนั้นมีแอ่งน้ำเล็กๆ อยู่หนึ่งแอ่ง มีก้อนหินแกะสลักเป็นรูปต่างๆ ทั้งรูปมังกร พยัคฆ์ นกกระเรียน หงส์

    รอบบริเวณบ้านของไป๋เหวินโจวมีทั้งกวาง กระต่าย กระรอก วิ่งเล่นเต็มไปหมด พอไป๋เหวินโจวกลับมาพร้อมเด็กหนุ่มคนหนึ่ง พวกมันต่างก็จ้องมองเจียงเยี่ยนอย่างสนใจ
    เหล่าสัตว์ไม่คุ้นชินกับคนแปลกหน้า พอมันเห็นเจียงเยี่ยนกำลังเดินมาก็วิ่งหลบหนีไป เจียงเยี่ยนได้แต่อ้าปากค้าง
    “บ้านของท่านที่แท้น่าอยู่ถึงเพียนนี้”
    ไป๋เหวินโจวยิ้มเล็กน้อย เจียงเยี่ยนกล่าวต่อว่า
    “อาจารย์ ข้าเล่นกับสัตว์เหล่านั้นได้หรือไม่?”
    ไป๋เหวินโจวตอบ
    “เจ้าลืมแล้วหรือว่ามาที่นี่เพื่ออะไร”
    เจียงเยี่ยนก้มหน้าแสดงความผิดหวัง ไป๋เหวินโจวกล่าวว่า
    “หลังจากฝึกวิทยายุทธ หากมีเวลาว่าง เจ้าจะทำอย่างไรก็ได้”
    เจียงเยี่ยนแย้มยิ้มทันที
    “ขอบคุณอาจารย์”

    บ้านของไป๋เหวินโจวมีห้องอยู่หกห้อง คือห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องนอนของมารดาเขาซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ห้องหนังสือ ห้องเก็บอาวุธ และห้องเก็บของ
    “ข้าจะยกห้องนอนของแม่ข้าให้เจ้า” ไป๋เหวินโจวบอก
    เจียงเยี่ยนถามว่า “แล้วแม่ของท่านเล่า?”
    “หลังจากแม่ข้าพาข้าหนีออกมาจากหมู่บ้านเซียวเอี้ยวเมื่อสามสิบสามปีก่อน ท่านก็มาพักอาศัยอยู่ที่นี่และสอนวิทยายุทธ์ให้ข้า แต่เมื่อข้าอายุได้สิบเจ็ดปี ท่านก็จากไปอย่างสงบ”
    ไป๋เหวินโจวอดคิดถึงมารดาของมันไม่ได้ มารดาของมันสอนวิทยายุทธและลมปราณเอกอนันต์ สุดยอดลมปราณของพรรคสรรพสิ่งซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพรรคมารอันดับหนึ่งในยุคก่อน ไป๋เหวินโจวมีความก้าวหน้าทางวิทยายุทธรวดเร็วส่วนหนึ่งเพราะได้ฝึกคัมภีร์สุดยอดของพรรคมาร อีกส่วนมาจากพรสวรรค์และความเพียรของเขาเอง
    มารดาไป๋เหวินโจวมักเล่าถึงเหตุการณ์ชาวยุทธจักรสามสิบคนฆ่าล้างหมู่บ้านเซียวเอี้ยวสังหารผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วนให้ไป๋เหวินโจวฟังหลายร้อยครั้งตั้งแต่ในวัยเด็ก ทำให้มันเคียดแค้นชาวยุทธจักรทั้งสามสิบคนนั้นจับใจ นอกจากนั้นมารดาไป๋เหวินโจวยังสั่งให้มันเขียนรายชื่อชาวยุทธจักรทั้งสามสิบคนนั้นโดยละเอียดทุกวันจนจดจำขึ้นใจ
    หากแต่ไป๋เหวินโจวใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอันงดงาม ถูกธรรมชาติกล่อมเกลาจิตใจลดทอนความโหดเหี้ยมไปส่วนหนึ่ง มันมักช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ตกอยู่ในอันตรายหลายครั้งและนำมาเลี้ยงด้วย จนรอบบ้านมันมีสัตว์ป่าที่ไม่ดุร้ายเต็มไปหมด ซึ่งมารดาไป๋เหวินโจวก็มิได้ว่ากระไร เพราะนางเห็นว่าบุตรนางต้องเติบโตอย่างโดดเดี่ยวไร้สหายร่วมวัย
    มารดาไป๋เหวินโจวต้องการให้ไป๋เหวินโจวล้างแค้นก็จริง แต่นางก็มีความรักต่อบุตร ไม่ได้ต้องการให้บุตรนางเป็นอสูรร้าย
    ผลจากการช่วยเหลือสัตว์ป่าหลายครั้ง ทำให้ไป๋เหวินโจวมีจิตใจที่อ่อนโยนขึ้นมาบ้างและติดนิสัยที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นนอกจากสามสิบคนที่บุกหมู่บ้านเซียวเอี้ยวเมื่อสามสิบสามปีก่อนที่มันแค้นฝังใจแล้ว มันก็เลี่ยงที่ฆ่าคนโดยพละการ
    เมื่อมันเห็นเจียงเยี่ยนช่วยเหลือกระต่าย ทำให้ไป๋เหวินโจวรู้สึกถูกชะตาเป็นพิเศษจึงรับเป็นศิษย์เพื่อที่จะช่วยแก้ไขอาการเจ็บปวดจากชีพจรเทพดับสูญ

    เจียงเยี่ยนผ่านการเดินทางไกล มิได้นอนเตียงอันนุ่มสบายมานานแล้ว ห้องนอนของมารดาไป๋เหวินโจวมิได้มีเครื่องประดับมาก นอกจากโต๊ะเครื่องแป้งแล้ว ก็มีเพียงภาพวาดสตรีงามของราชวงศ์ต่างๆ เท่านั้น
    เจียงเยี่ยนได้รับความเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ไม่นานเขาก็เผลอหลับไป

    “เจ้าจะนอนไปถึงเมื่อใด!” เสียงบุรุษดังขึ้น เจียงเยี่ยนพยายามลืมตาตื่นขึ้น เขาขยี้ตาหลายคราจึงกล่าว
    “อาจารย์ มีอะไรหรือ? นี่ยังไม่เช้าเลย”
    “ข้าให้เจ้ามาเรียนรู้วิทยายุทธ ไม่ใช่มานอนสบายเป็นคุณชายสกุลเจียง” ไป๋เหวินโจวส่งเสียงเข้มดังเข้ามาในห้องเจียงเยี่ยน
    “หากข้านับถึงสาม เจ้ายังไม่ออกมาข้างนอก ข้าจะตัดนิ้วเจ้า!”
    “หนึ่ง!”
    เจียงเยี่ยนใจหายวาบ มันไม่แต่งกายรีบวิ่งออกจากห้องไปที่หน้าบ้านของไป๋เหวินโจวทั้งชุดนอนทันที
    ไป๋เหวินโจวยื่นมือไพล่หลัง ยามนั้นแสงจันทร์อ่อนๆ ยังส่องแสงใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาของมัน ทำให้มันดูสง่างามราวกับเซียนจุติ
    เจียงเยี่ยนหอบแฮกๆ กล่าวว่า
    “ท่านจะตัดนิ้วข้าจริงหรือ?”
    “จริง”
    เจียงเยี่ยนรีบยิ้มแย้ม “อาจารย์ ท่านไม่โหดเหี้ยมปานนั้น”
    “เจ้าเคยเห็นข้าใช้กงเล็บตะกุยคอเฟิงเถี่ยหัวหน้าหน่วยตำหนักเทพธรณินมาแล้ว อย่าคิดว่าข้าทำไม่ได้”
    น้ำเสียงไป๋เหวินโจวกล่าวอย่างจริงจัง เจียงเยี่ยนไม่กล้ากล่าวล้อเล่นอีก เขาถามขึ้น
    “อาจารย์ ท่านจะสอนอะไร?”
    “ดรรชนีกระบี่เทพสวรรค์”
    จบตอนที่ 20

    ไป๋เหวินโจวจะสอนวิชาแล้ว วิชาของปราชญ์มารบริสุทธิ์เป็นยังไง ตอนหน้าจะอธิบายอย่างละเอียดพร้อมฉากต่อสู้สุดมันส์จ้า