ญาตาวีมองดูคฤหาสน์สีขาวสวยงาม ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางพื้นที่หลายร้อยตารางวา อย่างตื่นตาตื่นใจ ไปกับความอลังการงานสร้างนี้เอามากๆ และให้แปลกใจขึ้นมาว่าทำไม ลูสถึงไม่พาเธอไปโรงแรมที่พัก ทำไมถึงพาเธอมาที่นี่กันล่ะ
“เรามาที่นี่ทำไมกันหรือคะ!!??”
ญาตาวีละสายตาจากคฤหาสน์ มามองหน้าคนตัวโต ที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างสงสัยใคร่รู้เป็อย่างยิ่ง
“นี่บ้านของผม คุณจะต้องพักอยู่ที่นี่ ในระหว่างที่ดูงานอยู่นี้”
ลูสพูดหน้าตาย ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ ออกมาให้คนข้างๆ ได้เห็นเลยสักนิด
“กุ้งต้องพักอยู่ที่นี่!!?? ทำไมกุ้งต้องพักอยู่ที่นี่ด้วยละคะ?? ไม่เอาค่ะ กุ้งไม่รบกวนลูสขนาดนั้นหรอกค่ะ กุ้งจะไปพักที่โรงแรมดีกว่าค่ะ”
ญาตาวีกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจ หากเธอพักอยู่ที่นี่เธอคงอึดอัดและประหม่าตายเลย เธอขอไปพักอยู่ที่โรงแรมดีกว่าจะได้สะดวกใจมากกว่า
“ทำไมจะต้องยุ่งยากไปพักอยู่ที่โรงแรมด้วย ที่นี่ก็มีห้องเยอะแยะ พักอยู่ที่นี่แหละสะดวกดี และอีกอย่างนายกรก็เห็นด้วยในเื่ที่จะให้คุณพักอยู่ที่นี่ด้วย”
ลูสชักสีหน้าและน้ำเสียงเข้มขึ้น ไม่พอใจใส่คนตัวเล็ก ที่เธอไม่แง่งอนไม่ยอม ที่จะพักอยู่คฤหาสน์แห่งนี้
“ไม่ค่ะ!! กุ้งจะไม่พักอยู่ที่นี่ กุ้งจะโทรหาพี่กร”
ญาตาวีปฏิเสธคนตัวโตแบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง ควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพาย ขึ้นมากดโทรออกหา กฤษกร พี่ชายสุดที่รักของเธอทันที อย่างไม่คิดจะรั้งรออะไรอีก
ตู๊ดดด.. ตู๊ดดด.... ตู๊ดดด.......
ตู๊ดดด.. ตู๊ดดด.... ตู๊ดดด.......
ตู๊ดดด.. ตู๊ดดด.... ตู๊ดดด.......
ตู๊ดดด.. ตู๊ดดด.... ตู๊ดดด.......
ตู๊ดดด.. ตู๊ดดด.... ตู๊ดดด.......
ญาตาวีโทรหากฤษกรติดๆ กัน หลายๆ ครั้ง ฝั่งโน้นก็ไม่รับสายเธอสักที ใบหน้าสวยหวานก็หน้าบึ้งตึง อย่างไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่
“พี่กรทำไมไม่รับโทรศัพท์นะ มัวทำอะไรอยู่เนี้ย!!” พร้อมกับบ่นพึมพำออกมาเบาๆ กับตัวเอง
“เอาล่ะลงจากรถได้แล้ว เอาไว้ไปโทรหานายกรต่อที่ห้อง เพราะถึงยังไงคุณก็จะต้องพักอยู่ที่นี่”
ลูสกล่าวตัดบทขึ้นมา โดยไม่ให้เสียเวลานั่งอยู่ภายในรถยนต์กันอีก ซึ่งบอดี้การ์ดของเขาเมื่อได้ยินอย่างนั้น ก็รีบเร่งออกจากรถ เดินมาเปิดประตูรถ ให้ผู้เป็เ้านายทันทีเช่นกัน อย่างรู้หน้าที่ตัวเองเป็อย่างดี
“กุ้งไม่ได้เป็ลูกน้องลูสนะ อย่ามาสั่งกันอย่างนี้”
ญาตาวีไม่สบอารมณ์อยู่แล้ว ยิ่งลูสพูดเหมือนสั่งมาอย่างนี้ เธอยิ่งไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่เลยทีนี้ หันขวับมาต่อว่าคนตัวโต อย่างไม่สนใจว่าเขาจะมีอารมณ์แบบไหนขึ้นมา
“จะออกจากรถดีๆ หรือจะให้อุ้มออกจากรถ อย่ามาดื้อกับผม ผมไม่ใช่นายกร”
ลูสมองใบหน้าสวยหวาน ราวกับมีเปลวไฟเปล่งประกายอยู่ในดวงตา กล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มดุ คนฟังรับรู้ได้เลย ว่าเขามีอารมณ์กรุ่นโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว
“ก็ใครบอกว่าใช่ละคะ”
ญาตาวียังต่อปากต่อคำไม่เลิก และยังคงนั่งนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมทำตามที่คนตัวโตบอกแต่โดยดี ลูสหรี่ตาลง ยื่นมือใหญ่ไปดึงร่างบางเข้ามาสวมกอดเอาไว้ หมายจะอุ้มคนตัวเล็กลงจากรถไปตามคำพูดของเขา
“อุ๊ย!!.... ปล่อยกุ้งเดี๋ยวนี้เลยนะ ปล่อย”
ญาตาวีใไม่คิดว่าคนตัวโตจะทำอย่างที่ปากว่าจริงๆ เธอพยายามดิ้นขลุกขลักออกจากอ้อมแขนที่ราวกับปลอกเหล็กนั้น แต่ยิ่งดิ้นเท่าไรก็เหมือนว่า ร่างบางของเธอจะแนบชิดสนิทกับ กายแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ความใกล้ชิดแนบสนิทกันขนาดนี้ ทำให้ญาตาวีััได้ถึงกลิ่นน้ำหอมผู้ชายปนกับกลิ่นโคโลนจางๆ และแถมยังััได้ถึงลมหายใจร้อนๆ นั้นด้วยอีกต่างหาก ซึ่งนั้นก็ยิ่งทำให้เธอเกิดอาการประหม่าขึ้นมามากขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก
“ละ ลงแล้วค่ะ กุ้งลงแล้วก็ได้ค่ะ”
ญาตาวีจึงหยุดนิ่งไม่ดิ้นขัดขืนอีก เพราะคิดว่ายิ่งดิ้นก็ยิ่งเข้าตัว เธอจึงยินยอมทำตามที่เข้าว่ามานั้นแล้ว
“ยอมั้แ่แรกก็สิ้นเื่ จะได้ไม่ต้องออกแรงกันอย่างนี้”
ลูสพร่ำบ่นขึ้นมา ก่อนจะคลายอ้อมแขนแกร่ง ออกจากร่างอันนุ่มนิ่มหอมกรุ่น ที่เขาติดใจทุกครั้งที่เข้าใกล้ แล้วจากนั้นคนทั้งสองก็ก้าวออกจากภายในรถ และเข้าไปภายในคฤหาสน์ โดยที่ไม่มีใครพูดอะไรกันอีก
๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙