ทั้งหมดพากันเดินผ่านสวนหินั์เพื่อมาที่โบสถ์เพราะเห็นแว๊บๆมาแต่ไกลว่ามีพระรูปหนึ่งพึ่งเดินเข้าไป ขิมจึงรีบนำคณะเดินเข้ามาภายในโบสถ์ ขิมและเพื่อนๆก้มลงกราบพระภิกษุชราตรงหน้าด้วยความเคารพ
ขิมนั่งมองหลวงพ่อตรงหน้าอย่างชื่นชม ท่านเป็พระร่างไม่เล็กไม่ใหญ่ ผิวสีคล้ำแดดนั้นก็เข้ากับจีวรสีกรัดพิเศษยิ่งนัก ใบหน้าที่บ่งบอกถึงความมีอายุนั้นก็ดูขคมคายแต่ก็บ่งบอกถึงความมีเมตตาธรรมที่สูงด้วยเช่นกัน..
หลวงพ่อท่านนั่งมองขิมด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างเป็มิตรอยู่ด้านหน้าพระประธานภายในโบสถ์..ขิมค่อยๆคลานเข่าเข้ามาใกล้ๆท่านก่อนที่จะก้มลงกราบนมัสการ
“กราบนมัสการเ้าค่ะหลวงพ่อ”
“เจริญพร”
แต่ก่อนที่ขิมจะได้พูดคุย ขิมก็เห็นชายสูงอายุอีกคนหนึ่งค่อยๆคลานเข่าเข้ามานั่งข้างๆหลวงพ่อรูปนี้พร้อมกับนำกาน้ำชาโบราณและแก้วน้ำมาตั้งไว้ข้างๆก่อนที่จะค่อยๆริมน้ำร้อนให้หลวงพ่อท่านได้ฉัน
“พวกเรามารบกวนหรือเปล่าค่ะ” เอมเอ่ยถามอย่างมีมารยาท
“ไม่หรอกครับ ลุงกับหลวงพ่อท่านก็พึ่งเดินทางมาถึงกันเมื่อไม่นานมานี้เอง”
“ลุงกับหลวงพ่อเดินทางมาจากไหนกันค่ะ” ขิมถามขึ้นบ้าง
“โยมคนนี้ชื่อธิน เป็ลูกศิษย์ลูกหาของอาตมาเอง..ส่วนอาตมาชื่อชาญ อชิโต ธุดงส์มาจากนครพนมเพื่อมากราบนมัสการพระที่วัดแห่งนี้...และก็เพื่อมารอพบใครบางคน”
คำว่าใครบางคนนั้น...สายตาของหลวงพ่อชาญท่านมองมายังขิม
..ซึ่งทุกคนที่เห็นต่างก็ยิ่งรู้สึกงุนงง..โดยเฉพาะหนุ่มๆ..ที่ตอนนี้ต่างก็อยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทุกคนรู้ว่าสายตาที่หลวงพ่อชาญและลุงอธินมองมา มันไม่ใช่สายตาเชิงชู้สายหรือมีเล่ห์เหลี่ยมที่จะทำอันตรายใดๆ
แต่..
มันเหมือนมีบางอย่างที่เขายังไม่สามารถบอกพวกเราในตอนนี้ได้ก็เท่านั้น
“ว่าแต่พวกหนูไม่ใช่คนท้องถิ่นใช่ไหม มาทำอะไรกันที่นี้ตั้งไกล” ลุงอธินถามด้วยใบหน้าที่เป็มิตร
“มาทำงานนะครับลุง พวกผมต้องมาเซอร์เวย์สถานที่จริงก่อนที่ทัวร์ท่องเที่ยวจะลง แล้วทริปนี้พอดีเขาอยากเที่ยวเกี่ยวกับความเชื่อท้องถิ่น” อังเดร์เป็คนตอบ
ซึ่งหลวงพ่อชาญและลุงอธินก็พยักหน้ารับรู้
“โยมขิม” หลวงพ่อชาญเอ่ยเรียก
“คะ..คะ!..เ้าคะ”
ขิมใเป็อย่างมาก ที่หลวงพ่อรู้จักชื่อของเธอ แต่ก็ยังขานรับพร้อมกับยกมือพนมไหว้
“การเดินทางครานี้มันอีกยาวไกลนักนะ..เดิมทีมันไม่ใช่กิจของสงฆ์..แต่อาตมาอดเป็ห่วงไม่ได้จริงๆ แม้นว่าโยมจะมีท่านผู้นั้นค่อยตามดูแลก็ตาม..แต่‘เขา’เป็คนที่รับมือยากอยู่พอสมควร”
ั์ตากลมโตของขิมคราวนี้ยิ่งเบิกกว้างขึ้นมากไปอีก
“เขาที่ว่านี้ใครคะหลวงพ่อ” ขิมถาม
“เขาคือคนที่โยมเคยให้สัญญาบางสิ่งไว้..และตอนนี้เขาเจอโยมแล้ว..เขากำลังจะมาทวงคือสัญญานั้น”
คำตอบที่ไม่ชี้ชัดว่าเป็ใครกันแน่แต่ก็พอจะทำให้ขิมเข้าใจว่าเธอเคยไปสัญยงสัญญาอะไรไว้แน่เลย..เพียงแค่เธอจำไม่ได้ก็เท่านั้นเอง
“หลวงพ่อครับ...ท่านผู้นั้นละครับใคร” เคนถามขึ้นอีกคน
“เื่นี้..อาตมาว่าโยมถามโยมขิมเองดีกว่า”
หลังจากที่หลวงพ่อชาญโยนะเิลูกใหญ่มาให้ขิมแล้ว ก็เกิดเสียงสนทนาอยู่พักหนึ่งระหว่าง อังเดร์ เคน ภูมิ และ ขิม ว่าใครกันแน่ที่ขิมรู้จัก ซึ่งขิมก็พยามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบ
ในด้านของเอมก็หันไปสนทนากับลุงอธินสอบถามเื่ราวความเป็มาเกี่ยวกับความเชื่อท้องถิ่นของชาวอีสาน เพื่อหวังว่าอย่างน้อยๆจะได้ข้อมูลอะไรติดไม้ติดมือไปบ้าง
‘ท่านชัยยะนาคราช..’
หลวงพ่อชาญที่กำลังนั่งยิ้มกับเหตุการณืที่เด็กหนุ่มสาวกำลังถกปัญหาอยู่นั้นก็กลับส่งกระแสจิตไปเรียกหนุ่มร่างสูงอีกคนที่นั่งอยู่ไม่ห่างขิม ร่างนั้นคือบุรุษหนุ่มผู้เป็เ้าของร่างสูงใหญ่ที่มาคู่กับผิวสีน้ำผึ้งและใบหน้าคมเข้ม
‘ขอรับพระคุณเ้า’
‘โยมขิมมีเวลาอีกไม่นาน..ท่านก็รู้ใช่หรือไม่’
‘ข้าทราบขอรับพระคุณเ้า’
‘ท่านจะทำเยี่ยงไร’
‘ข้ามั่นใจว่าข้ามีวิธี...แม้นว่าอีกฝั่งจะเป็เทวนาคราชก็ตาม’
หลวงพ่อชาญพยักหน้าก่อนที่จะหันมองไปทางหนุ่มๆสาวๆที่กำลังเถียงกันไปเลิก
“โยม”
“ค่ะ/ครับ” ทั้งหมดขานรับอย่างพร้อมเพียง
ที่งี้ละพร้อมใจกันสามัคคี
“การเดินทางคราวนี้อาจจะมีอันตราย เพราะอาจจะต้องไปเกี่ยวพันเกี่ยวข้องกับเื่ราวเหนือธรรมชาติ ให้ระวังปาก ระวังตนให้จงดี เพราะที่แห่งนี้คือผืนดินแห่งความศักดิ์สิทธิ์”
ทุกคนต่างพยักหน้า..มีแต่ขิมกับเคนที่ต่างฝ่ายต่างเก็บงำความคิดของตนเอาไว้...
อะไรกันที่รอพวกเขาอยู่..
การสนทนาธรรมดำเนินไปนานพอสมควร จนเอมต้องสะกิดให้เพื่อนๆลาเพื่อเดินทางกลับได้แล้วเพราะเธอเกรงใจหลวงพ่อชาญเพราะท่านเองก็เดินทางมาไกลเช่นกัน
ขิม เอม และเพื่อนๆต่างพากันนมัสการลาหลวงพ่อก่อนที่จะค่อยๆทะยอยเดินออกไปกันอย่างสุภาพ
“โยมขิม”
ในขณะที่ขิมที่เดินรั้งท้ายอยู่นั้นกำลังจะเดินออกจากโบสถ์ หลวงพ่อชาญท่านก็เรียกขึ้นอีกครั้ง จึงทำให้เธอต้องหันไป
“เ้าค่ะหลวงพ่อ”
“โยมเหลือเวลาอีกไม่มาก แต่โยมสามารถเลือกได้ว่าจะอยู่หรือจะไป หรือจะจบวังวนนี้ลง”
“หนูไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้มากน้อยแค่ไหน”
“โยมรู้ว่าโยมมีเขาอยู่ข้างกาย”
“เขาหรอเ้าค่ะ” ขิมเริ่มขมวดคิ้ว
“ชัยยะนาคราช..เสนาธิาการทหารของพญาศรีสุทโธ..”
“ท่านทราบ!?” ขิมอุทานอย่างแปลกใจ
“อาตมาเตือนได้เพียงเท่านี้ ไปเถิดป่านนี้เพื่อนๆของโยมรอกันนานแล้ว”
ขิมกราบลาอีกครั้งก่อนที่จะรีบวิ่งไปเพื่อหาเอมและเพื่อนๆ
“ช้าจังวะไอ้ขิม” ภูมิดุเมื่อเห็นขิมวิ่งตามมาเป็คนสุดท้าย
“เออลืมวางมือถือไว้เลยไปเอามา แกอย่าบ่นนักเลย”
“เออๆไปๆเย็นมากแล้ว ไปหาข้าวเย็นกินกันดีกว่า”