ตอนที่ 42
กลับมายังสถานที่คุมขังพิเศษสำหรับนักโทษที่ทำผิดร้ายแรงซึ่งก็คือสองราชันไฟ และสายฟ้านั่นเองณ ชั้นใต้ดินของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวไวกิ้ง สองหนุ่มราชันย์กำลังแข่งกันทำสถิติการฝึกครั้งสุดท้ายอย่างสุดความสามารถเพื่อวัดความแข็งแกร่งของตัวเองที่ฝึกอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในนี้มาเกือบจะ 10 วันแล้ว ราชันย์แดง หรือตัวผมเองกำลังโผล่ขึ้นมาจากแอ่งน้ำที่เป็นด่านฝึกสุดท้าย สภาพร่างกายผมในตอนนี้รู้สึกว่าแตกต่างจากตอนที่เข้ามาครั้งแรกอย่างมาก ในตัวผมตอนนี้มีกำไลถ่วงน้ำหนักสวมอยู่ที่ข้อมือ และข้อเท้า รวมทั้งหมด 28 วง ซึ่งเรื่องน้ำหนักรวมนี้ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะหนักแค่ไหน “โอ้ว...6.18 นาที!!......นี่มันสถิติใหม่เลยนะเนี่ย ไม่เลวๆ” เอราก้อนเป็นคนจับเวลาให้ทันทีที่ผมสำเร็จการฝึกในทุกๆครั้ง เขาทำสีหน้าทึ่งอยู่เหมือนกันกับสถิติที่ผมทำได้แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะคงเห็นว่าผมกำลังสนใจสิ่งอื่นอยู่ และสิ่งที่ผมกำลังสนใจอยู่นั้นก็คือเสียงแจ้งเตือนของระบบที่พึ่งดังขึ้นมา ผู้เล่นภาคินได้รับความสามารถพิเศษค่ะปอดสุญญากาศเมื่อผู้เล่นทำตามเงื่อนไขการใช้ชีวิตอยู่ในน้ำเป็นเวลานานจึงได้รับความสามารถในการหายใจได้น้ำได้นานขึ้นเทียบเท่ากับสัตว์น้ำทั่วไป หรือมากกว่า ทานแรงโน้มถ่วงผู้เล่นจะมีภูมิต้านทานมากขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะที่ร่างกายรับภาระอย่างหนักหน่วง และร่างกายจะสามารถทนรับความกดอากาศ และแรงดันน้ำได้ดีขึ้นเช่นกัน ทลายขีดจำกันเมื่อผู้เล่นฝืนร่างกายของตัวเองจนถึงที่สุดแล้ว จึงทำให้ร่างกายปรับสภาพให้คงอยู่ในสภาวะนั้นได้ ส่งผลให้อัตราการฟื้นฟูพื้นฐานดีกว่าเดิมเกือบ 2 เท่าตัว ความสามารถพิเศษในโลกของ KoE นั้นจะได้รับก็ต่อเมื่อทำเงื่อนไขบางอย่างได้ครบถ้วน โดยไม่มีใครรู้ว่าจะต้องทำอะไร หรือแบบไหนถึงจะได้มาครอบครอง ความสามารถพิเศษนั้นแตกต่างจากทักษะติดตัวตรงที่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลาแม้จะอยู่ในพื้นที่งดใช้ทักษะ หรือโดนสกิลบางอย่างที่ระงับการใช้ทักษะ “ความสามารถพิเศษงั้นหรอ? ดีจังแฮะ..” ผมพลางอ่านดูรายละเอียดของความสามารถพิเศษที่ได้มา พบว่าสิ่งที่พึ่งได้มานั้นมันดีมาก และมันจะมีประโยชน์ต่อตัวผมในอนาคตอย่างแน่นอน และตลอดเวลาในการฝึกครั้งนี้ผมได้รับค่าสถานะพื้นฐานประมาณ All + 900 ซึ่งในตอนนี้ผมมีเลเวลอยู่ที่ 845 เมื่อมีค่าสถานะพื้นฐานเพิ่มมากขึ้นขนาดนี้แล้วตัวผมก็เปรียบเสมือนเป็นผู้เล่นคลาส 9 ในเลเวลต้นๆไม่มีผิด “นี่คุณเอราก้อน คุณไม่มีอะไรจะฝึกให้พวกเราแล้วจริงๆน่ะหรอ?” ผมถามเอราก้อนหลังจากที่ปัดหน้าจอของระบบทิ้งไป “เหอะ นั่นเป็นคำถามของคนที่พึ่งเมินข้าไปงั้นเรอะ!” เอรากอนทำท่าทางงอลอย่างกับเด็กพลางกอดอกแล้วหันหน้าไปทางอื่น “ขอโทษค๊าบ โอ๋ๆเนาะ” “โอ๋ๆ งั้นเรอะ นี่เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กๆรึไงกัน!” “แหะๆ แล้วสรุปไม่มีการฝึกอีกแล้วหรอครับ?” ผมยิ้มถามต่อด้วยสีหน้าจริงจังเล็กน้อย เอราก้อนก็ยอมคุยแต่โดยดี “นี่เจ้ายังอยากจะฝึกอีกงั้นเรอะ แค่นี้เจ้าก็เก่งกว่าพวกเราชาวไวกิ้งในรุ่นอายุราวๆเดียวกันมากโขแล้วนะ ข้าไม่มีอะไรจะสอนเจ้าอีกแล้วล่ะ ที่เหลือเจ้าก็ต้องออกไปเรียนรู้ด้วยตัวเองจากโลกภายนอกที่แสนโหดร้ายแห่งนี้เอาเองละกัน” เอรากอนเหนื่อยใจกับเด็กตรงหน้าเสียเหลือเกิน ตั้งแต่เขาใช้ชีวิตมาไม่เคยเห็นใครที่กระตือรือร้นในการฝึกแบบเอาเป็นเอาตายแบบนี้มาก่อนเลย หนำซ้ำยังมีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดอย่างน่าเหลือเชื่อ จนเขาเองก็คาดไม่ถึงว่าจะสามารถเก่งได้มากขนาดนี้ “ฟู่! ฮ่า!” เสียงพ่นลมหายใจของบุคคลที่พึ่งโผล่ขึ้นมาจากผืนน้ำ แวนกันราชันย์สายฟ้า ผ่านการฝึกครั้งสุดท้ายแล้ว เขาขึ้นบนบกพร้อมกับเผยให้เห็นกำไลถ่วงน้ำหนัก 24 วง เต็มทั้งข้อมือ และข้อเท้าของเขา “9.13!…..เจ้าเองก็ใช่ย่อยหนิ” เอราก้อนบอกเวลาที่แวนกัสสามารถทำได้แต่แวนกัสก็ไม่ได้สนใจคำพูดของเอราก้อนเช่นเดียวกับผมเลย เขามัวแต่จ้องหน้าจอของระบบอยู่อย่างนั้นทำเอาเอราก้อนอดไม่ได้ที่จะหัวเสียอีกรอบ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังทำตัวสมกับเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเสมอมา ผมที่ยืนอยู่ข้างๆได้แต่แอบยิ้มเบาๆ “เอาล่ะ ตอนนี้พวกเจ้าก็ฝึกกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตามข้ามาตรงนี้ทีสิ” เอราก้อนพูดจบพร้อมกับหันหลังเดินนำไปยังที่ที่หนึ่ง สถานที่ที่เอราก้อนพามามันคล้ายกับอนุสาวรีย์รูปปั้นของบุคคลหนึ่ง ตัวรูปปั้นมีลักษณะเป็นชายสวมเกราะเต็มยศดูสง่างาม แขนทั้งสองอ้ากว้างออกไปด้านข้างคล้ายกับกำลังประทานพรอยู่ ตรงรอบๆรูปปั้นเต็มไปด้วยของที่ระลึก และดอกไม้นาๆพรรณประดับตกแต่งอย่างสวยงาม “นี่คือเทพสงครามที่พวกเราชาวไวกิ้งต่างนับถือบูชา หลังจบการฝึกพวกเราจะมายัง ณ ที่แห่งนี้เสมอ เพื่อให้ท่านได้อวยพรก่อนที่พวกเราจะออกไปเจอกับศึกจริงภายนอก” เอราก้อนเหลือบมองรูปปั้นนั้นซักพักก่อนที่ตัวเขาเองจะโน้มตัวเคารพรูปปั้นนั้นอย่างช้าๆ ผมที่มองดูอยู่ข้างๆจึงทำตามทันที หลังจากที่พวกเราทำการเคารพบูชาตามประเพณีเสร็จแล้ว ผมที่ไม่รู้จะทำอะไรจึงเดินเข้าไปมองรูปปั้นใกล้ๆ และได้สังเกตเห็นแผ่นป้ายสี่เหลี่ยมด้านใต้ของรูปปั้นที่บอกเล่าถึงประวัติของเทพสงคราม โดยมีใจความข้างในว่า 'เทพสงคราม นักบวชผู้ปราดเปรื่อง หรือแม้กระทั่ง ราชันย์ของเหล่าราชันย์ ผู้คนขนานนามข้าว่าแบบนั้น ผู้คนมองข้าว่าเป็นเลิศในทุกด้านจนไม่มีใครมาทัดเทียมข้าได้ แต่ข้าไม่ได้อยากเป็นเช่นนี้เลย ความแข็งแกร่งที่มากมายก็ย่อมมีภาระที่หนักอึ้งตามมาด้วยเช่นกัน ท้ายที่สุดตัวข้านั้นก็จะสูญเสียตัวตน และเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเองไปในที่สุด' ' ราชันย์ของเหล่าราชันย์อีกแล้ว? มันคืออะไรกันนะ หรือว่าจะเป็นบุคคลในรูปปั้นกันแน่' ผมพลางคิดถึงเศษชิ้นส่วนของราชันย์ที่แท้จริงที่ได้มาเมื่อตอนสำรวจเหมืองแร่เข้ามาในหัวทันที "นี่ คุณเอราก้อน คุณรู้อะไรเกี่ยวกับข้อความบนนั้นรึเปล่า" ผมชี้มือไปยังแผ่นข้อความด้านใต้ของรูปปั้น เอราก้อนได้ยินดังนั้นก็พยายามหาข้อความดังกล่าว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เห็นข้อความเหมือนกันที่ผมเห็น "หืม ไหนตรงไหน.... ตรงนั้นมันมีข้อความด้วยงั้นเรอะ ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่ เจ้าอย่ามาล้อข้าเล่นหน่อยเลย เอาล่ะ หมดเวลาเล่นแล้ว ได้เวลาที่พวกเจ้าต้องออกไปเผชิญกับโลกความจริงเสียที!" เอราก้อนพูดตัดบท และรีบไล่พวกเราขึ้นไปข้างบนทันที วินาทีก่อนที่ผมกำลังจะเดินตามเอราก้อนไป ตาของผมก็เหลือบไปมองเห็นแวนกัสที่กำลังทำท่าทีเหมือนอ่านอะไรซักอย่างตรงด้านใต้ของรูปปั้นเช่นเดียวกับผมตอนแรกไม่มีผิด 'หรือว่าแค่เฉพาะผู้เล่นรึเปล่านะที่จะมองเห็นมัน' ผมได้แต่คิดอยู่ในใจก่อนจะเดินตามเอราก้อนกลับขึ้นไปด้านบนพร้อมกับแวนกัสที่ละสายตาจากสิ่งข้างหน้าก่อนจะตามขึ้นมา ตอนนี้พวกเราอยู่ ณ จุดเดิมที่เจอกันครั้งแรก ช่วงเวลานับ 10 วันที่พวกเราได้อยู่ด้วยกันนั้นมันช่างผ่านไปไวเสียเหลือเกิน ได้ฝึก ได้พูดคุย ได้แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นกันจนเริ่มคุ้นเคยกันและกันมากขึ้น แต่ละคนพลางจ้องหน้ากันไปมาราวกับกำลังนึกคิดอะไรบางอย่างอยู่ ความเงียบสงบเริ่มเข้าครอบงำ "พวกเจ้าทำให้ข้านึกถึงลูกหลานข้า นั่นแหละคือเหตุผลที่ข้ายอมฝึกให้พวกเจ้า ทั้งหมดก็เท่านี้" จู่ๆเอราก้อนก็เปิดประเด็นทำลายความเงียบเสียอย่างนั้น "ขอบคุณนะคุณเอราก้อนที่ยอมฝึกให้ ผมไม่รู้จะตอบแทนคุณยังไงเลย ใช่ไหมตาลุง? อะ นี่ร้องไห้หรอ?! "ผมหันไปถามแวนกัสข้างๆที่คล้ายกำลังทำน้ำตาคลอเบ้าตาอยู่ "บ้าน่า ใครร้องกัน ที่เห็นก็แค่ฝุ่นมันเข้าตา... " แวนกัสรีบปฏิเสธเสียงแข็ง ผมทำได้แต่ยิ้มกับท่าทีของเขาอยู่อย่างนั้น " ฮ่าๆ พวกเจ้านี่ตลกกันจริงๆ ถึงข้าจะอยากให้พวกเจ้าอยู่คุยด้วยอีกหน่อยก็เถอะ แต่พวกเจ้าคงมีเรื่องให้ทำต่อจากนี้สินะ" "ใช่ครับ พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว ช่วงเวลาที่เหลือนี้จะต้องรีบเก็บเกี่ยวความรู้ความสามารถไว้ให้มากที่สุด" ผมตอบด้วยท่าทีแข็งขันพร้อมจะออกไปเผชิญหน้ากับพวกมอนสเตอร์คู่แค้นโดยเร็ว " โลกภายนอกมันโหดร้ายนัก พวกเจ้าเองก็ต้องระวังตัวกันดีๆล่ะ ถ้าคราวหน้าพวกเรายังมีวาสนาต่อกัน หวังว่าจะได้เจอกันอีก... " เอราก้อนพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมองกว่าที่เคย ผมกับแวนกัสทำได้เพียงโน้มตัวเคารพเอราก้อนเล็กน้อยเพื่อเป็นการแสดงความเคารพและขอบคุณในทุกๆเรื่องที่ผ่านมาก่อนจะพุ่งตัวออกไปโดยความรวดเร็วแบบไม่เห็นฝุ่น เอราก้อนมองตามหลังของลูกศิษย์ทั้งสองออกไป สายตาของเขานั้นทั้งเอ็นดู และภูมิใจอย่างมาก หยดน้ำใสๆพลันไหลรินออกมาจากดวงตาที่แข็งกร้าวนั้นก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆกลายเป็นแสงเลือนหายไป........ตอนนี้เวลาในคุกพิเศษแห่งนี้เหลืออีกเพียงประมาณไม่ถึงสองวันเท่านั้น ร่างกายของผมในตอนที่ได้ถอดกำไลถ่วงน้ำหนักออกนั้นมันเบาโหวงราวกับปุยนุ่น การเคลื่อนไหวนั้นรวดเร็ว คล่องแคล่ว และไม่เสียเปล่า จนบางครั้งก็มีบ้างที่เผลอก้าวพลาดจนหกล้มหัวทิ่มลงไปเพราะยังไม่คุ้นชินกับพลังที่เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดแบบนี้ ตอนนี้เป็นช่วงเวลากลางคืนแล้ว ผมกับแวนกัสเดินสำรวจป่าใหญ่อยู่พักหนึ่งก็ปรากฏหนูทดลองมาให้แสดงผลจากการฝึกเสียแล้ว ผู้เล่นพบ นักรบเซนทอร์ คลาส ??ระดับ ?? ค่ะ "อ้าวๆ เพื่อนเก่าใครล่ะนั่น.." ผมหันไปแซวแวนกัสขณะที่สายตาพลันจ้องมองเหล่าเซนทอร์ที่ยกพวกมากันนับ 10 ตัวได้ "เจอพวกแกก็ดี ฉันจะได้คิดบัญชีกับพวกแกซักที! ย้าา! " แวนกัสกัดฟันถือหมัดไว้แน่น พร้อมกับกระโจนเข้าไปกลางวงล้อมของเหล่าเซนทอร์ ท่าทางเขาจะแค้นพวกมันมากจนสุดจะทน แวนกัสที่ร้อนวิชาขั้นสุดเสยหมัดเข้าปลายคางใส่พวกมันตัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากเขานัก แรงเสยจากหมัดนั้นรุนแรงจนได้ยินเสียงตีกับลม แต่กระนั้นเซนทอร์ตัวดังกล่าวก็หลบได้จังวะหนึ่งก่อนจะโจมตีสวนกลับไป ฟรึบ.. ฉิ้ง...แวนกัสหลบขวานที่ฟาดลงมาแสกหน้าของเขาได้ก่อนจะหมุนตัวแตะตัดขาของมันจนเสียหลักล้มลงพื้นอย่างแรง เมื่อได้โอกาสราชันย์สายฟ้าใช้ความเร็วที่เหนือเสียงขโมยขวานของเซนทอร์ตัวนั้นแล้วเข้าจัดการง้างขวานเล่มนั้นฟาดลงไปยังจุดตายที่คอของมันจนขาดแยกออกไปสองท่อนทันที มันดิ้นเจ็บปวดอยู่พักหนึ่งก่อนจะกลายเป็นแสงสลายไป หลังจากนั้นขวานที่อาบเลือดของเซนทอร์ก็กระเด็นหลุดมือไปเนื่องจากข้อบังคับของระบบที่ห้ามใช้อาวุธหรือไอเทมใดๆ แม้ว่าจะใช้ได้เพียงเสี้ยววิ แต่แค่นั้นก็เกินพอแล้ว แล้วแวนกัสก็พลันหาเหยื่อรายต่อไปทันที ผมที่ยืนอยู่แนวหลังพลันสังเกตการเคลื่อนไหวของเหล่าเซนทอร์ ก่อนจะพบตัวหลุดขบวนอยู่ตัวหนึ่งเห็นดังนั้นผมจึงรีบเขย่งเท้าพุ่งตัวไปทีหนึ่งก็ไปโผล่ด้านหลังของมันด้วยความเงียบ และจัดการเข้ารัดไปทีคออย่างสุดแรงทันที อึก... บรื่ออ..เซนทอร์ตัวนั้นหายใจอย่างยากลำบาก มันพยายามสะบัดผมให้หลุดออกจากพันธนาการ และมันก็ทำสำเร็จจนได้ ผมถึงกับกระเด็นออกมาด้านข้างด้วยแรงเหวี่ยงอันมหาศาลของมัน แล้วมันก็สะบัดหัวเพื่อไล่ความมึนงงเล็กน้อย เซนทอร์ตัวนั้นหันกลับไปมองศัตรูของมันที่พึ่งเหวี่ยงออกไปด้านข้าง แต่ทว่าศัตรูของมันกลับหายไป และจู่ๆมุมมองของมันก็เปลี่ยนไป ภาพในสายตาพลิกกลับลงไปอีกด้านหนึ่งพร้อมกับร่างกายที่ล้มลงไปกองอยู่กับพื้น ฉึก.....ขวานยักษ์ถูกวางลงบนคอ ส่วนหัว และลำตัวหลุดออกจากกัน เซนทอร์ตัวนี้แทบไม่รู้เลยว่ามันโดนอะไรอยู่ มันไม่เห็นแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของศัตรู พอมารู้ตัวอีกทีภาพในสายตาก็พลันดับมืดไปเสียแล้ว "เฮ้ อย่ามาลอกเลียนแบบกันเส่.!!" แวนกัสตะโกนด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนักใส่ผมที่เลียนแบบกระบวนท่าของเขาเมื่อครู่ในขณะที่เจ้าตัวกำลังพัวพันอยู่กับเหล่าเซนทอร์อยู่ ผมเองได้แต่ยิ้มตอบกลับไปเพียงเท่านั้นแล้วก็เริ่มหาเหยื่อรายต่อไป ในตอนนี้พวกเราแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเซนทอร์พวกนี้จะระดับต่ำกว่าเซนทอร์ที่เจอเมื่อครั้งเข้ามาในนี้ใหม่ๆ พวกเราช่วยกันจัดการพวกมันจนหมดสิ้น รอบๆตัวของพวกเราเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ ทั้งต้นไม้ล้ม ผืนดินเป็นรูโบ๋แตกร้าว เนื้อตัวมอมแมมมีบาดแผลเล็กน้อยตามตัว พวกเราเดินสำรวจป่าไปเรื่อยๆเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุด เป้าหมายของผมในตอนนี้คือการได้สู้กับดาร์คเอลฟ์โบราณอีกครั้ง ผมพยายามหาพวกมันตามทางอยู่ตลอด และในที่สุด โชคชะตาก็นำทางผมมาเจอกับพวกมันอีกครั้ง จู่ๆบรรยากาศรอบข้างพลันแปรเปลี่ยนไป มันชวนอึดอัด และคละคลุ้งไปด้วยจิตสังหาร ใช่แล้ว ความรู้สึกแบบนี้แหละ ที่ผมเจอเมื่อครั้งแรกที่ก้าวเข้ามาเหยียบยังที่แห่งนี้ แซ่บ แซ่บ..... เสียงบางอย่างกำลังแหวกหญ้ามุ่งหน้าเข้ามา และไม่ช้ามันก็ปรากฏเป็นดาร์คเอลฟ์โบราณฝูงเดิมไม่มีผิด ผมยังจำหัวหน้าของกลุ่มนี้ได้ไม่ลืม เพราะสัมผัสที่รู้สึกได้ถึงพลังอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนตัวอื่นจากมัน มันเดินเข้ามาด้านหน้าผมอย่างไม่เกรงกลัวพร้อมกับแสยะยิ้มเล็กน้อย ซึ่งดูเหมือนมันจะจำผมได้เช่นกัน และผมในตอนนี้ยิ้มรับพร้อมกับเลือดในตัวเดือดพล่านจากความอยากต่อสู้เต็มทีแล้ว "ได้เวลาเอาคืนแล้วสินะ....มาเริ่มกันเลย!! "....