ท่านอ๋องอย่าคิดหนี(จบแล้วมีEbook)

    บทที่ 12 เขาเป็นเจ้าหนี้ของข้า

    อาหารถูกลำเลียงมาขึ้นโต๊ะ จวิ้นอ๋องหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารเขานั่งหันหน้าไปทางคุณชายเถียน กินไปก็จ้องไปฝ่ายนั้นไป ทำเอาคุณชายเถียนขนหัวลุกไม่รู้ว่า ทำไมแม่ทัพหมิงจิ้นเหอจึงต้องมานั่งส่งรังสีสังหารเช่นนี้เขายังไม่ได้ทำสิ่งใดเลวร้ายสักอย่าง ก็แค่มานั่งรับประทานอาหารเงียบๆ เช่นทุกวัน

                    เหอเจียอีเดินออกจากครัวเข้ามาคารวะท่านอ๋องด้วยท่าทางอ่อนหวานใบหน้าเปื้อนยิ้ม“คารวะท่านอ๋อง เหตุใดจึงเสด็จมาในยามนี้ได้เพคะ?”

                    จวิ้นอ๋องละสายตาจากคุณชายเถียนหันมามองใบหน้าจิ้มลิ้ม ปากนิดจมูกหน่อยของนางด้วยสายตาขุ่นจัด “เจ้านั่งลงตรงนี้รอรินชาให้ข้า”

                    นางยิ้มน้อยๆเลื่อนเก้าอี้มานั่งแทบจะชิดท่านอ๋อง “เพคะ”

                    รองแม่ทัพมู่กับรองแม่ทัพฉินที่ตามท่านอ๋องมาด้วยความกระหืดกระหอบลอบมองใบหน้าของแม่นางเหอทั้งคู่ต่างสงสัยที่นางไม่มีท่าทีจะหวาดกลัวอารมณ์ที่พร้อมจะระเบิดของแม่ทัพหมิงแต่เพราะรู้สถานการณ์จึงได้แต่เงียบดูทั้งสองคนที่เล่นแง่กันอยู่

                    เมื่อท่านอ๋องวางตะเกียบนางก็รินน้ำชาแถมยิ้มประจบเล็กน้อย “ใกล้จะปิดร้านแล้ว พวกท่านตามสบายข้าน้อยขอตัวไปจัดการงานในครัวให้เรียบร้อยก่อน” นางยิ้มให้รองแม่ทัพทั้งสองแล้วหันไปหาจวิ้นอ๋อง “หม่อมฉันขอตัวไปทำงานนะเพคะ”

                    นางไม่รอให้อนุญาตก็หันหลังเดินไปยังโต๊ะคุณชายเถียน “ข้าน้อยขออภัยที่ไม่ได้มาดูแลคุณชายเลยวันนี้วุ่นมากนัก อาหารยังถูกใจคุณชายหรือไม่เจ้าคะ?”

                    “ไม่ว่าแม่นางเหอจะทำอะไรให้ข้ากินล้วนถูกปากถูกใจทุกอย่าง”

                    จบประโยคนั้นเสียงกระแทกจอกน้ำชากับโต๊ะดังสนั่นจากโต๊ะกลาง

                    ปึง!

                    คุณชายเถียนสะดุ้งแม่นางเหอยิ้มเจื่อน “ขออภัยด้วยคุณชายวันนี้ท่านแม่ทัพหมิงอารมณ์ไม่ดีมาจากที่ค่าย”

                    “ไหนว่าเจ้าจะไปจัดการงานในครัว” น้ำเสียงแข็งกร้าวดังพอจะได้ยินทั้งร้าน

                    ‘ดีนะ ที่เหลือแค่สองโต๊ะนี้ไม่งั้นลูกค้าข้าขวัญหนีดีฝ่อกันหมด’

                    นางหันไปมองใบหน้าถมึงทึงของท่านอ๋องที่นั่งจ้องมาทางโต๊ะนี้“ไปแล้วเพคะ”

                    บ่ายวันนั้นท่านแม่ทัพฝึกทหารดุร้ายยิ่งแม้แดดจะไม่แรง แต่การฝึกที่เข้มงวดก็ทำเอาเหล่าทหารหมดแรงแทบสลบไปตามๆ กันนายกองซ่งถึงกับออกปาก

                    “รองแม่ทัพมู่ท่านแม่ทัพเป็นอันใด ไฉนวันนี้ดูโหดร้ายนัก ฝึกแบบไม่หยุดติดกันสองชั่วยามแล้ว”

                    มู่ฉลี่เฉียงยิ้มแหยๆ“ไม่มีคนตายก็ดีแล้ว ข้าลุ้นตั้งแต่ออกจากจวนแทบแย่”

                    “ก็เพราะเจ้ามิใช่รึเอาเรื่องนั้นไปเรียนท่านแม่ทัพ ค่ายเราถึงได้ร้อนเป็นไฟแบบนี้”ฉินอี๋นั่วพอรู้ต้นสายปลายเหตุก็นึกอยากจะต่อยหน้าเพื่อนสักหมัดสองหมัด

                    “ถ้าข้าไม่บอกแล้วปล่อยให้คุณชายเถียนส่งแม่สื่อมาสู่ขอแม่นางเหอน่ะสิจะเกิดเรื่องใหญ่ เจ้าก็เห็นแล้วว่า ท่านแม่ทัพหวงนางแค่ไหน?” รองแม่ทัพมู่ทำหน้าคว่ำ“ที่ข้าทำเพราะหวังดีต่อพวกเราต่างหาก”

                    นายกองเกาเดินมาสมทบ“พวกท่านอย่ามัวแต่ยืนบ่นอยู่เลย ท่านแม่ทัพขี่ม้ามาโน่นแล้ว”

                    แม่ทัพหมิงให้รองแม่ทัพอาวุโสทั้งสองท่านติดตามขึ้นไปฝึกทหารที่เชิงเขาฟากโน้นส่วนรองแม่ทัพอีกสองนายคุมกองกำลังทหารฝึกอยู่ที่ราบ จวนแดดจะหมดแม่ทัพหมิงจิ้นเหอก็ควบม้ากลับมาด้วยสีหน้าที่ดีขึ้น

                    ‘น่าจะระบายอารมณ์โมโหไปได้มากแล้ว’ มู่หลี่เฉียงแอบเหลือบมองสีหน้าผู้ที่เป็นทั้งนายและเพื่อน

                    “ข้าจะกลับจวนพรุ่งนี้เจ้านัดทหารออกฝึกตั้งแต่ยามเหม่า ด้วย”หมิงจิ้นเหอสั่งการเท่านั้นก็ควบม้าฝุ่นตลบจากไปทำเอารองแม่ทัพหนุ่มทั้งสองอ้าปากหวอ

                    มู่หลี่เฉียงหันมามองฉินอี๋นั่วฝ่ายหลังขมวดคิ้ว “ไหนเจ้าว่า ท่านแม่ทัพฝึกทหารจนเหนื่อยอ่อนก็จะหายโมโหที่ไหนกันลามจนถึงพรุ่งนี้อีก” รองแม่ทัพฉินนึกถึงใบหน้าของภรรยาที่จะต้องงอง้ำเมื่อต้องตื่นทำอาหารแต่ยามอิ๋นเพื่อให้เขามาทันฝึกยามเหม่า

     

                    พ่อบ้านเกาเห็นหน้าตาของท่านอ๋องมีสีสันขึ้นก็นึกโล่งใจท่านอ๋องขึ้นไปเขาด้านหลังเพื่อแช่บ่อน้ำพุร้านอยู่ไม่ถึงชั่วยามก็กลับลงมาที่ห้องทรงพระอักษรองครักษ์ฉินนำเอาพระราชหัตถเลขาจากฮ่องเต้มาส่งถึงมือท่านอ๋องอยู่ในห้องทรงงานอีกครึ่งชั่วยาม แม่นางเหอเตรียมอาหารเรียบร้อยอาบน้ำผลัดแป้งสะสวยมารอรับใช้

                    เมื่อท่านอ๋องเดินออกมาเห็นนางยืนยิ้มรอรับกลับทำหน้าคล้ายจะยิ้มไม่ยิ้มทรงรับชามและตะเกียบที่นางยื่นใส่มือให้แล้วลงมือเสวยพระยาหารเงียบๆเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อเช้าก็กลับรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาอีก หลังบ้วนปากเสร็จก็เดินนำเหอเจียอีเข้าห้องทรงพระอักษรไป

                    “ท่านอ๋องหม่อมฉันทำสิ่งใดให้ขุ่นเคืองพระทัยหรือเพคะ?” นางนั่งอยู่ไม่ไกลเมื่อเห็นท่านอ๋องนิ่งเงียบจึงเปิดปากก่อน

                    เมื่อนางเอ่ยเช่นนั้นใบหน้าของจวิ้นอ๋องก็คล้ำลงทันที “เจ้ามานี่สิ” นางคลานเข่าเข้าไปใกล้

                    “เหตุใดพ่อของเจ้าต้องไปกู้เงินคุณชายเถียน?”

                    นางรีบยกแม่น้ำทั้งห้าขึ้นมาสาธยายเรื่องเงินที่นำไปก่อสร้างร้านและกำไรจากการค้าอีกส่วนหนึ่งเอาไปสร้างเรือนเล็กไว้อยู่อาศัยด้านหลังซึ่งต้องสร้างให้ทั้งเรือนของพ่อแม่ ของนางและน้องสาว จำต้องกู้เพิ่มเพื่อปรับปรุงร้าน

                    “พ่อเจ้าก็เคยกู้ยืมเงินของข้าสมควรมาบอกข้าก่อน ไปยืมเงินผู้อื่นทำไมกัน?” น้ำเสียงขุ่นเคืองทวีความโมโหขึ้นตามลำดับ

                    “หนี้เดิมก็ยังไม่ได้ใช้ส่งแต่เพียงดอกเบี้ย แล้วจะกล้ามากู้ยืมหนี้ใหม่ได้อย่างไรกัน เพคะ?” นางแย้งด้วยแววตาใสซื่อ

                    “คุณชายเถียนแค่เป็นเจ้าหนี้แต่เจ้ากลับให้เขามานั่งปั้นหน้าเฝ้าอยู่ที่ร้านทั้งวัน จนคนลือกันไปทั้งเมือง”

                    “ลือกันว่าอย่างไรหรือเพคะ?” นางยื่นหน้ามาใกล้ทำตาปริบๆ  ทำท่านอ๋องยิ่งโมโห

                    “เขาจะมาแต่งเจ้าไปเป็นภรรยา”เมื่อเห็นท่านอ๋องกัดฟันพูด นางกลั้นยิ้มแทบไม่ไหว จนต้องลอบหยิกขาตัวเองแสร้งก้มหน้าเอียงอาย

                    “คุณชายเถียนเป็นสุภาพบุรุษแสนดีมีน้ำใจ เป็นเจ้าหนี้ที่ดีของหม่อมฉัน หากเขายื่นต้องการตบแต่งหม่อมฉันไปเป็นฮูหยินเอกถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง หม่อมฉันอาจจะต้องรับไว้พิจารณาเพคะ”

                    ท่านอ๋องอารมณ์พุ่งขึ้นสูงกดพู่กันกับโต๊ะหักคามือกึก!

                    “นี่เจ้าเห็นแก่เงินถึงขนาดยินดีแต่งกับเจ้าหนี้เชียวหรือ?” น้ำเสียงแทบตวาดของเขาดังลั่น

                    นางทำหน้าหวาดหวั่นแววตาสั่นระริก “ครอบครัวของหม่อมฉันต้องพึ่งพาคุณชายเถียน หากเขาดีด้วยท่านพ่อท่านแม่เห็นสมควร หม่อมฉันก็ควรยินดีมิใช่หรือเพคะ”

                    จวิ้นอ๋องปาพู่กันหักลงพื้นคว้านางมากอดไว้บนตัก กัดฟันกรอดๆ ก่อนจะแนบริมฝีปากชิดใบหู “ถ้าครอบครัวเจ้าเกรงใจเขาเรื่องเงินขนาดนั้นพรุ่งนี้เปิ่นหวางจะเป็นคนจ่ายหนี้แทนเอง เจ้าเป็นหนี้เปิ่นหวางได้คนเดียวเท่านั้นจำเอาไว้”

                    นางตกใจกับปฏิกิริยาฉับพลันของเขาจนซวนเซไปซบอกเบือนหน้าเล็กน้อยขึ้นมองใบหน้าชายหนุ่มที่ตระกองกอดนางไว้ในอ้อมแขนทาบมือกับแขนแข็งแรงของเขา ก่อนจะก้มหน้าลงยิ้มกับอกกว้าง กระซิบตอบแผ่วเบา “เพคะท่านอ๋อง”

     -----------------------------------------

     

    ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    1.       ยามเหม่า เวลา 05.00-06.59 น.

    2.       ยามอิ๋น 03.00-04.59 น.