59 1-2
ตอนที่ 97 ควรถึงวาระเปลี่ยนแปลงแล้ว
เฉาเซี่ยหนานเผยสายตาหยิ่งผยองสุดแสน กวาดมองหน้าสองพ่อลูก นัยน์เนตรสีเข้มลึกล้ำเย็นชาเกินบรรยาย เขายังเปล่งเสียงกล่าวตอบอย่างไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆว่า
“ทำไมรึ? หรือเป็นไปได้ไหมว่า หากนางสั่งให้พวกเจ้ามาจัดการกับข้า พวกเจ้าก็คงจะทำสินะ? อ่อนแอจนถึงกับต้องก้มหัวเชื่อฟังนางแล้วรึ?”
สองพ่อลูกตระกูลเหลิงชะงักนิ่งไปชั่วขณะ “...” แม้จู่ๆอีกฝ่ายจะเปิดประเด็นพูดคาดการณ์ดั่งว่าออกมา แต่ก็มิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เช่นกัน พวกเขาสองคนต่างรักตัวกลัวตายยิ่งกว่าสิ่งใด หากนางออกคำสั่งอันใดหลังจากนี้ สองพ่อลูกคงเลือกที่จะเชื่อฟังโดยมิลังเลเช่นกัน
แต่แน่นอนว่า เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาสองพ่อลูกจะกล้าเอ่ยยอมรับออกมาตรงๆ
เฉาเซี่ยหนานย่อมสังเกตเห็นเช่นกัน เหลิงหยวนหลงกับบุตรชายสุดรักของเขากำลังหลบหน้าหลบตา ท่าทางดูเลิ่กลั่กชัดเจน เพียงเท่านี้ก็รู้ได้ทันทีว่า ทั้งคู่ล้วนมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่
แต่ถึงกระนั้น ตัวเขาเองก็ได้ตระเตรียมแผนการมาตั้งมากมายอยู่ภายในใจแล้วเช่นกัน ระดับน้ำเสียงฟังดูเย็นยะเยือกขึ้นมาก ปากกล่าวเปล่งวาจาออกมาด้วยท่วงท่าสบายๆว่า
“เกรงว่าตำแหน่งประมุขตระกูลสายรองในเมืองเฟิงหยวน ควรต้องถึงวาระเปลี่ยนแปลงแล้ว”
สิ้นเสียงประโยคคำพูดเหล่านั้น ทั้งเหลิงหยวนหลงและเหลิงหงเฟยต่างถึงกับตัวสั่น แข้งขาอ่อนยวบด้วยความหวาดกลัว ร่างกายโอนเอนยืนทรงตัวแทบไม่ตรง และท้ายที่สุด ทั้งคู่ก็หมดเรี่ยวแรงทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างสิ้นหวัง
“ท่านผู้อาวุโสเฉา พวกเราสองพ่อลูกขอจงรักภักดีต่อตระกูลเหลิงไปจนวันตาย! เช่นนั้น เพื่อท่านแล้ว พวกเราจะรีบผนึกกำลังกำจัดเหลิงหยุนเจียวให้สิ้นซาก!”
เฉาเซี่ยหนานกดสายตาเย็นชามองต่ำจับจ้องคนทั้งสองที่คุกเข่าตัวสั่นสะท้านอยู่ด้านล่าง เขาแสยะยิ้มกล่าวตอบกลับไปว่า
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ลุกขึ้นได้”
หน้าผากเหลิงหยวนหลงยามนี้มีเหงื่อเย็นแตกพลั่ก แม้ว่าเฉาเซี่ยหนานจะบอกให้พวกเขาลุกขึ้นแล้วก็ตามที แต่สองพ่อลูกก็ยังใจสั่นไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวลุกขึ้นจากพื้น
อย่างไรเสีย ผู้ที่คอยหนุนหลังเฉาเซี่ยหนานอยู่เป็นถึงนายหญิงใหญ่ ผู้เป็นมารดาของประมุขตระกูลเหลิงสายหลักรุ่นปัจจุบัน เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำของชายผู้นี้ ย่อมสามารถบ่อนทำลายอนาคต และความมั่งคั่งสดใสตลอดชั่วชีวิตที่เหลือของพวกเขาสองพ่อลูกให้หายวับไปกับตาได้ทันใด!
ในเวลานั้นเอง เหลิงหยุนเจียวก็ได้ปรากฏกายเดินตรงเข้ามาภายในโถงใหญ่แห่งนี้ และเป็นจังหวะเดียวกับที่สองพ่อลูกกำลังช่วยประคองซึ่งกันและกันให้ลุกขึ้นจากพื้น
อย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด คนของตระกูลสายหลักสามารถข่มสองพ่อลูกคู่นี้ได้อยู่หมัด
“ท่านลุงเฉากระมัง? มิได้พบเจอกันเสียตั้งนาน วันนี้ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่ได้ล่ะ?”
เหลิงหยุนเจียวยังจำชายวัยกลางคนตรงหน้าได้เป็นอย่างดี
เฉาเซี่ยหนานลูกน้องคนสนิทของนายหญิงใหญ่ ท่านแม่ของประมุขตระกูลเหลิงสายหลักรุ่นปัจจุบัน และเขายังเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ร่วมวางแผนกับนายหญิงใหญ่ขโมยทรัพย์สมบัติทั้งหมด ที่เป็นสินสอดของท่านแม่เหลิงหยุนเจียวมาเป็นของตนอีกด้วย
ในอดีต ทุกคราที่เจ้าของร่างเดิมพบเจอกับนายหญิงใหญ่ ก็มักจะเห็นเฉาเซี่ยหนานผู้นี้คอยติดตามอารักษ์ขาอยู่เคียงข้างมาโดยตลอด
เฉาเซี่ยหนานหรี่ตาคู่เฉียบคมแคบลงจ้องมองเหลิงหยุนเจียว ก่อนจะเลื่อนผ่านไปยังด้านหลังของนาง
เหลิงหยุนเจียวลอบถอนหายใจเฮือกหนึ่งในใจ เป็นที่แน่ชัดแล้ว การที่นายหญิงใหญ่ส่งยอดฝีมือขอบเขตปราณปฐพีมานั้น ทั้งหมดเป็นเพราะหวั่นเกรงต่อขุมพลังความแข็งแกร่งของโม่เฉินหยวน
แต่ที่เหนือความคาดหมายของนางก็คือ นางคิดไม่ถึงว่าผู้ที่ถูกส่งมาจะเป็นถึงลูกน้องคนสนิทอย่างเฉาเซี่ยหนาน
หากจำไม่ผิด เมื่อห้าปีก่อนอีกฝ่ายยังมีระดับพลังอยู่ที่ขอบเขตปราณถ่องแท้ขั้นสุด ภายในเวลาอันสั้นกลับสามารถทะลวงขึ้นเป็นยอดฝีมือขอบเขตปราณปฐพีได้แล้วจริงๆ
ทันทีที่เห็นนางย่างเท้าก้าวเข้ามาในโถงใหญ่ เฉาเซี่ยหนานก็เป็นฝ่ายเปิดฉากถามขึ้นทันที
“เหลิงหยุนเจียว ข้าได้รับคำสั่งจากนายหญิงใหญ่ให้มาลงโทษเจ้า เจ้ามีความผิดโทษฐานกระทำตัวหยิ่งผยองจองหอง หาญกล้าวางยาพิษประมุขตระกูลสายรองและคิดวางแผนกบฏ! เจ้าจะยอมรับและสำนึกในความผิดนี้หรือไม่?”
เหลิงหยุนเจียวเลิกคิ้วกระตุกเล็กน้อย คาดไม่ถึงเลยว่า เฉาเซี่ยหนานผู้นี้จะตัดบทเข้าประเด็นรวดเร็วเช่นนี้
คราแรก ตั้งใจว่าจะเข้ามานั่งกินเนื้อตุ๋นบนโต๊ะภายในงานเลี้ยงก่อนสักคำสองคำ เพราะยามนี้นางกำลังท้องร้องเพราะความหิวอยู่พอดี
เหลิงหยุนเจียวย่างสามขุมเดินตรงเข้าไปด้านในอย่างแช่มช้า ก่อนจะหยุดยืนอยู่กลางโถงใหญ่พร้อมสองมือกอดแผ่นอกไว้แน่น สีหน้าท่าทางบ่งบอกถึงความมั่นใจอยู่มากล้น
“ท่านลุงเฉา สิ่งที่ท่านกล่าวมาล้วนไม่ถูกต้องทั้งสิ้น”
“ข้ามีฐานะเป็นถึงบุตรีของตระกูลสายหลัก หลายปีที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในเมืองเฟิงหยวนนี้ ประมุขตระกูลกลับไม่รู้จักแยกแยะ ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ กลับจ้องจะเอาชีวิตของพวกเราสองแม่ลูก”
“การวางยาพิษตอบโต้อีกฝ่าย เป็นเพียงบทลงโทษเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อสั่งสอนคนเหล่านี้ให้รู้หลาบจำ”
“หากมิทำเช่นนั้น เกรงว่าจะยิ่งเหิมเกริมทำตัวอวดดียิ่งไปกว่านี้ ท่านว่าจริงหรือไม่?”
ทั้งเหลิงหยวนหลงและเหลิงหงเฟยต่างก็พูดไม่ออก เพราะเหลิงหยุนเจียวได้ยืนอยู่ตรง
แต่สำหรับตระกูลเหลิงสายหลักแล้ว นางก็เป็นเพียงแค่ขยะไร้ประโยชน์ชิ้นหนึ่งเท่านั้น ฐานันดรศักดิ์ของนางจึงเป็นเพียงแค่ในนาม หาได้มีอำนาจอิทธิพลใช้ได้จริง คิดได้เช่นนั้น พวกเขาสองพ่อลูกก็ค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน
“เหลิงหยุนเจียว เพราะเจ้ามีนิสัยหยิ่งยโสอวดดีเช่นนี้อย่างไรเล่า นายหญิงใหญ่จึงได้มีคำสั่งให้ย้ายเจ้ามาอยู่ที่นี่หวังให้สำนึก!”
เขาเดินตรงไปที่โต๊ะพร้อมกับระดับน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจมากขึ้นทุกที
“อย่างไรเสีย มิเพียงเจ้าจะไม่รู้สึกสำนึกเลยแม้สักนิด แต่นิสัยสันดานของเจ้าดูเหมือนจะหนักข้อกว่าเดิมมาก นายหญิงใหญ่สั่งการกำชับกับข้าเด็ดขาดว่า ให้ข้าลงโทษเจ้าในนามของนาง!”
สิ้นเสียงกล่าวจบเท่านั้น มือไม้ของเขาก็เริ่มขยับเคลื่อนไหว พร้อมกับชักกระบี่ยาวออกจากฝักด้านหลัง
เสมือนมีหุบเขาไท่ซานมหึมาถล่มกดทับร่างของเหลิงหยุนเจียวไว้อย่างแน่นหนา
นางสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจในรัศมีแรงกดดันนี้ แผ่นหลังเริ่มโค้งงอทรงตัวแทบไม่ตรง ใจกลางหน้าอกเสมือนถูกค้อนหนักพันตันตอกกระแทกใส่อย่างแรง ทำให้รู้สึกหายใจหายคอลำบากยากเย็นยิ่ง
นี่หรือคือพลังแรงกดดันจากยอดฝีมือขอบเขตปราณปฐพี?