อิงฟ้าและทิพย์ลดาเดินผ่านประตูเลื่อนอัตโนมัติของตึกแกลอรี่Niceto meet Art เพื่อที่จะเดินเข้าไปชมงานศิลปะอย่างทุกทีตัวอาคารแบ่งเป็สองชั้นและไม่ใหญ่มากนักชิดขอบกำแพงทางขวามือมีบันไดขึ้นไปชมภาพชั้นสอง ภาพส่วนใหญ่ที่แสดงก็เป็ฝีมือของเ้าของอย่างนเรนทรบ้างของศิลปินท่านอื่นๆทั้งสมัครเล่นและมืออาชีพเข้ามาแสดงบ้างคนส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบงานศิลปะโดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยสาขาศิลปะแถวนั้นก็ชอบมาศึกษางานตรงนี้เป็แนวทางอยู่บ่อยๆและชายหนุ่มก็ให้คำปรึกษาอย่างไม่เกี่ยงงอน
ตัวตึกเป็อาคารปูนสองชั้นเล็กๆ มีกระจกใสห้อยม่านสีโอลด์โรสตัวตึกทาสีขาว สีครีมอ่อนสลับกันดูเพลินตาสีขาวจากผนังยิ่งชูให้ภาพวาดดูเด่นขึ้นมาทันทีส่วนภาพเขียนดินสอพื้นขาวก็ถูกนำไปแสดงบนกำแพงทาสีน้ำตาลเข้มเพื่อให้ภาพเด่นอีกที
“โอเค เดี๋ยวฉันไปเล่นคอมฯในห้องนั้นนิดนึงนะ”เพื่อนสาวคนสนิทเอ่ยขึ้น ทุกครั้งเวลาเธอมาเธอก็จะขอตัวไปมุมคอมฯตลอดเพราะเธอไม่ค่อยอินกับความเป็ศิลปะเหมือนกับเพื่อนเธอสักเท่าไหร่
“วันนี้มีรูปเข้ามาใหม่ด้วยนะหนูอิงฟ้า”
ร่างสูงโปร่งผมรวบยาวเป็หางม้าเดินมาจากข้างหลังเมื่อเห็นว่าเป็ใคร เด็กสาวก็รีบยกมือไหว้ทำความเคารพ
“สวัสดีค่ะ คุณอาเชนมีรูปใหม่เป็รูปอะไรหรือคะ”
“จัดอยู่ตรงกลางนั่นเลยจ้ะพอดีอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยที่อาไปสอน เขาให้อามา อาเห็นสวยดีเลยเอามาตั้งโชว์เลย”
“คุณอาได้ไปเป็อาจารย์ด้วยหรือคะ”เด็กสาวถามอย่างสงสัย
“เกือบอาทิตย์ได้แล้วล่ะไปเป็อาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยศิลป์ สอนคณะจิตรกรรมฯ”
“มหาวิทยาลัยศิลป์หรือคะสุดยอดเลยค่ะ” เมื่อได้ยินชื่อมหาวิทยาลัยดังกล่าว ใจเด็กสาวก็พองโตมหาวิทยาลัยแห่งนั้นคือความใฝ่ฝันของคนที่อยากเรียนศิลปะทุกคน“หนูก็อยากติดที่นั่นเหมือนกัน”
“อย่างหนูอิงฟ้าทำได้อยู่แล้วล่ะพยายามฝึกเข้านะครับ” ผู้สูงวัยกว่าพูดให้กำลังใจ
“ขอบคุณมากนะคะ”เธอไหว้เขาพลางเอ่ยขอบคุณจากใจจริง
“เออเดี๋ยวอามีนัดกับหลานชายนิดนึง เดี๋ยวอาขอตัวก่อนนะ หนูอิงฟ้าก็ตามสบายเลยแล้วนี่หนูดอกไม้อยู่ไหนเสียล่ะ” ชายหนุ่มถามขึ้นเมื่อไม่เห็นคู่หูของเธอ
“ยัยดอกไม้ไปเล่นคอมฯอยู่ค่ะ”
“อ๋อ โอเคงั้นตามสบายกันเลยนะ”ว่าจบชายหนุ่มก็เดินขึ้นไปชั้นสองซึ่งทำเป็ห้องส่วนตัวของตนเองอยู่อีกมุมหนึ่งของตึก
หลังจากชายหนุ่มเดินไปเด็กสาวก็เดินเข้าไปดูตรงกลางลานที่มีภาพศิลปะภาพใหม่มาตั้งไว้ มีที่กั้นที่กันระยะห่างระหว่างคนกับภาพอยู่ด้วย
“หืม สวยจังผู้หญิงคนนี้” ภาพดังกล่าวเป็ภาพหญิงสาวมัดผมเป็ช่อ เป็ลูกผมระต้นคอขาวผ่องนั่งอยู่ตรงระเบียงหน้าต่างราวกับรอใครบางคน
เด็กสาวอดไม่ได้ที่จะลองลูบต้นคอตัวเอง
“แหะๆ ดีจังยังพอมีบ้าง เราคงยังไม่อ้วนถึงจุดนั้นสินะ”
มือเด็กสาวยังคงจับที่ลำคอพลางเดินดูรูปนั้นอยู่สักพัก เธอเอี้ยวตัวไปดูอีกมุมหนึ่งของภาพทำให้ไม่เห็นคนอีกคนที่เดินสวนเธอไปอีกฝั่ง
คชาในชุดกีฬาวิ่งขึ้นไปยังชั้นสองของแกลอรี่เพื่อไปหาอาหนุ่มและเมื่อถึงหน้าห้องเขาก็จัดการเคาะประตูสองสามที
ด้วยเสียงเคาะที่ดังขึ้นชายหนุ่มในห้องที่กำลังดูสมุดเล่มสีแดงไปมาอย่างครุ่นคิดก็หลุดจากภวังค์เขาสอดมันซ่อนไว้ใต้หมอน ก่อนจะลุกไปเปิดประตู
“ว่าแล้วต้องเป็นายเข้ามาก่อนสิ ฉันยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อเลย รอแป๊บนึง”
“หวัดดีครับ อา”
“เอ่อเดี๋ยวอาเปลี่ยนชุดแป๊บนึง จะออกไปเดินเล่นข้างล่างก่อนก็ได้ ต้น”
“งั้นผมไปรออาข้างล่างก็แล้วกันนะครับแต่งตัวเสร็จจะได้ไปกันเลย”
หลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วนั้นเขาก็เดินไปที่บันไดเพื่อที่จะลงไปยังชั้นล่าง แต่ก่อนที่เขาจะถึงอะไรบางอย่างก็ทำให้เขาหยุดชะงักกลางคัน ก่อนจะค่อย ๆ มองลงไปยังกลางลานเห็นเป็คน ๆ หนึ่งที่เขาคุ้นหน้าเอามาก ๆ คล้ายกับ...
“อิงฟ้านั่นใช่ผู้หญิงที่ชื่ออิงฟ้าป่าววะ” เขาพึมพำกับตนเอง พยายามเดินเข้าไปมองใกล้ ๆ เพื่อที่จะพิสูจน์
“ผู้หญิงหุ่นดีก็คงมีแค่ในจินตนาการเท่านั้นแหละต้องอย่างฉันนี่สิ อวบ ๆ น่ากอดแบบนี้ น่ารักกว่าเป็ไหน ๆเดี๋ยวชวนดอกไม้มาดูดีกว่า ฮิ ๆ” ว่าจบเธอก็รีบก้าวเท้าออกจากตรงนั้นอย่างเร็วเพื่อจะไปหาเพื่อนสาวแต่ทว่ากลับชนใครบางคนที่กำลังเดินอยู่ข้างหลังเข้า
“อุ๊ย”
แต่เมื่อเห็นว่าเป็ใครเธอก็แทบกลืนคำพูดขอโทษที่กำลังจะเอ่ยลงไปแทบไม่ทันสายตาเปลี่ยนจากความใเป็ความไม่พอใจ
“นี่ถ้ารู้ว่าเป็นายฉันจะชนให้แรงกว่านี้อีก”
ยัยตัวแสบอิงฟ้าจริงๆด้วย
“นิสัยอันธพาล”เขาพูดเสียงเรียบนิ่ง
เมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้นเด็กสาวก็หันไปมองอย่างไม่พอใจ
“จะอันธพาลหรือไม่ก็แล้วแต่ว่าคนนั้นจะเป็ใคร แต่อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้มีนิสัยดูถูกคนอื่นเหมือนคนแถวนี้ก็แล้วกัน”เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธ ๆ
“ไม่ได้ดูถูกแต่ที่ฉันพูดน่ะเื่จริง”
“มโนไปเองล่ะสิไม่ว่า” อารมณ์รื่นเริงก่อนหน้านี้กระเจิดกระเจิงไปเกือบหมด “แถมพูดจาไม่มีมารยาทไม่มีความสุภาพกับคนอื่นอีก”
“ก็ยังดีกว่าใครบางคนที่ชนคนอื่นเอาขวดน้ำฟาดหัวแล้วไม่ขอโทษนั่นแหละ” เมื่อเห็นว่าเธอแรงมาเขาก็แรงกลับเช่นกัน
“ก็ใครให้เสนอหน้ามาเดินแถวนี้ล่ะ”
“ทำไมจะมาไม่ได้นี่มันแกลอรี่ของอาฉัน และขอโทษเถอะนะที่บ้านฉันสอนเื่การพูดจาสุภาพมาเหมือนกัน แต่กับคนอย่างเธอ ฉันคิดว่าใช้ไปก็เปล่าประโยชน์”เขายังรู้สึกเคืองไม่หาย ตีลงมากลางหัวได้ ยัยตัวแสบ!
“หานี่นายเป็หลานชายของคุณอาเชนหรือ ให้ตายสิ รู้สึกเสียใจแทนคนทางบ้านของนายจังนะที่มีลูกชายหลานชายโง่เง่าแบบนี้”
“เธอว่าใครโง่เง่าเธอละมั้งที่โง่ แทนที่จะเอาเวลาไปอ่านหนังสือสอบซ่อม กลับมาเที่ยวอารมณ์ดี”
“นี่นายว่าใครโง่นายน่ะล่ะที่โง่ คนที่ว่าคนอื่นโง่น่ะแหละคนโง่” เด็กสาวเถียงกลับอย่างไม่ยอม
“คนโง่ก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองโง่เหมือนกันน่ะแหละ”เด็กหนุ่มเถียงกลับ
นเรนทรที่กำลังลงบันไดมาได้ยินเสียงแว่วๆเป็เสียงทะเลาะกันั้แ่ข้างบนจนเมื่อเขาเดินมาตรงหน้าบันไดจึงเห็นว่าคชาหลานของตนกำลังพูดจาโต้เถียงอะไรบางอย่างกับอิงฟ้าโชคดีที่ตอนนี้ยังไม่มีคนไม่งั้นล่ะก็คงเป็จุดสนใจมากกว่าภาพวาดพวกนี้ได้ดีทีเดียว
“นั่นพวกเธอทำอะไรกัน”นเรนทรเอ่ยเสียงเข้มพลางสาวเท้าเข้ามากลางลานอย่างรวดเร็ว
“คุณอาเชน หนูขอโทษค่ะ”เมื่อร่างของผู้ใหญ่ที่เธอเคารพกล่าวดุว่า เธอรีบไหว้ขอโทษทันที
“คือคุณอาครับ...”
“ที่นี่ไม่ใช่ที่ ๆ พวกเธอจะมาทะเลาะกันแบบนี้แล้วนี่อะไร ทำไมถึงมาทะเลาะกันแบบนี้ หนูอิงฟ้า เ้าต้น ฮึนี่สองคนรู้จักกันงั้นรึ” ชายหนุ่มรุ่นใหญ่กว่าเอ่ยถาม
“เอ่อคือตอนแรกอยากรู้จักค่ะ แต่ตอนนี้ไม่อยากรู้จักค่ะ” จะบอกคำว่า “รังเกียจ”ก็เกรงใจคุณอาแกเหมือนกัน เพราะนี่ก็หลานแกซะด้วย
“ก็ไม่ได้อยากรู้จักหรอกครับ อาเชนก็เมื่อวันก่อนใครไม่รู้จู่ ๆ ก็มาขอให้ช่วยติวสอบซ่อมเลขพอผมบอกเหตุผลที่ปฏิเสธไปก็โกรธ เอาขวดน้ำฟาดหัวผมด้วย” เมื่อได้โอกาสฟ้องเขาจึงพูดพลางชี้หัวตรงจุดที่เขาโดนฟาดจังๆ
“ก็นายพูดจาไม่ดีกับฉันก่อนนี่”
“เอาล่ะๆ ใจเย็น ๆ กันก่อนนะ ทั้งคู่เลยอาขอคำอธิบายนิดนึง ตอนแรกคือหนูฟ้าไปขอให้ต้นติวเลขฯให้ใช่ไหม” ผู้สูงวัยกว่าพยายามเรียบเรียงเหตุการณ์เพื่อไกล่เกลี่ย
“ค่ะ”
“แล้วพอไปขอต้นไม่ติวให้ก็เลยเอาขวดน้ำฟาดหัว” เขาหันมาถามหลานชายของตนอีกที
“ใช่ครับ”
“ก็เขามาพูดจาไม่ดีกับหนูก่อนน่ะค่ะคุณอา”
“ทำไมต้องไปว่าเขาด้วยล่ะต้น ทีคนอื่นนายก็ติวให้เขาดีๆไม่ใช่หรือ” ผู้เป็อาถามอย่างสงสัย
“ก็เพราะผมไปได้ยินคำพูดของครูที่ปรึกษาเธอว่าเธอไม่ตั้งใจเรียนและชอบชวนคนอื่นคุยน่ะสิครับอา ผมคิดว่ามันเป็อะไรที่เสียเวลาเปล่าที่จะสอนคนที่ไม่ตั้งใจเรียนแบบนี้”
“แค่ฟังที่ครูเขาพูดแล้วก็พูดเหมือนรู้ดี ทั้งๆที่ยังไม่ได้สอนฉันเลยเนี่ยนะ”เด็กสาวพูดออกมาด้วยความรู้สึกงงงัน
“ไม่ต้องสอนฉันก็รู้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูกที่ปิดไม่มิด
‘ตานี่ โลกแคบชะมัดนิสัยแย่’
ก่อนที่จะโต้เถียงกันไปมากกว่านี้ผู้เป็อาของเด็กหนุ่มเลยสรุปเลยทีเดียวว่า
“เอาแบบนี้ ต้นทำไมนายไม่ลองติวอิงฟ้าเขาดูล่ะ”
“หา อาว่าไงนะครับ”เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างใ
เด็กสาวเองก็ตะลึงไปเหมือนกันกับตานี่เนี่ยนะ
“จะมาเจอกันที่นี่ก็ได้ที่ชั้นล่างนี่ก็มีห้องอ่านหนังสือเหมือนกันหรือถ้ากลัวว่าจะรบกวนคนอื่นก็มีห้องส่วนตัวข้างในอีก” นเรนทรสรุปให้เสร็จ“อีกอย่าง ถ้าเราไม่เคยสอนเขา เราจะรู้ไหมว่าเขาได้หรือไม่ได้”
“แต่หนูไม่้า...”อิงฟ้าเอ่ยได้แค่นั้น แต่นเรนทรพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ถ้าเราเห็นใครเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือกันสิถึงจะถูก”
“ช่วยเหลือแม้ตนเองจะอึดอัดน่ะหรอครับ”คชาเผลอถามขึ้นมา
เมื่อได้ยินแบบนั้นเด็กสาวก็ถึงกับนิ่งงัน การถูกใครเพิกเฉยหรือมองว่าเธอแปลก เธอยังพอรับได้แต่การที่ใครบางคนบอกว่าอยู่กับเธอแล้วรู้สึกอึดอัดนี่สิความรู้สึกที่ไม่ต่างอะไรกับเชื้อโรคน่ารังเกียจแบบนั้น เธอรับมันไม่ได้จริง ๆ
เด็กสาวรีบหันหลังเพื่อกลั้นน้ำตาที่กำลังเอ่อทำไมกันนะ ทำไมเธอต้องมาเสียน้ำตาให้กับไอ้ผู้ชายปากเสียนิสัยเสียแบบนี้ถึงสองครั้งด้วย
“หนูขอตัวนะคะ คุณอา”
เธอรีบจ้ำอ้าววิ่งออกไปด้านนอกก่อนจะกดโทรหาเพื่อนของเธอ
“ฮัลโหล ยัยฟ้าวันนี้เร็วนะเนี่ย”
“ดอกไม้”เธอพยายามพูดขึ้น กลืนก้อนสะอื้นตัวเองลงไป “ไปกินหนมกัน”
เพื่อนสาวเองรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย“ทำไมเธอถึงไม่เดินมาหาฉันที่ห้องคอมฯล่ะ อยู่ใกล้ ๆ นี้เองนี่”
“ฉันี้เีอ่ะอยากกินขนมเต็มที”
เพื่อนสาวจับความผิดปกติบางอย่างได้แต่ก็ไม่ซักไซ้อะไรให้เพื่อนเธอไม่สบายใจ
“โอเค ๆเธออยู่ตรงไหน เดี๋ยวฉันไปหา”
หลังจากบอกจุดที่อยู่แล้วเด็กสาวก็กดวางสาย รอเพื่อนสาว
‘ทำไมกันนะทำไมดินแดนยูโทเปียของฉันจะต้องมาแปดเปื้อนเพราะนายด้วยนะ ทำไมต้องเป็นาย นายต้นไอ้คนใจแคบ’
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
“ถ้าอาจะจ้องผมแบบจับผิดแบบนี้ล่ะก็...”
“อะไรของนายวะเ้าต้น ผู้หญิงเขามาขอให้สอนหนังสือให้เขานะเฮ้ย ไม่ได้มาขอนายแต่งงานเล่นตัวอะไรแบบนั้น”
“ก็ผมไม่ชอบเธอนี่ครับนอกจากดูไม่ฉลาด หัวรุนแรงแล้ว ยังดูไม่เต็มเต็งอีกต่างหาก”
“นั่นเป็ด้านเดียวที่นายมองหรือเปล่าอิงฟ้าน่ะอาจไม่ใช่เด็กที่ฉลาดนัก แต่ก็เป็เด็กมีน้ำใจ อัธยาศัยดี”
“เป็ผู้หญิงที่ฉลาดน้อยมากกว่าครับแถมยังอันธพาล ชอบใช้ความรุนแรง”ภาพที่เธอฟาดขวดน้ำมาบนหัวเขาอย่างจังยังคงตราตรึงไม่หาย
“นั่นคงเป็เพราะไปพูดจาไม่เข้าหูเธอหรือไปทำอะไรให้เธอโกรธเข้าหรือเปล่าล่ะดูหนูฟ้าดูทั้งโกรธและเกลียดนายไม่เบาเลยนะ”เขาว่าขึ้นเมื่อประเมินจากสถานการณ์การโต้เถียงกันเมื่อครู่
“แหมะอานี่นอกจากเก่งศิลปะแล้ว ยังเก่งเื่ผู้หญิงอีกนะครับ เข้าอกเข้าใจกันดีจัง”เขาอดประชดไม่ได้
“อาอยากให้ต้นลองลดอคติดูนะอิงฟ้าเขาเป็เด็กดี อารับรองได้ แล้วเื่ที่เขาจะตั้งใจหรือไม่เราจะไปตัดสินเขาจากคำพูดคนอื่นมันก็ไม่ยุติธรรมนะเพราะเราเองก็ยังไม่ได้รู้จักเขาจริงๆเลยไม่แน่เขาอาจจะตั้งใจก็ได้ และยิ่งสอบตกด้วย การที่เธอมาขอนายแบบนั้นเธอคงตั้งใจมาเต็มที่แล้วล่ะ”
เมื่อผู้เป็อาขอมาแบบนั้นเขาก็ต้องจำใจรับคำขอเพื่อเห็นแก่ผู้เป็อาที่เคารพรัก
“เฮ้อ ก็ได้ ๆแต่ถ้าไม่ตั้งใจจริง ๆ ผมว่าไม่เลี้ยงนะครับ บอกเลย” เด็กหนุ่มยืนกรานเสียงแข็ง
--------------------------------------------------------------------------------------------
“เฮ้ยทำไมมากินขนมแล้วทำหน้าแบบนั้นล่ะ ฟ้า” ดอกไม้เอ่ยถามเพื่อนสาวที่เขี่ยแยมบนตัวเค้กเล่นอย่างซังกะตาย
“หืม เปล่านี่”เธอฝืนยิ้มขึ้นมานิดนึง “แค่นึกถึงไอ้บ้านั่นแล้วมันหงุดหงิดชอบกล”
“ทำไมถึงไปนึกถึงเขาอยู่ล่ะเธอ อย่าไปนึก ๆ ยัยฟ้า”
“ก็ว่าจะไม่นึกแล้วนะแต่ว่า ก่อนหน้านี้เธอรู้ไหมว่าฉันเจอใครที่แกลอรี่”
เด็กสาวตากลมมองเพื่อนสาวอย่างใคร่รู้“ใครอ่ะ คนที่เป็สาเหตุที่ทำให้เธอเลิกดูแกลอรี่เร็วกว่าปกติน่ะหรือ”
“หึ ก็นายต้นไอ้ผู้ชายปากเสียไงล่ะ ดอกไม้ และอีกอย่าง ตานั่นน่ะ ดันเป็หลานของคุณอาเชนด้วยโอ๊ย ทำไมฉันถึงซ๊วยซวยแบบนี้นะ จะออกมาผ่อนคลายทั้งที ที่ที่ตัวเองผ่อนคลายก็ดันต้องมาเจอตานี่อีกเฮ้อ”
“โอ๊ยโลกเรามันแคบอะไรเบอร์นี้กันน้า”
“แล้วคุณอาน่ะจะให้ตานั่นสอนเลขฉันด้วย ดอกไม้ ถ้าเป็ก่อนหน้านี้ฉันคงจะดีใจมากแต่พอได้รู้นิสัยตานั่นแล้ว หึ ไม่อยากแม้แต่จะมองหน้า แม้แต่เงายังรังเกียจเลย”
“นี่ ยัยฟ้าปกติเธอมักมองคนอื่นในแง่ดีมาตลอดนี่นาแต่กับต้นนี่เธอไม่คิดจะลองถอยออกมามองใหม่หรอ เขาอาจจะเข้าใจเธอผิดไง”
“แต่ฉันไม่ชอบให้ใครมองฉันเหมือนตัวเชื้อโรคตานั่นบอกอยู่ว่า ถ้ามาช่วยฉัน เขารู้สึกอึดอัด ฉันไม่อยากเป็ความรู้สึกแย่ ๆ ของใคร”
“แกต้องเข้มแข็งให้ได้นะฟ้า อย่าให้คำพูดของคนไม่กี่คนมาทำลายความเป็ตัวเรานะ อีกอย่างสิ่งที่เธอต้องโฟกัสจริง ๆ ไม่ใช่เื่หมอนั่น แต่เป็เื่สอบซ่อม ถูกไหมเปลี่ยนคำดูถูกเป็พลัง สอบผ่านให้ได้เธอจะชนะตัวเองและก็ได้ลบคำสบประมาทของต้นเขาด้วย”
“อืม ก็จริงของเธอเอาล่ะ” เด็กสาวร่างอวบจิ้มส้อมลงบนเค้ก “ฉันต้องสู้อย่างน้อยการเอาชนะความรู้สึกตัวเองได้ก็เป็นิมิตรหมายที่ดีนี่ เนอะ”เด็กสาวกล่าวยิ้ม ๆ ให้กำลังใจตนเอง
“พ่อคะ แม่คะสวัสดีค่ะ” หญิงสาวก้าวเข้ามาในบ้านอย่างอารมณ์ดีทักทายพ่อกับแม่ที่กำลังดูทีวีอยู่
“กลับมาแล้วหรือลูก” แม่ลุกขึ้นมาทักทายเด็กสาวสาวิตรีเป็หญิงวัยประมาณ 40 ต้น ๆ รูปร่างสมส่วน แววตาใจดีผมรวบเอาไว้เรียบร้อยเพื่อทำงานบ้าน “เป็ไงบ้างลูกวันนี้”เธอถามขึ้นพลางสวมกอดเด็กสาวที่เข้ามากอดเธอเหมือนเด็ก ๆ
“ก็ดีค่ะ แม่ เหมือน ๆเดิมแหละ ว่าแต่ข้าวเย็นมีอะไรเหลือบ้างอ่ะ แม่”
“อูย ยัยฟ้าจะสองทุ่มแล้วลูก อ้วนกว่านี้เดี๋ยวไม่สวยนะลูก” คนเป็พ่อ มีเครานิด ๆ ใส่แว่นหน้าตาของฟ้าถอดแบบมาเด๊ะ ผิวขาว ตาโตและขี้เล่นทักขึ้น
“ความสวยมันไม่อิ่มนี่คะพ่อ”
“วะ เ้าลูกคนนี้”คนเป็พ่อทำเสียงติงอย่างไม่จริงจังนัก
“เดี๋ยวหนูขึ้นห้องไปอาบน้ำก่อนน้า”ว่าจบเธอก็รีบขึ้นห้องไปโดยทันที แอบปาดน้ำตาไม่ให้ใครเห็น
‘บ้าจริงมาไหลทำไมตอนนี้ สงสัยเป็เพราะตอนไปกอดแม่แน่เลย’
“อ้าวไม่กินอะไรหรือลูก ไปซะละ ไปเที่ยวกับเพื่อน คงกินแค่ขนมมาล่ะสิ ไม่ได้กินข้าวจะอิ่มหรือ” ผู้เป็แม่กล่าวอย่างเป็ห่วง
“เดี๋ยวพอหิวก็ลงมาค้นอะไรกินเองน่ะแหละ”
ผู้เป็ภรรยาหันไปหาสามีของตนที่ทำอะไรกุกกักอยู่ทางด้านหลัง
“นั่นพ่อทำอะไรจ๊ะ”เธอถามขึ้นเมื่อเห็นสามีกำลังหยิบชามจากตู้กับข้าวมาวางบนโต๊ะ
“กะจะอุ่นอะไรให้น้องฟ้ากินหน่อยน่ะพอลงมาจะได้กินเลย”
“โอ๊ย พ่อเอาเป็ง่าย ๆ เถอะ ผลไม้ นมอะไรก็ได้”
แม้ปากจะบอกว่ากลัวลูกอ้วนกว่านี้แต่การกระทำไม่ใช่เลยซักนิด พ่อเอ้ย!
---------------------------------------------------------------------------------------
“นี่ๆ สาวันจันทร์หน้านี้เขามีเปิดโลกชมรมแหละ เธอจะเลือกอยู่ชมรมอะไรหรอ” แป้ง รูมเมทสาวถามขึ้น
“ไม่อ่ะฉันไม่ได้อยากเข้าชมรมอะไร” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยในมือถือหนังสืออ่านอยู่
“อ้าว ทำไมล่ะบางชมรมก็แค่ลงชื่อไม่ต้องเข้าก็ได้ ไปร่วมเอาสนุก ๆ น่า”
“อืมถ้าแบบนั้นก็ไม่ต่างกับการไม่มีชมรมนี่”
“โหย เธอนี่มาอยู่มหาลัยก็ใช้ชีวิตให้มันคุ้มซี่ ฉันอยากให้เธอมีเหมือน ๆ ฉันน่ะ นะ ๆ”
“ฉันไม่เข้าใจทำไมต้องเป็เหมือนเธอ”
“ตามใจฉันหน่อย นะ ๆชมรมที่ฉันอยู่น่ะ สนุกนะ ได้ไปเข้าค่ายบ่อย ๆ ด้วย พวกอาสาอะไรแบบนั้นน่ะ”
“ไปเข้าค่ายก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกไม่เอาล่ะ หรือถ้าจะให้ฉันอยู่จริง ๆ ฉันก็จะลองเล็งชมรมอื่น ๆ ไว้ก็แล้วกันที่มันไม่ต้องออกค่ายน่ะ”
“เธอจะได้เปิดโลกบ้างไงเห็นแต่อ่านหนังสือเครียดๆแบบนี้ น่าเบื่อจะตาย”
ทันทีที่รูมเมทสาวพูดจบเสียงเคาะห้องก็ขัดจังหวะขึ้นมา
“สงสัยเป็เฟรมเอกสถิติ แป๊บนะ”
แป้งไปเปิดประตูก็เจอกับเฟรมซึ่งแม้จะต่างเอกต่างสาขา แต่ด้วยความที่อยู่ชมรมเดียวกัน ก็เลยค่อนข้างสนิทกันในระดับหนึ่ง
“คืนนี้ไปทอยทอยกัน”ทอยทอยที่ว่าก็คือผับยอดฮิตของเด็กแถวนี้
“ยัยสาไปทอยทอยกันเปล่า ปลดปล่อยๆ”
“ไม่ล่ะจ้ะขอบใจมากนะ พวกเธอตามสบายเลย”
“งั้นเดี๋ยวฉันกลับมานะอาจจะดึก นอนก่อนได้เลย สา”
“อืม” เธอยิ้มๆก่อนจะอ่านหนังสือต่อ
เวลาผ่านไปเรื่อยๆหญิงสาวเริ่มชักจะเมื่อยตัว เธอจึงลุกไปหยิบขวดน้ำมาเติมใส่แก้วในขณะที่กินน้ำอยู่จู่ๆใบหน้าของชายหนุ่มคนเมื่อวานก็ลอยเข้ามาในความคิดจนเธอเกือบสำลักน้ำ
‘บ้าจริง ยัยสาจู่ๆไปนึกถึงคนพรรค์นั้นได้ยังไงกัน’ ทันใดนั้นเมื่อนึกถึงเขาก็นึกถึงสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมา อริสายืนคิดอย่างกังวลก่อนจะค่อยๆสูดหายใจลึกๆเรียกสติพยายามมีสมาธิกับการอ่านหนังสือตรงหน้าให้มากที่สุด
จนนาฬิกาตั้งโต๊ะบอกเวลาตีสอง หญิงสาวเริ่มง่วง และในขณะเดียวกันก็อดเป็ห่วงแป้งเพื่อนของเธอไม่ได้เลย
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังลั่นจนหญิงสาวสะดุ้งใ
‘ใครกัน’นี่เป็หอรวมเสียด้วย ไม่ใช่ว่าจะมีใครคิดไม่ดีล่ะ
หญิงสาวแอบส่องตาแมวออกไปดูแล้วก็โล่งใจในนาทีต่อมาเพราะเป็รูมเมทของเธอเอง
เมื่อเปิดประตูออกมาคนที่แบกแป้งก็คือเฟรมกับผู้ชายอีกคน
“คออ่อนคอพับเลยระวังด้วยนะเธอ” เฟรมว่าขึ้น ก่อนจะรีบดันร่างของเพื่อนคู่เต้นในผับเข้าไป
หญิงสาวค่อยๆประคองร่างของรูมเมทเธอเข้ามาเนื่องจากน้ำหนักตัวเธอนั้นพอๆกัน เธอจึงแบกพอไหว
หลังจากนั้น
“โอ๊กกกก!!”
อริสาช่วยลูบหลังแป้งที่กำลังโก่งคออาเจียนอยู่หน้าชักโครกมาสักพักแล้ว
หลังจากอาเจียนจนพอใจเธอก็อ่อนแรงก่อนจะพูดขึ้นว่า
“นี่สาฉันขอโดดวันนึงนะ พรุ่งนี้ ไว้ตอนเย็นถ้าไหวฉันจะไปงานเปิดโลกชมรมกับเธอที่สนามสปอร์ตนะ”
พูดจบหญิงสาวก็อาเจียนอีกรอบและอริสาก็ต้องลูบหลังอีกครั้ง
‘ยัยแป้งเอ้ยเอาคืนนี้ให้รอดก่อนเถอะจ้า’
--------------------------------------------------------------------