Tuesday - วันอังคาร
วันอังคารจิตสื่อสารกับสุขา
ิญญาอาจตามมาใครรู้ได้
ระวังตัวเล่นกับผีผลคือตาย
สุขาไซร้...อาจกลายเป็นรก!
เสียงคลื่นพัดกระทบหาดเบาๆ ในยามรัตติกาล ลมโชยพัดมาประทะเนื้อสาวถึงกับหนาวสะท้านจนต้องกระชับเสื้อคลุมให้แนบตัวมากยิ่งขึ้น ไฟฉายกระบอกน้อยสาดแสงส่องไปยังชายหาดทางด้านทิศตะวันออกที่เงียบสงบ เธอเดินออกมาไกลมากแล้ว...ไกลจนเกินที่สมควรจะมาด้วยซ้ำ
“ยายแตงกวา ฉันว่าเรากลับกันเถอะ แถวนี้มืดก็มืด น่ากลัวก็น่ากลัว ถ้าเจอผีโผล่ออกมาจะทำยังไง”เพื่อนสาวใส่แว่นกรอบสีดำตามสมัยนิยม กำมือของแตงกวาแน่นพร้อมกับมองรอบตัวอย่างหวาดระแวง แรกเริ่มนั้นทั้งคู่ตั้งใจจะออกมาเดินกินลมชมวิวเฉยๆ แต่ไปๆ มาๆ กลับเดินออกมาไกลมากขึ้น...มากขึ้น จนเลยเขตบ้านผู้คนเข้ามาบริเวณชายหาดที่รกร้าง มีต้นมะพร้าวและต้นสนทะเลน้อยใหญ่เรียงรายอยู่ทางด้านหนึ่งของชายหาด ยามโดนลมทะเลนั้นใบของมันแกว่งไกวเหมือนกำลังโบกมือทักทายคนแปลกหน้าผู้มาเยือน
“ปอดแหกไปได้น่า...ฉันไม่กลัวหรอกผีเผอน่ะ ตอนที่อยู่รูทเธอร์ฟอร์ด เมมโมเรียลสกูล เพื่อนฉันตายตั้งหลายคน ฉันยังไม่เคยเห็นิญญาพวกมันเลย ผีไม่มีจริง!”
แตงกวายืนยันเสียงแข็งแล้วก้าวเดินฉับๆตรงไปยังชายหาดที่มีเนื้อทรายขาวละเอียด แสงไฟจากไฟฉายสาดไปเจอกับวัตถุบางอย่าง เมื่อเดินเข้าใกล้จึงพบว่ามันเป็ลวดหนามที่กั้นไว้ไม่ให้ผ่านเข้าไปได้
“ไปไม่ได้แล้ว มันคงเป็หาดส่วนตัวของคนอื่นเค้า เรากลับกันเถอะยายแตงกวา” เพื่อนสาวของแตงกวาหันหลังกลับแทบจะทันที แต่มีหรือคนอย่างแตงกวาจะยอม เธอรีบคว้าแขนเพื่อนไว้พลางสอดสายตามองตรงไปข้างหน้าด้วยความสนอกสนใจ ไฟฉายกระบอกน้อยตอนนี้ใช้ประโยชน์ไม่ค่อยได้แล้วเพราะมันมืดเกินกว่าจะสาดแสงไฟส่องเข้าไปเห็นอะไรในนั้น ทางด้านหนึ่งของรั้วมีแผ่นไม้เก่าๆ ผุๆ เขียนด้วยตัวหนังสือสีขาวว่า‘พื้นที่ส่วนบุคคคล...ห้ามเข้า’
“ถ้าเธอกลับ ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าเพื่อนอีก ที่สำคัญฉันจะไม่ติวเอ็นท์ฯ ให้เธอนะ” แตงกวาขู่ เมื่อได้ยินอย่างนั้นเพื่อนสาวจึงหยุดโวยวายเสียแต่โดยดี แน่ล่ะ...เธอยังต้องพึ่งแตงกวาอีกมาก
“แล้วเธอจะทำอะไรล่ะ มันเข้าไปไม่ได้แล้วนะ”
“ทำไมจะเข้าไม่ได้ แหวกลวดหนามเข้าไปก็ได้แล้ว ตามฉันมา” ไม่พูดเปล่า...แตงกวาแหวกลวดหนามที่ไม่ได้กั้นไว้อย่างแ่านักให้กางออก ก่อนจะสอดตัวลอดผ่านเข้าไปข้างในบริเวณต้องห้าม ผู้เป็เพื่อนลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมทำตามอย่างไม่มีทางเลือก
เมื่อทั้งคู่เข้ามาเรียบร้อยแล้ว ความรู้สึกหนาวเย็นะเืก็เข้ามาทักทายโดยไม่ต้องมีใครเชื้อเชิญ บรรยากาศมันช่างแตกต่างกับอีกทางของรั้วลวดหนามราวกับกำลังยืนอยู่คนละโลก มองไปทางใดก็เจอแต่ความมืด เห็นเพียงแสงไฟจากเรือประมงในท้องทะเลเพียงไกลๆเท่านั้น แตงกวาเดินนำหน้าโดยมีเพื่อนสาวเกาะแขนไว้แน่นไม่ต่างจากกำลังเดินเข้าบ้านผีสิงในสวนสนุก
“โอ๊ย...ฉันกลัวจนขนลุกไปหมดแล้ว”
“น่ากลัวที่ไหน ตื่นเต้นล่ะสิไม่ว่า ฉันล่ะช้อบ...ชอบเื่ตื่นเต้นเนี่ย”
แสงไฟจากกระบอกไฟฉายกระบอกน้อยเริ่มทำงานอีกครั้ง มันถูกส่องไปที่ด้านหนึ่งของริมหาดทรายอันเงียบสงบ สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือพื้นดินที่ถูกยกให้สูงขึ้นจนเป็เนินขนาดย่อมๆ มีหินประดับอยู่อย่างสวยงาม บันไดด้านหนึ่งถูกทอดให้เดินขึ้นไปบนเนินนั้นเพื่อที่จะพบกับบ้านไม้ทรงไทยเรือนปั้นหยา1 ที่มีสถาปัตยกรรมแบบขนมปังขิง2 ตั้งตระหง่านอยู่ในความมืด รอบด้านปลูกต้นลีลาวดี3 สีขาวนับร้อยต้น ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ เป็ความงดงาม...หากก็น่าสะพรึงในเวลาเดียวกัน
“ใครกันมาปลูกบ้านสวยๆ ไว้ในที่แบบนี้ แล้วดูสิ...ปิดไฟซะมืด จะงกไปถึงไหนเนี่ย” แตงกวาบ่นพลางกวาดตามองดูบ้านหลังงามตรงหน้า มันสวยแม้จะไม่มีแสงไฟ หากเป็เวลากลางวันคงจะงดงามกว่านี้มากนัก โดยเฉพาะตรงชานที่ยื่นออกมานั้น เหมาะสำหรับนั่งเล่นชมวิวทะเลเสียเหลือเกิน
“คงเป็บ้านพักตากอากาศของพวกคนรวยน่ะยายแตงกวา พวกไฮโซไฮซ้อที่ชอบสร้างไว้แล้วเวลาว่างๆ ค่อยนั่งรถมานอนเล่นสักวันสองวัน คงเงินเหลือเยอะ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร” เพื่อนสาวบอก เธอเคยอ่านจากพวกนิตยสารที่คนดังพาเที่ยวบ้านพักตากอากาศ ที่มักจะสร้างไว้ให้ห่างไกลผู้คนและเลิศหรูอลังการราวกับว่ามันเป็เพียงเศษเงินที่โปรยลงดิน
“น่าเสียดาย ถ้าเป็ฉันนะ ฉันจะย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นี่ซะเลย ว่าแต่ถ้าเป็บ้านพักตากอากาศก็แปลว่าไม่มีคนอยู่น่ะสิ งั้นเราขึ้นไปดูบ้านใกล้ๆ ไหม ?” แตงกวาเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แต่ผู้เป็เพื่อนรีบปฏิเสธทันควัน คราวนี้เป็ไงเป็กัน เธอไม่เอาอีกแล้ว...มันน่ากลัวจนเกินไป
“ไม่เอาล่ะ เธอจะขู่อะไรฉัน...ฉันก็ยอมแล้ว แต่ฉันจะไม่ยอมขึ้นไปบนบ้านคนอื่นหรอกนะ ถ้ามีคนอื่นผ่านเห็นเข้าแล้วเอาไปแจ้งตำรวจ พวกเราถูกจับติดคุกแน่ๆ นะยายแตงกวา” เพื่อนเอ่ยเตือนด้วยความเป็ห่วง แต่แตงกวายักไหล่ ทำเหมือนไม่แคร์ในสิ่งที่เพื่อนสาวบอก
“เธอนี่ก็จิตตกไปได้ งั้นรออยู่ตรงนี้แล้วกัน ฉันจะขึ้นไปดูแป๊บนึงแล้วเราค่อยกลับไปที่โรงแรม โอเคไหม”
ไม่ทันจะได้ฟังคำตอบจากเพื่อน สาวเ้าก็เดินตรงดิ่งไปยังบันไดขึ้นเนินของบ้านพักตากอากาศหลังนั้น ยิ่งเดินเข้าใกล้...กลิ่นดอกลีลาวดีก็ยิ่งส่งกลิ่นหอมอบอวลมากขึ้นกว่าเดิมนับร้อยเท่า เสียงหริ่งเรไรดังสอดประสานกันชวนวังเวง แต่นั่นไม่ได้ทำให้แตงกวาล้มเลิกความตั้งใจที่จะเดินเข้าไปให้ใกล้บ้านหลังนี้ เธอตัดสินใจเดินตรงดิ่งขึ้นไปข้างบนเพื่อสำรวจบ้านหลังที่ว่าให้ชัดเจน
ครั้นเมื่อได้เข้าใกล้...จากที่เคยคิดว่าจะไม่กลัว แต่สุดท้ายหญิงสาวก็กลับเกิดอาการกลัวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ขนแขนของแตงกวาลุกชันขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล หญิงสาวตัดสินใจจะหันหลังกลับ แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่ออยู่ๆ มีเสียงเคาะกระจกดังมาจากด้านในของบ้าน
“ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก”
แตงกวาหยุดเท้าที่กำลังจะเดินออกจากบ้านแล้วหันหลังกลับไปมองที่หน้าต่างบานนั้นด้วยความสนใจ ก่อนจะตัดสินใจค่อยๆเดินไปใกล้ๆ หน้าต่างบานนั้นที่มืดสนิทอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ในเมื่อไม่มีใครอยู่ในบ้าน....แล้วเสียงนั้นคือเสียงอะไรกัน?
มือสองข้างป้องที่ใบหน้าพร้อมทั้งสอดสายตาแนบชิดกับกระจกตรงหน้าต่างทางด้านล่างของบ้าน ความมืดภายในทำให้หญิงสาวไม่เห็นอื่นใดในนั้น แต่แค่เพียงอึดใจ...สิ่งที่เธอพบก็ทำเอาแตงกวาผงะ เพราะมันเป็ใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งที่ขาวซีด ดวงตาลึกโบ๋และแดงก่ำกำลังเอาหน้าแนบกระจกที่แตงกวากำลังส่องดูอยู่ รอยยิ้มที่แสยะออกมานั้นช่างน่าสยดสยองเสียเหลือเกิน
“ออกไป!”
เสียงคำรามของิญญาร้ายดังขึ้นมาจากในบ้านหลังนั้น แตงกวากรีดร้องขึ้นมาอย่างสุดเสียงก่อนจะวิ่งล้มลุกคลุกคลานกลิ้งตกบันไดลงเนินไปท่ามกลางความใของเพื่อนสาวที่รออยู่ทางด้านล่างชายหาด
“เกิดอะไรขึ้นยายแตงกวา”
“ผีหลอก...ผีหลอก!” แตงกวาร้องเพียงแค่นั้นแล้ววิ่งกระเจิดกระเจิงออกไปจากรั้วลวดหนามโดยมี
เพื่อนสาววิ่งตามออกไปด้วยความใ
แล้วความเงียบสงบก็กลับคืนมาสู่ที่แห่งนี้อีกครั้ง...
ในความมืดของรัตติกาล...เรือนไทยหลังงามตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่มวลต้นลีลาวดีที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง ชายหนุ่มผู้หงอยเหงากำลังรอคอยใครสักคนกลับมาที่แห่งนี้...
ที่...เรือนลั่นทม!
เชิงอรรถ
(1) เรือนปั้นหยา เป็เรือนไม้แบบยุโรป มุงหลังคาด้วยกระเบี้อง หลังคาทุกด้านชนกันแบบพีระมิด ไม่มีหน้าจั่ว เรือนปั้นหยาปรากฏมีอยู่ที่หลังคาพระราชวังต่างๆ ที่สร้างในสมัยต้นรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็แบบปั้นหยา จากเรือนปั้นหยาได้วิวัฒนาการมาเป็ เรือนมะนิลา คือ บางส่วนเป็เรือนหลังคาปั้นหยาแล้วเปิดบางส่วนให้มีหน้าจั่ว
(2) สถาปัตยกรรมแบบขนมปังขิง มีลักษณะเด่นที่ทำให้เราจดจำได้ดี คือ บ้านหลังคาติดลูกไม้ฉลุ ที่รับอิทธิพลจากบ้าน Ginger Bread Style ที่งดงามด้วยลายฉลุไม้ ที่ตรงกับรสนิยมคนไทย ที่ชอบความละเอียด ประณีต อ่อนช้อยอยู่แล้ว ประกอบกับวัสดุที่เป็ไม้ก็มีมากมาย ช่างไม้ก็มีฝีมือในการออกแบบและฉลุลาย บางหลังก็มีการดัดแปลงเป็ลายไทยแทนลายฝรั่ง บ้านแบบนี้จึงได้รับความนิยมอย่างสูง ลักษณะเรือนขนมปังขิงนี้ เป็ชื่อเรียกสากลทับศัพท์ว่า ‘จินเจอร์ เบรด’ อันมีที่มาจากขนมปังขิงสมัยโบราณของชาวตะวันตก ซึ่งตบแต่งหรูหราฟู่ฟ่า มีครีบระบายแพรวพราว เรือนมะนิลาหรือเรือนขนมปังขิงก็ดี ซึ่งผสมกันอันมีส่วนประกอบด้วยลายฉลุอย่างงดงาม เป็เรือนที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในยุคสมัยนั้น
(3) ลีลาวดี หรือ...ลั่นทม (Frangipani, Plumeria, Templetree) เป็ไม้ดอกยืนต้นในสกุล Plumeria มีหลายชนิดด้วยกัน เมื่อก่อนบางคนมีความเชื่อว่าไม่ควรปลูกต้นลั่นทมในบ้าน เนื่องจากมีชื่อเป็อัปมงคล คือ ไปพ้องกับคำว่า 'ระทม' ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ แต่ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อใหม่ว่า ลีลาวดี และนิยมปลูกกันแพร่หลายอย่างมาก ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ ได้แก่ จำปา, จำปาลาว และจำปาขอม เป็ต้น