ตอนที่ 15: คลั่งรับห่ากระสุนหอก!
*ปั่ก! ปั่ก! โครม! โครม!*
เสียงกระหน่ำทุบตีด้วยสันดาบเหล็กกล้าโค้งหนาหนักและด้ามทวนไม้พะยูงหนักของเหล่าทหารลาดตระเวนแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ รุมประโคมทารุณฟาดฟันใส่แผ่นอก แผ่นหลังหนา และศีรษะของเป้าอย่างป่าเถื่อนรวดเร็วดังสนั่นสะท้อนลั่นลานค่ายลี้ภัย ทรายดินทรายและละอองฝุ่นฟุ้งกระจายอบอวลปนเปกับเขม่าดำของไฟสงครามที่กำลังเผาไหม้คอกม้าศึกและเกวียนเสบียงขอบค่าย แสงอัสดงสีแดงเลือดทอดเงาดำยาวของพวกข้าศึกสงครามสะท้อนภาพความพ่ายแพ้กระเจิดกระเจิงของชาวบ้านป่าลี้ภัย ทหารศึกแต่ละคนสะบัดแขนหวดฟาดลงมาราวกับระบายความแค้นที่สะสมมาจากวาจายั่วตีนกวนประสาทของไอ้หนุ่มอกแกร่งเป้าโตเบื้องหน้า ผู้บัญชาการทหารลาดตระเวนศัตรูแผดร้องคำรามสั่งการด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อดาบของพวกมันไม่สามารถบดขยี้ร่างเป้าให้ขาดใจตายคาทีได้
เป้าที่ยืนกัดฟันกัดกรามแน่นยังคงร่าย **"มนต์ลืมเจ็บ"** พยุงระบบประสาทสัมผัสไว้ไม่ให้รู้สึกเจ็บปวด คลื่นเวทมนตร์สีชมพูผสมทองคำทำหน้าที่ตัดสัญญาณความเจ็บปวดจากเส้นเอ็นและผิวหนังทั้งหมดก่อนจะวิ่งไปถึงสมอง แม้กระดูกหน้าแข้ง ซี่โครงบางซี่ และแผงไหล่หนาจะเริ่มลั่นเปรี๊ยะๆ จากแรงกระแทกกระดูกอัด แต่อดีตกระสอบทรายค่ายมวยหาได้สะดุ้งกลัวไม่ เขากลับพ่นเสียงหัวเราะแสยะยิ้มโชกเลือด ใบหน้าเปื้อนคราบเลือดแดงสาดกระเซ็นกวนประสาทข้าศึก สะสมแต้มความเสียหายทางกายภาพปั๊มเลเวลระบบเทพแมงดาโบราณอย่างพึงพอใจและสนุกสนาน
“ฮ่าๆๆ! ไอ้พวกทหารแรดแคว้นพยัคฆ์ทมิฬหน้าส้นตีน! หวดตีแรงปานนี้คิดว่าจะทำให้ผิวเนื้อข้าคันหรือยังไงวะโว้ย! ข้าบอกแล้วว่าดาบกับหอกพวกมึงมันกระจอกปานไม้จิ้มฟัน หวดมาอีกสิโว้ยไอ้พวกกากเดน! วันนี้หากมึงตีไม่ตาย พรุ่งนี้กูจักตามไปฉี่รดหัวพวกมึงทุกตัวและชิงตัวเมียพวกมึงมาขี่ม้าเล่นด้วยนะโว้ย!” เป้าแหกปากร้องท้าทาย ยั่วโทสะข้าศึกให้รุมกระหน่ำเท้าต่ออย่างสะใจ
ทหารข้าศึกสองคนทึ่งระคนฉุนเฉียว มันหันไปคว้าเสาไม้พยุงหาบข้าวสารอันหนาหนักหวดฟาดเข้าที่น่องขาและน่องเหล็กของเป้าเพื่อหวังตีหักขา ทว่าเสาไม้หาบข้าวกลับหักเป๊าะกระจายคามือ ทหารข้าศึกทั้ง 12 นายกระหน่ำทุบเตะซอยด้วยด้ามทวนและเตะอัดเข้าลำตัวเป้าจนเหงื่อท่วมเกราะเหล็ก ด้ามทวนหักพังไปสองสามเล่ม พวกมันเหนื่อยหอบตัวสั่นสะท้านระคนตื่นตระหนกหวาดผวากับความหนาเนื้อและคงกระพันเหนียวเนื้อของเป้า ร่างกายของเป้าโชกเลือดนองอาบชุ่มผ้าขาวม้าแดง ทว่าเขายังคงไม่ตายและไม่ร้องขอชีวิตสักคำ จนในที่สุดระบบมนต์ลืมเจ็บเริ่มคลายตัวบวกกับความอ่อนเพลียจากการเสียเลือดในสมดุลพลัง เป้ายิ้มทะเล้นเข่าอ่อนล้มพับฟุบลงจมกองเลือดบนผืนดินทรายแห้ง ข้างโรงคลังเสบียงที่กำลังควันกรุ่น แต้มความทนทานสะสมพุ่งทะยานสู่ขีดจำกัดสูงสุด
*ติ๊ง!*
เสียงสัญญาณกระดิ่งกระตุ้นดังระรัวถี่ยิบเรืองรองข้อมูลทองคำในสมองขุนศึกเป้าโต
**[ ติ๊ง! แต้มความเสียหายทางกายภาพชาร์จพลังเต็มขีดจำกัดสูงสุด! ยินดีด้วย โฮสต์ทะลวงก้าวบรรลุสู่ ‘กายาเหล็กไหล ขั้นที่ 7’ อย่างเป็นทางการสมบูรณ์แบบ! ]**
**[ รายงานระบบ: ค่าความทนมือทนตีนสะสม: 500/500 (เตรียมเลื่อนสู่ขั้นที่ 8 ด่านหน้าขุนศึก), พละกำลัง: 4.0 ชั่ง, แต้มระบบโบราณ: 600 แต้ม... แม้โฮสต์จะล้มปางตายระบมหนาเนื้อ แต่ความถึกสุดมนุษย์ปานนี้ทำเอาพวกทหารข้าศึกทึ่งและสนใจอยากจับตัวโฮสต์ไปเป็น ‘โล่มนุษย์บุกค่ายด่านหน้า’ ในกองทัพหลวงแล้วนะโฮสต์คริๆ! ]**
หัวหน้าทหารศัตรูประทับใจความคงกระพันเหนียวหนาเนื้อของเป้าเป็นที่สุด มันปล่อยมือจากดาบโค้งจ้องมองเป้าด้วยแววตาทึ่งปนอยากได้ตัว “ไอ้หมอนี่มันหนังเหนียวทนทานฟันแทงปางตายแต่กลับไม่ตายช้ำเลือด ช่างมีร่างกายวิเศษเหนียวเนื้อดีแท้ อย่าเพิ่งฆ่ามันเลย! มัดตัวมันไว้กักขังเพื่อส่งไปเป็นโล่ด่านหน้าทัพหลวงพยัคฆ์ทมิฬในการรบศึกถัดไป!”
ทหารข้าศึกห้าหกคนกรูเข้ามาใช้โซ่เหล็กหนาพันรัดรอบตัวเป้าที่สลบไสลไร้สติเลือดนองปานปีศาจดิบ ก่อนที่หัวหน้าทหารข้าศึกจะก้าวเท้าหนาควบม้าพุ่งตรงไปค้นเรือนไม้สักทองของผู้ใหญ่บ้านป่าลี้ภัย พวกมันพังประตูบุกเข้าไปฉุดลากตัว **มารดาของชงโค** (นางสำเภา เมียผู้ใหญ่บ้านป่า) ที่พยายามซ่อนตัวอยู่หลังตู้เก็บเสบียง ออกมาลากถูลู่ถูกังนำขึ้นควบม้าพยุงเป็นเชลยตัวประกันทันที หล่อนร้องไห้กรีดร้องเสียงดังระงมด้วยความตระหนกตกใจอย่างขีดสุดเสื้อผ้าไหมฉีกขาดรุ่ยเปื้อนเขม่าโคลน
“แม่! ปล่อยแม่กูนะโว้ย!”
ชงโคร้องไห้สะอื้นโฮลั่นค่าย พยายามพยุงตัวขยับข้อมือที่ช้ำแดงบวมระบมหมายพุ่งเข้าช่วยมารดา ปลายนิ้วเรียวพยายามตะกุยดินป่าสีส้มเล็บหักจนเลือดซึม ทว่าผู้ใหญ่บ้านพ่อชงโคกลับดึงกอดขาสตรีลูกสาวไว้แน่นหน้าซีดเผือดสั่นระริกไม่ยอมให้ไป
“อย่าไปชงโค! ข้าศึกจักแทงมึงตาย! ยอมแพ้เถิดเมียข้าอยู่กับพวกมันยังปลอดภัยดีกว่าสู้รนหาที่ตาย!” พ่อของนางร้องไห้ขี้ขลาดตาขาวปานหนูตกถังน้ำอุ่นด้วยความกลัวลนลานจนตัวโยนสะบัดหัวสั่นพยายามปกป้องครอบครัวแบบขี้ขลาด
หัวหน้าทหารข้าศึกแสยะยิ้มชั่วร้ายกระชับร่างมารดาชงโคบนหลังม้าศึกสีดำแกลบ แผดร้องสั่งคำข่มขู่สุดท้ายดังกึกก้องสะท้านลานค่ายพักพิงขู่กรรโชกทรัพย์
“พวกชาวบ้านป่าค่ายลี้ภัยต่ำช้าฟังทางนี้! หากพวกมึงอยากได้ชีวิตเมียผู้ใหญ่บ้านและอยากให้หมู่บ้านคงอยู่รอดปลอดภัย จงส่งเสบียงข้าวสารทรายและสมุนไพรทั้งหมดของค่ายไปมอบให้ค่ายหลวงแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ ณ แนวหน้าด่านป่าภายในเจ็ดวัน! และทุกคนต้องคุกเข่าสยบยอมจำนนเป็นเชลยศึกทาสสู้ใช้แรงงานค่ายเราเสียดีๆ! หากเกินกำหนดเจ็ดวันข้าจักตัดหัวอีแก่นี่ส่งมาให้ และบุกมาเผาค่ายลี้ภัยไม่ให้มีที่ยืน!”
สิ้นเสียงแจ้งคำขาดป่าเถื่อน กองทหารม้าลาดตระเวนแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ 12 นายก็พร้อมใจควบม้าศึกตัวใหญ่ห้อหันตะบึงฝ่าฝุ่นทรายสีส้มม้วนหนาจากไปอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงมุ่งหน้าไปทางดงป่าทึบ ทิ้งคราบเลือด ควันไฟ ความพ่ายแพ้ยับเยิน และความโศกเศร้าโกลาหลระงมไว้เบื้องหลังค่ายลี้ภัยยามอัสดงลบมืดลงสู่รัตติกาลอันเหน็บหนาว
ชงโคร่ำไห้สะอื้นโฮจนตัวโยนทรุดกายลงกอดประคองร่างสะบักสะบอมเปื้อนคราบเลือดท่วมท้นไร้สติขยับลุกไม่ได้ของเป้าขุนศึกคาดเชือก น้ำตาเม็ดใสๆ นองท่วมใบหน้าและแก้มงามสวยของหล่อนไหลปะปนกับคราบโลหิตบนแผ่นอกแกร่งของชายหนุ่มล้างคราบฝุ่นละออง
“พี่เป้า... ฟื้นสิพี่เป้า... แม่ข้าโดนพวกมันจับตัวไปแล้ว... ข้าควรจักทำอย่างไรดี... ฮือ...” หล่อนร้องไห้สิ้นหวังเป็นที่สุดลูบผิวแก้มเป้าแผ่วเบาด้วยปลายนิ้วสั่นระริกสะท้านทรวงอกสั่นสะอื้นมองใบหน้าช้ำของชายคนรัก ทหารบ้านและชาวบ้านที่บาดเจ็บต่างคุกเข่าหมดกำลังใจพากันก้มหน้าร้องไห้ระงม
พวกไอ้ศรและพวกนักเลงสมุนของมันที่เคยอวดดีเก่งกล้า บัดนี้ยืนมองกองโลหิตสีแดงฉานเข้มข้นของเป้าด้วยหัวใจสั่นสยองขนลุกชันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ความอิจฉาริษยาที่มีต่อเป้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นความกลัวขี้ขึ้นสมองตัวสั่นระริกราวลูกนกตกน้ำอุ่น พวกมันขยับมารวมกลุ่มปัดกวาดความรับผิดชอบและปรึกษากระซิบกระซาบกันข้างรั้วป่าโยนความผิดบาปให้เป้าขุนศึกคาดเชือกอย่างเปิดเผยไร้ยางอาย
“เพราะไอ้เป้าคนเดียวแท้ๆ โว้ย! หากมันไม่พ่นคำพูดปากสุนัขโสโครกยั่วโทสะปลุกความพิโรธของพวกกองทหารแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ พวกข้าศึกก็คงจับตัวเมียผู้ใหญ่บ้านไปแบบดีๆ และละเว้นการทุบตีเผาเกวียนทำลายเสบียงพวกเราจนเสียหายยับเยินปานนี้! หากพวกเราจักต้องการรักษาตัวรอดและพาเมียผู้ใหญ่กลับคืนมาอย่างปลอดภัย เห็นทีพวกเราจงรอให้มันฟื้นคืนสติแล้วแอบจับตัวมันมัดโซ่เหล็กส่งมอบให้ทหารข้าศึกหลวงเพื่อประนีประนอมแลกความปลอดภัยค่ายลี้ภัยและเพื่อเอาตัวรอดกันเถอะโว้ยพวกเรา!”
ขณะที่เสียงกระซิบกระซาบโยนความผิดและคำสาปแช่งดังระงมรอบตัว ชงโคกอดรัดแผงอกเปื้อนเลือดของเป้าแน่นขึ้น หล่อนสะอื้นไห้พลางตวาดแหวด้วยแววตาคมกริบดุร้ายประกายกร้าวสบตามองพวกไอ้ศรเพื่อปกป้องสามีคนรักสุดกำลังความสามารถปานแม่เสือร้ายปกป้องลูกน้อย
“หุบปากพวกมึงเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้พวกขี้ขลาดตาขาว! ยามที่ค่ายมีภัย มีเพียงพี่เป้าผู้เดียวที่ก้าวเท้าหนาออกไปเอาตัวรับหอกรับดาบปกป้องชีวิตพวกเราจนเลือดอาบท่วมร่างปางตายปานนี้! พวกมึงทำได้เพียงแต่อมมือยืนตัวสั่นขี้เยี่ยวเล็ดอยู่ขอบรั้ว แล้วยามนี้ยังมีหน้ามาคิดชั่วช้าจะทรยศหักหลังพี่เป้าส่งให้ข้าศึกอีกรึ! หากใครในพวกมึงกล้าก้าวขาเข้ามาแตะต้องกายพี่เป้าแม้แต่ปลายนิ้วเดียว ข้าจักใช้ดาบเล่มนี้ฟันคอพวกมึงให้ร่วงหล่นลงดินตมตายตามกันไปเลยโว้ย!”
คำตวาดกรรโชกของชงโคทำเอาแก๊งไอ้ศรสะดุ้งตัวลนลานก้าวถอยหลังด้วยความเกรงกลัวในโทสะแม่หญิงพรานป่า ส่วนผู้ใหญ่บ้านป่ายืนกำหมัดแน่น สีหน้าเคร่งเครียดซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย จิตใจของคนเป็นผู้นำค่ายบัดนี้สับสนวุ่นวายหวาดกลัวข้าศึกจับจิตจับใจ และเริ่มมีความคิดขลาดเขลาที่จะแอบส่งเสบียงยอมจำนนต่อศัตรูแคว้นพยัคฆ์ทมิฬเพื่อรักษาชีวิตตนเองและเมียรัก แลกกับความอยู่รอดอันน่าสมเพชของค่ายลี้ภัย ซึ่งทัศนคตินี้จักก่อให้เกิดศึกแตกแยกทัศนคติในกลุ่มคนป่าตอนถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ชวนลุ้นตื่นเต้นสะท้านใจยิ่งนัก! ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาวก้าวขึ้นเรือนทิ้งให้ชงโคและชาวบ้านป่าผู้บาดเจ็บจมอยู่กับปัญหาสงครามและความมืดมิดรัตติกาลค่ำคืนค่ายพักลี้ภัยพยัคฆ์ทมิฬอันหนาวรบเหน็บทรวงอกสะกดอารมณ์รักดราม่าเข้มข้นสืบไป!
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)