องค์ชายห้ามองรอบ
“ท่านแม่ทัพเซียวลู่เอินล่ะ?”
ทุกคนนิ่งไป
องค์ชายมา เ้าเมืองมา ทำไมแม่ทัพยังไม่มา....
ขุนนางบางคนกล่าว
“แม่ทัพหนุ่มนี่เสียมารยาทจริงๆ”
เสียงที่หนักแน่นแต่นุ่มลึกไม่เกรี้ยวกราดนี้ก็ดังขึ้น
“ขออภัยที่ล่าช้า พอดีคนของข้าาเ็ เลยพบความไม่สะดวกบางประการ ขอทุกท่านโปรดอภัย”
เซียวลู่เอินกล่าวจบยกมือประสานโดยรอบ
จูฮวายิ้มดีใจ
“พี่ลู่.....”
ยังกล่าวไม่ทันจบคำ
สตรีชุดสีชมพูอ่อนชุดเรียบง่ายแต่เนื้อผ้าดี ปกเสื้อกล้างเล็กน้อยเผยส่วนไหปลาร้า สายรัดเอวรัดพอดี จนเน้นทรวงอกเต้าถันให้เด่นขึ้น รอบนี้นางไม่ได้สวมเสื้อผ้าหนาๆ หลวมๆ ชุดที่ค่อนข้างจะพอดีตัว ซึ่งออกจะคับทรวงอกไปบ้างทำให้เต้านางกลมเด่นขึ้นมา ถึงกับใหญ่กว่าฟางเหนียเล็กน้อยหากสังเกตดีๆ
ก้นนางงอนกลมกลึง จนบุรุษในงานกลิ้งกลอกตาไปมองเป็ระยะแบบแอบๆ
ผมนางส่วนที่ยาวยังคงสานเปียคาดไว้ดังเดิม ท้ายผมยังคงสั้น ประหลาดแตกต่างจากชนทั่วไปนัก แต่ก็ชวนมองอย่างบอกไม่ถูก
หน้าตาไม่เติมแต่งชาดทาปากไม่ทา เพราะลู่เอินไม่มีของพวกนี้ในป้อม เขาไม่รู้ว่าต้องหาซื้ออะไรบ้าง และหนิงเอ๋อก็ไม่เคยขอ
หนิงเอ๋อประสานมือที่หน้าท้องแล้วย่อกายเล็กน้อยคำนับคารวะทุกคน
จากนั้นลู่เอินยื่นมือมาจับมือนางแล้วพาเดินไปนั่งยังที่ของตน นางเดินตาม
นายอำเภอกล่าวขึ้น
“ท่านแม่ทัพเซียว สตรีของท่าน ฟังว่ามิใช่สาวใช้ธรรมดา แต่เป็ท่านหมอที่ทีทั้งความรู้บุ๋นบู๊ ข้ายินดีกับท่านแม่ทัพที่ได้สตรีที่ดี ข้าดื่มให้ท่านหนึ่งจอก”
ลู่เอินชูจอกรับ
“ขอบคุณท่านนายอำเภอ”
หนิงเอ๋อได้ยินผู้คนกล่าวขานว่านางคือสตรีของคุณชาย อีกทั้งคุณชายยังไม่แก้ตัวจึงเม้มปาก หน้าเริ่มแดง คิ้วขมวดแทบชิดติดกัน”
ฮูหยินเ้าเมืองถามขึ้น
“ไม่ทราบเหตุใด แม่นางน้อยถึงปั้นหน้าแบบนั้นเล่า? หรือท่านนายอำเภอกล่าวอะไรไม่ดีหรือ?”
หนิงเอ๋อรู้ว่าทำเื่เสียไม่ได้ จึงรีบนั่งชันเข้าขึ้น มือยังประสานที่ตัก น้อมศรีสะกล่าว
“ข้าน้อยเป็เพียงบ่าวไม่มีชาติตระกูล เมื่อท่านนายอำเภอให้เกียรติมากไป จึงไม่กล้ารับ หากผู้คนล่ำลือเกินจริงออกไป จะเสื่อมเสียคุณชย และท่านนายอำเภอที่อุตส่าห์กล่าวชม ..จึงมีไม่สบายใจอยู่บ้างค่ะ”
“แบบนี้นี่เอง รู้จักถ่อมตัว น่ารักจริงๆ”
นายอำเภอยิ้มออกมา
“แม่นาง แม้ยังไม่แนะนำตัว แต่ชื่อก็มาก่อนตัว ข้าเรียกเ้าว่าท่านหมอหนิงเอ๋อ คงไม่ถือสา”
“มิกล้าค่ะ”
“ข้ามิได้กล่าวเกินจริงแม่นางน้อย ชาวบ้านชื่นชมท่านรักษาคน ร้านอักษรวาดภาพก็ชื่นชมท่าน แม่ทัพนายกองหลายคนผงาดขึ้น่ผลัดแผ่นดิน ก็เป็คนธรรมดาสามัญกันมาก่อน....”
จูเหอเ้าเมืองซีจิ๋วกล่าวขึ้น
“คนมีความสามารถ ใยต้องมาสนชาติพันธุ์”
นายอำเภอกล่าวเสริมอีก
“ข้าได้ยินมาจากนายกองที่ป้อม เขามาคุยกับเพื่อนของเขาที่เป็นายกองมือปรบที่จวนข้า ก็ชมว่าเ้ามีเพลงกระบี่ติดตัว ฝึกซ้อมกับท่านแม่ทัพเซียวได้หลายเพลง”
“ข้าน้อยความสามารถไม่พอ รับมือได้ไม่เท่าไหร่ก็าเ็”
องค์ชายห้ากล่าวขึ้น
“นี่เพราะท่านแม่ทัพของเราไม่รู้จักเบามือ มาๆ มาปรับท่านแม่ทัพหนึ่งจอก”
กล่าวจบทุกคนยกเว้นจูฮวา นอกนั้นยกจอกหมด กล่าว
“ปรับแม่ทัพเซียวหมดจอก”
เซียวลู่เอินยิ้มที่ปากแต่หน้าไม่ยิ้ม...เป็ปกติของเขา ยกจอกขึ้นรับการปรับ
หากไม่ใช่ยุคแบบนี้ ไหนเลยคนชนชั้นนางจะได้รับการยอมรับ คือข้อดีของยุคที่ฮ่องแต่ยังไม่หายจากกลิ่นการศึก
องค์ชายห้ากล่าวต่อ
“แม่นางหนิงเอ๋อยอมแม่ทัพเซียวมากไป ปรับนางหนึ่งจอก”
ทั้งหมดรับคำยิ้มยกจอก
“ปรับแม่นางหนิงเอ่อหนึ่งจอก”
หนิงเอ๋ออึกอักครู่หนึ่งรีบรินเหล้าแล้วยกจอกถึงกัลป์สำลัก
แค่กๆแหว่ะ
ลู่เอินถาม
“เ้าดื่มไม่เป็?”
“ค่ะคุณชาย”
“งั้นนั่งเฉยๆต่อไปถ้ามีปรับอีก ดื่มชาแทน”
“ค่ะ”
จูฮวาเห็นลู่เอินเป็ห่วงหนิงเอ๋อถึงกับเอามือลูบหลังนาง
จึงพูดขึ้น
“ตายจริงท่านหมอไม่เคยดื่มสุรา?”
หนิงเอ๋อหยักหน้า
“ไม่เคยค่ะคุณหนูจู”
“ฟังว่าสุราก้เป็อีกหนึ่งในตำหรับยา อยู่ที่ว่าคนจะนำไปใช้ในทางไหน”
“จริงค่ะ”
“่นี้อากาศเย็นลมแรง สุรามีฤทธิ์รอนรุ่ม หากแต่ดื่มพอดีจะช่วยให้อุ่น ท่านหมอลองคิดว่าเป็ยาดื่มร่วมกับข้าให้ร่างกายอุ่น จะเป็เกียรติกับข้านัก”
คนในงานมิใช่คนชั้นมุสิกจะได้โง่งมจนไม่รู้ว่าจูฮวาจงใจหาเื่หนิงเอ๋อ
คนหนูบุตรีเ้าเมืองถึงกับออกโรงกลั่นแกล้งสาวใช้หลับนอนของแม่ทัพในงานเลี้ยง ออกจะน่าขบขัน
แต่เมื่อนึกถึงว่าจูฮวาต้องตาพึงใจแม่ทัพเซียวลู่เอินออกหนาออกตามานับปีจนรู้กันทั่วเมือง จึงไม่นับว่าน่าขบขันแล้ว
บรรยากาศเริ่มไม่สู้ดี
หนิงเอ๋อรู้สาเหตุที่ตนโชคร้ายจนเหมือนส่อเค้าลางเมื่อวานทันที
รินสุราดื่มแล้วสำลัก แค่กๆ คล้ายอาเจียนเพราะขมคอ
จอกต่อไปจูฮวารินอีกชูจอกขึ้น
ฟางเหนียงเห็นสีหน้าหนิงเอ๋อหรี่ตามองปราดไปยังเซียวลู่เอินแล้วสั่นหน้าเล็กน้อย
ลู่เอินแย่งเหยือกสุรารินใส่จอกตนเองยกขึ้น
“คุณหนูจูให้เกียรติเอาใจใส่สภาพร่างกายบ่าวสตรีของข้า แต่นางเป้นแค่สาวใช้ ไม่คู่ควรยกจอกแลกสุรากับคุณหนู ข้าขอขอบคุณรับจอกต่อไปนี้ไว้เอง”
กล่าวจบลู่เอินดื่มเอง
จูฮวาขมวดคิ้ว งอนหนักขึ้น
“ลมหนาวพัดแรงนางไม่มีผ้าคลุมสวมใส่ หากได้สุราอีกสี่ห้าจอกนับว่าจะช่วยได้”
“สุราดี เลี้ยงบ่าวออกจะเกินไป สุขภาพความหนาวของนางนั้นข้ามิต้องเสียทรัพย์ก็ดูแลได้”
ลู่เอินตอบเสร็จ จ้าวฮุ่ยซิ่วกล่าว
“แม่ทัพเซียวดูแลความหนาวเย็นไม่หาผ้าคลุมให้ไม่ให้ซดสุราจะแก้หนาวนางยังไง”
ถามไปยิ้มไป
ลู่เอินยื่นมือซ้ายโอบรั้งเอวคอดของนางลากเข้าหาชิดตัว แล้วเลื่อนมือขึ้นโอบไหล่ลูบต้นแขนขึ้นลงสองสามครา
“อุ่นมั้ย”
หนิงเอ๋ออึ้งไป หน้าแดงกว่าเดิม ไม่ทราบเพราะฤทธิ์สุราหรือเพราะอย่างอื่นได้แต่พยักหน้าเบาๆ ตอบ
จูฮวาถึงกับลุกขึ้นถลึงตา แม่เมื่อได้สติก็พลันค่อยๆ นั่งลง
ฟางเหนียงกล่าวขึ้น
“คุณหนูกล่าวมามีเหตุผล อากาศแบบนี้ ใยทุกท่านไม่เติมสุราสักหน่อยให้อุ่นขึ้น”
กล่าวจบทุกคนเห็นพ้อง เสียงครึกครื้นเริ่มกลับมาอีกครา
“เชิญ”
คำนี้ล้วนกล่าวพร้อมกัน
ฟางเหนียงหันมา
“คุณหนูจูเชิญ”
จูฮวาปั้นหน้าเคร่งเครียด แต่ยังพยักหน้ารับ ยกจอกขึ้นมาดื่มตาม
นางเมื่อได้รับเื่ราวปลุกปั่นปั้นน้ำเป็ตัวของอาซือแล้วจึงเตรียมแผนสำรอง หากลู่เอินพานางมาจริงๆ
“ข้าเตรียมยอดฝีมือที่ท่านพ่อให้อารักขาข้าเสมอมาท่านเป่ย มารำกระบี่ให้พวกท่านชมเพื่อชูรสสุรา”
ท่านเป่ย ออกมารำกระบี่ รำไปหลายเพลงผู้คนชมดูไปร่ำสุราไป
ท่านเป่ยกล่าว
“แม่นางหนิงเอ๋อจะให้เกียรติข้า มารำกระบี่ประลองแบบฉันมิตรได้หรือไม่”
ทุกคนเงียบอีก
เซียวลู่เอินพูดเบาๆ
“จะมากไปแล้ว”
มิคาด หนิงเอ๋อลุกขึ้น ด้วยหน้าที่แดงก่ำ
“เอาสิ ข้าคันไม้คันมือพอดี”