E-BOOK วางขายแล้วจ้า!
สั่งซื้อ E-Book พิมพ์ : แค่เพื่อนจะอ้อนได้ไง
ราคาโปรโมชั่น 59฿ (Apple 85 บาท)
หมดโปรปรับเป็ 119฿ (Apple 149 บาท) ทันที
ระยะเวลาโปรโมชัน : 09 พ.ค. 2568 - 16 พ.ค. 2568 (หมดเวลา 23:59 น.)
# IOS แนะนำให้ซื้อผ่านเว็บซาฟารีนะคะจะได้ราคา Android ค่ะ #
ปล. อ่านจบแล้วอย่าลืม กดหัวใจ และ พิมพ์รีวิว ให้หยกด้วยนะคะ
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
มีทั้งหมด 26 บท + ตอนพิเศษค่ะ (รายตอนลงเว็บ #ลงไม่จบ)

—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 13
วันพรีเซนต์โปรเจกต์ที่พวกเราทุ่มแรง ทุ่มเวลา และทุ่มหัวใจใส่ลงไป...มาถึงเร็วกว่าที่ฉันคาดไว้เสมอ
ฉันยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องน้ำหญิงของคณะ สวมเสื้อทีมสีขาวที่พิมพ์ชื่อโปรเจกต์เอาไว้กลางอก ผมถูกรวบเป็หางม้าเรียบร้อย แต่งหน้าเบา ๆ พอให้ดูสดใสเข้ากล้อง ข้างในพยายามฝืนบอกตัวเองว่า...มันก็แค่งาน
แค่งานที่ต้องพูดให้จบ
แค่งานที่ต้องทำให้ดีที่สุด
แม้ว่า...เขาจะไม่อยู่ที่นี่
“ไบร์ท พร้อมยัง?” เสียงปีโป้ดังขึ้นจากหน้าประตู เธอชะโงกหน้าเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม แต่มันก็แฝงความเป็ห่วงไม่มิด
“อือ เดี๋ยวออกไปเลย” ฉันพยักหน้ารับ สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะหมุนตัวเปิดประตูออก
เสียงฝีเท้าในทางเดินของอาคารเรียนดังก้องอยู่รอบตัว ทุกคนต่างเตรียมตัว เตรียมไฟล์ เตรียมบทพูด บางกลุ่มฝึกซ้อมกันรัว ๆ ข้างห้อง บางกลุ่มก็ยังยืนเก้ ๆ กัง ๆ รอคิวพรีเซนต์
ส่วนพวกฉัน กลุ่มสารคดีชุมชนถูกจัดให้อยู่ในห้องอัดรายการของคณะ
ฉันเดินเข้าไปพร้อมปีโป้และออม กล้องวิดีโอและโปรเจกเตอร์ถูกจัดวางไว้เรียบร้อย ที่นั่งคนดูเริ่มมีเพื่อน ๆ กับรุ่นพี่ทยอยเข้ามานั่งเรื่อย ๆ และแม้เสียงพูดคุยรอบข้างจะชวนให้ใจชื้นขึ้นนิดหน่อย แต่ภายในอกฉันยังรู้สึกว่างเปล่าอย่างแปลกประหลาด
เพราะทุกภาพที่กำลังจะฉาย...มีเขาอยู่เต็มไปหมด
โนวาเป็คนถ่ายฟุตเทจหลักเกือบทั้งหมดของคลิป เขาเป็คนคุมเฟรม เป็คนเลือกมุม เป็คนแบกกล้องหนัก ๆ ตลอดทั้งทริป และเป็คนเดียวที่มักจะพูดว่าให้ภาพเล่าเื่ของมันเอง
แต่ในวันนี้…เขาไม่อยู่ตรงนี้
และข้อความในกลุ่มที่บอกว่าเขาจะไม่มาพรีเซนต์ด้วย ก็ดูจะไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม ไม่มีแม้แต่คำลา
"โอเค เดี๋ยวกลุ่มต่อไปขึ้นได้เลยครับ" เสียงอาจารย์ที่ควบคุมการพรีเซนต์วันนี้ประกาศขึ้น ฉันยิ้มแห้ง ๆ ส่งให้ท่านก่อนจะลุกไปยังหน้าห้อง
มือสั่นนิดหน่อยตอนถือไมค์ ใจเต้นระส่ำทั้งที่บททุกบรรทัดฉันท่องจนจำได้ขึ้นใจ
พอภาพขึ้นหน้าจอ...เสียงเพลงแบ็กกราวนด์เบา ๆ ดังขึ้น ฉันพยายามสูดลมหายใจเข้า แล้วเริ่มพูดแนะนำโปรเจกต์
"สารคดีชิ้นนี้...เป็การถ่ายทอดเื่ราวของชุมชนริมคลองแห่งหนึ่งที่พวกเราได้มีโอกาสลงพื้นที่จริง เรียนรู้ พูดคุย และััความเรียบง่ายของชีวิตคนที่นั่น"
ประโยคแรกผ่านไปด้วยดี ฉันพยายามเล่าเื่ให้ไหลลื่น แต่พอภาพของเขาปรากฏขึ้นมาในคลิป ภาพที่เขาถือกล้อง ถ่ายเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกลางแดด บนหน้าจอที่ใหญ่เต็มฝาผนังห้อง...
คำพูดของฉันก็สะดุดค้าง
“เอ่อ...”
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน ใจเต้นแรงเหมือนจะปริออกทางอก
ไม่มีใครรู้ว่าฉันกำลังพังอยู่เงียบ ๆ ข้างใน
เสียงโปรเจกเตอร์ยังคงฉายภาพเรื่อย ๆ ฉันพยายามฝืนยิ้ม ฝืนพูดประโยคถัดไป แต่ก็เผลอมองหาที่นั่งที่เขาเคยนั่งอยู่เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีใครนั่งอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว
ไม่มีอีกแล้ว...
และอาจไม่มีอีกเลย
มือฉันกำไมค์แน่นขึ้น เสียงในห้องดูเหมือนจะกลายเป็เสียงแ่ไกล ทั้งที่ทุกคนยังเงียบฟัง
แล้วใน่ที่ภาพเปลี่ยนเป็ฉากตอนเขาแอบถ่ายชาวบ้านทำขนม ฉันพูดชื่อเขาออกมาในสคริปต์ที่เตรียมไว้
“ส่วนช็อตนี้ โนวา-”
คำพูดหยุดกลางอากาศอีกครั้ง
เสียงในหัวฉันดังกว่าเสียงลำโพงเสียอีก
นายหายไปแล้วจริง ๆ เหรอ?
“ไบร์ท”
เสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ ข้างตัว มืออุ่น ๆ เอื้อมมาวางบนหัวไหล่ฉันในมุมที่คนดูข้างล่างอาจไม่ทันสังเกต
พี่ที...
เขาเดินเข้ามายืนข้างฉันเงียบ ๆ สบตานิ่งนาน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ไม่ต้องฝืนก็ได้นะ เดี๋ยวพี่ช่วยต่อให้"
ฉันพยักหน้าเบา ๆ ยิ้มตามมารยาท แม้จะรู้สึกถึงความเมตตาในน้ำเสียงและมือที่แตะไหล่ แต่ในหัวใจกลับเหมือนโดนฝังอะไรบางอย่างไว้แน่น
เพราะมือที่ฉันอยากให้แตะ ไม่ใช่มือของเขาเลย
ไม่ใช่มือของคนที่ยืนอยู่ตรงนี้
ไม่ใช่คำปลอบโยนจากใครอื่น
แต่เป็คำอธิบายที่ควรมาจากเขา
จากโนวา
แค่คำเดียวก็ยังดี
พี่ทียังคงยืนข้างฉันขณะวิดีโอยังคงฉายไปเรื่อย ๆ ฉันหันกลับไปมองหน้าจอ ไม่ใช่เพราะอยากดู…แต่เพราะไม่อยากสบตาใคร
เสียงของพี่ทีดังขึ้นแทนที่ฉัน เขาช่วยสรุปเนื้อหา สอดแทรกข้อสังเกตทางเทคนิค และโยงประเด็นที่เราเก็บมาจากชุมชนได้อย่างลื่นไหลเกินกว่าที่ฉันจะทำได้ในตอนนี้
"กล้องหลักที่ใช้ถ่ายทั้งหมดเป็ Sony A7IV ครับ...อันนี้โนวาเป็คนเซ็ตเองทุกฉาก"
แค่ชื่อของเขาที่ถูกเอ่ยขึ้นอีกครั้ง หัวใจฉันก็เหมือนถูกกระแทกด้วยภาพความทรงจำที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน
ภาพของเขาย่อตัวลงถ่ายเด็กวิ่ง ภาพของเขาหัวเราะในมุมกล้อง ภาพของเขาที่กดชัตเตอร์พลางบ่นว่า ‘แดดแม่งแรง’
มันเหมือนมีเขาอยู่ทุกที่...
แต่ตัวจริงของเขากลับไม่มีอยู่ที่ไหนเลย
หลังจากวิดีโอจบ ฉันยืนอยู่นิ่ง ๆ พยายามกลืนก้อนบางอย่างที่จุกคอไว้ให้ลึกลงไปข้างใน กลุ่มเพื่อนบางคนปรบมือให้ บางคนหันมาส่งยิ้มชื่นชม
แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนหัวใจไม่อยู่ในอกอีกต่อไปแล้ว
เสียงปรบมือจางหายไปจากห้องอัดรายการ เหลือเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองที่หนักขึ้นทุกที...
ฉันก้าวออกมาจากเวทีช้า ๆ แผ่นหลังชื้นเหงื่อทั้งจากความตึงเครียด และความอึดอัดที่ฝืนกลั้นไว้ตลอดการพรีเซนต์เมื่อครู่
คลิปเื้ัที่ฉันกับโนวาช่วยกันถ่าย...ตอนที่เราหัวเราะพร้อมกันตอนกล้องล้ม ตอนเขาช่วยจับไม้บูมให้ฉัน ตอนที่เขาเดินตามหลังตลอดทั้งวันถ่าย...
ทุกภาพ ทุกเสียง ทุกฉาก มันยังอยู่ในนั้นหมด
และตอนนี้...มันก็กลายเป็แค่ 'ความทรงจำ'
“เป็ไงบ้าง?” เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ ๆ
ฉันหันไปมองเห็น ชาน ยืนพิงประตูห้องอัดอยู่ไม่ไกล มือข้างหนึ่งถือโน้ตบุ๊ก อีกข้างยื่นขวดน้ำมาให้
“ขอบใจนะ” ฉันพยายามยิ้มรับ
“โอเคหรือเปล่าไบร์ท...” เขาถามเบา ๆ น้ำเสียงไม่ได้เร่งเร้า แต่อ่อนโยนเหมือนคนรู้ว่าควรถอยห่างแค่ไหนถึงจะพอดี
ฉันหลบสายตา พลางเปิดขวดน้ำดื่มอึกหนึ่งแทนคำตอบ
“กูว่ามันโหดไปนิดสำหรับงานพรีเซนต์ปีหนึ่งนะ” เสียงอีกคนโพล่งขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ
คิว เดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ ชาน ก่อนจะยักคิ้วให้ฉันแบบที่เ้าตัวถนัด “ถ้าโนวามันรู้ว่าเธอพูดชื่อมันสี่ครั้งติด ๆ กันกลางเวทีนะ...มันคงลงแดงตายไปละ”
“ไอ้คิว...” ชานเตือนเสียงต่ำ แต่เ้าตัวแค่ยิ้มรับ กอดอกแล้วพิงกำแพง
“ก็พูดจริงนี่หว่า” เขาหันมามองฉันตรง ๆ “ไอ้โนวามันยังงี่เง่าเหมือนเดิม แต่มันไม่เคยไม่แคร์เธอหรอกนะเว้ย...แค่ไม่รู้จะจัดการตัวเองยังไงมากกว่า”
“ฉันไม่ได้รอคำอธิบายหรอก” ฉันตอบในที่สุด น้ำเสียงที่ออกมานิ่งกว่าที่ใจเป็ “แค่ไม่อยากให้มันหายไปแบบนี้”
“มันไม่ได้หายไป...” ชานพูดช้า ๆ
“แต่มันกำลังจะทำให้ทุกอย่างหายไปต่างหาก” ฉันสวนเบา ๆ พร้อมเสียงหัวเราะจาง ๆ ในลำคอ
หัวเราะกับความขมที่มันขังอยู่ในอก
คิวยื่นมือมาตบไหล่ฉันเบา ๆ ก่อนจะพูดติดตลก “จะให้ลากมันมาเผชิญหน้ากับเธอมั้ย เดี๋ยวจัดการคืนนี้เลย มีคีย์การ์ดห้องมันอยู่...”
“บ้าปะ...” ฉันหลุดหัวเราะออกมาในที่สุด ถึงจะเป็หัวเราะที่ปนเศร้าแต่มันก็ยังดีกว่าน้ำตา
“เอาน่ะ เราว่ามันยังไม่จบหรอก” คิวพูดต่อ “คนที่หายไปเพราะไม่รู้ว่าควรกลับมายังไง มันแค่้าคนเดินเข้าไปหา ไม่ใช่คนที่รออยู่เฉย ๆ”
“แล้วถ้าเขาไม่อยากให้ฉันเข้าไปล่ะ?” ฉันถามกลับเบา ๆ
ทั้งชานและคิวเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนที่ชานจะเป็คนพูดขึ้น...ช้า ๆ ชัด ๆ
“อย่างน้อยก็ให้มันรู้ว่าเธอยังอยู่ตรงนี้”
ตอนที่ฉันเดินกลับมาถึงห้อง มันดึกเกินกว่าจะเป็เวลาคนคุยกันธรรมดาแล้ว
ไฟในห้องยังดับสนิท ฉันไม่แม้แต่จะเปิดโคมบนโต๊ะข้างหัวเตียง แค่หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า เปิดหน้าจอดูแจ้งเตือน...
ไม่มีข้อความใหม่
ไม่มีชื่อของเขาในหน้าแชตล่าสุด
ไม่มีแม้แต่เครื่องหมายว่าอ่านข้อความที่ฉันส่งไปเมื่อวาน
‘จะไม่กลับมาอ้อนอีกจริง ๆ ใช่ไหม?’
ฉันอ่านข้อความนั้นซ้ำอีกครั้ง แล้วอีกครั้ง จนตัวอักษรมันพร่าเบลอเพราะน้ำตาที่เริ่มคลอ
มือข้างหนึ่งยกขึ้นกดเข้าไปดูโปรไฟล์เขาในแชตส่วนตัว
ยังขึ้นว่าออนไลน์เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
ฉันไม่ได้คาดหวังให้เขาตอบกลับ ไม่ได้หวังจะให้เขาพิมพ์คำว่าคิดถึง หรือขอโทษ หรืออธิบายอะไรทั้งนั้น
ฉันแค่หวังว่าเขายังอยู่ตรงนี้ ยังไม่หายไป
ฉันเอนหลังพิงผนังห้อง ปล่อยให้ตัวเองค่อย ๆ ล้มตัวลงกับที่นอน มือยังคงถือโทรศัพท์ไว้แน่นก่อนจะกดปิดหน้าจอ
แล้วเอาโทรศัพท์แนบไว้กับอก
เหมือนเด็กที่กอดตุ๊กตาไว้เวลารู้สึกกลัว
~ สวัสดีค่ะทุกคน ~
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ติดตามอ่านนิยายมาจนถึงตอนที่ 13 กันนะคะ แต่มีเื่อยากแจ้งให้ทราบนิดนึงค่ะ...
หลังจากนี้ (ั้แ่บทที่ 13 เป็ต้นไป) จะไม่มีการอัปเนื้อหาแล้วนะคะ ใครอยากอ่านจนจบแบบฟิน ๆ สามารถซื้อ eBook อ่านได้เลยค่ะ
ต้องขออภัยในความไม่สะดวกจริง ๆ นะคะ เพราะถ้าจะลงต่อคงต้องติดเหรียญแพงมาก ซึ่งไม่เวิร์กทั้งสำหรับรี้ดเดอร์ที่น่ารักและคนเขียนเอง เลยตัดสินใจปล่อยให้อ่านฟรีกันถึงแค่บทที่ 13 แทนค่ะ
ขอขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่ให้การสนับสนุนและติดตามเื่นี้มาตลอดนะคะ เจอกันต่อใน eBook น้าาา~