ตอนที่ 12 วิวาทครั้งแรก
ฟงจื่อร้อนรนเกินไปจึงเผลอส่งเสียงเตือนแก่อาเค่อ ชายหนุ่มชุดดำเมื่อพบเห็นฟงจื่อจึงเปลี่ยนเป้าหมายในทันที พริบตาเดียวฟงจื่อก็ตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของมัน ทางด้านอาเค่อ กรงเล็บของกิ้งก่าผลึกเงินฟาดฟันอย่างรุนแรงแต่เมื่อเข้าใกล้แผ่นหลังของอาเค่อ กรงเล็บนั้นก็หยุดชะงักกลางอากาศ ปลายกรงเล็บสั่นสะท้านเล็กน้อย ก่อนที่กิ้งก่าผลึกเงินจะหมอบคลานเข้าไปคลอเคลียร์อาเค่อดุจสัตว์เลี้ยงที่เชื่องเชื่อตัวหนึ่ง
“ฮวาเอ๋อ เป็เ้าจริงๆ”อาเค่อคล้ายได้รับสายฝนที่ชุ่มช่ำราดลดลงบนหัวใจ แต่เสียงร้องของฟงจื่อทำให้อาเค่อไม่สามารถดื่มด่ำกับ่เวลาแห่งการพานพบและลาจากได้
“อาเค่อ ช่วยข้าด้วย”ก่อนที่ฟ่งจื่อจะร่ำร้องมากไปกว่านี้ ปากของมันถูกมืออันใหญ่โตปิดไว้จนทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้อย่างไม่เต็มใจ
“สหายน้อย นี่เป็บุญคุญความแค้นของข้ากับฟ่งจื่อผู้นี้ ท่านสามารถจากไปได้ ข้าย่อมไม่ถือสายอดฝีมือวัยเยาว์ผู้หนึ่ง”อาเค่อทราบดีว่ามันสามารถจากไปได้ นี่เป็เื่บุญคุณความแค้นของผู้อื่น มันไม่จำเป็ต้องเอาตัวเข้าไปพัวพันธ์ เพียงแต่มันยังมีบางสิ่งติดค้างในใจจึงไม่สามารถจากไปได้
“ข้าขอรับน้ำใจของท่าน แต่ข้าก็มีเหตุผลของตนเอง ขอข้าสนทนากับฟู่จื่อสักสองสามประโยคได้หรือไม่”ชายหนุ่มพบว่าอาเค่อสามารถพูดคุยด้วยเหตุผลได้ จึงไม่อยากปะทะกันอย่างเปล่าประโยชน์จึงตอบตกลง
“ฟ่งจื่อ เหตุใดท่านจึงถูกพี่ชายท่านนี้ตามล่า”ฟูจื่อมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ แม้มันจะกระทำผิดด้วยเจตนาที่ดี แต่นี่เป็เพียงหลักฐานที่ไม่มีผู้ใดยอมรับไหนมีน้ำหนักเพียงพอที่จะยื้อชีวิตมันไว้เล่า
“เ้าไม่ตอบงั้นข้าตอบเอง ฟ่งจื่อผู้นี้แสร้งเป็พ่อค้าลักลอบเข้าสู่ดินแดนเทวะ ทั้งยังลักขโมยบางสิ่งออกมา ระหว่างทางหลบหนียังได้ใช้กลอุบายทำให้พี่น้องข้าาเ็ไปมากมาย ความผิดพียงเท่านี้ก็สมควรตายแล้วกระมัง”
“ฟูจื่อ ท่านกระทำเช่นนั้นจริงๆ”อาเค่อคาดคั้น ดวงตาของอาเค่อฉายแววผิดหวังวูบหนึ่ง
“อาเค่อฟังข้าก่อน ข้าขโมยสิ่งนั้นมาจริงๆ แต่เพื่อพิสูจน์บางอย่าง ขอพียงข้านำมันกลับไปได้มันจะมีประโยชน์สามารถช่วยผู้คนได้อีกนับร้อยนับพันชีวิต”กระแสโลหิตภายในร่างกายของฟุ่งจื่อแม้พลุ่งพล่าน แต่ไม่ได้มีลักษณะของการพูดปดแม้แต่น้อย
“สหายของท่านยอมรับแล้วว่ามิใช่ตัวดีอันใด ท่านอย่าได้ยุ่งเกี่ยวให้เปลืองตัว”ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างจึงพยายามพูดจาข่มขู่ แต่ก่อนที่มันจะเคลื่อนไหวก็ไม่ทันการแล้ว
“ใยไหมสีชาด”ใยไหมโลหิตที่เบาบางละเอียดอ่อนทั้งหยุ่นเหนียวได้ค่อยๆสานยึดร่างกายของชายหนุ่มโดยที่มันไม่รู้ตัว อาเค่อแสร้งพูดคุยกับฟ่งจื่อเพื่อแผนการผนึกการเคลื่อนไหวใน่เวลานี้เอง
“เ้าเล่ห์ เดรัจฉาน ปล่อยข้า”ชายหนุ่มเกิดโทสะ ร่ำร้องด่าทอด้วยความอับอายที่หลงกลอุบายของผู้ฝึกตนรุ่นหลัง
“อย่าได้มีโทสะไป ฟังข้าก่อน ถึงสหายข้าจะกระทำเื่ผิด แต่กระทำด้วยเจตนาดี ข้าอาจไม่ทราบเบื้องลึกเื้ัของเหตุการณ์ แต่สหายข้าบอกหากนำสิ่งของนี้กลับไป จะสามารถช่วยผู้คนได้นับร้อยนับพันชีวิต”
“ที่ทำเช่นนี้เพราะตอบแทนน้ำใจของท่าน หากไม่ผนึกการเคลื่อนไหวท่านไว้ คงต้องสู้กันจนถึงชีวิต ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะอีกฝ่ายก็ต้องสูญเสียไปไม่น้อย สักสองชั่วยามใยไหมเหล่านี้จะสลายไปเอง หลังจากนั้นท่านคิดให้ดีเถอะ”อาเค่อปล่อยชายหนุ่มไว้ภายใต้การผนึกของใยไหมสีชาด ก่อนทั้งหมดจะออกเดินทางไปบนถนนข้ามบึงไร้ชีวิต
หลังจากเดินทางมาได้ระยาทางหนึ่ง เมื่อรู้สึกปลอดภัยแล้วฟงจื่อจึงชวนอาเค่อหาที่พักเพื่อสนทนาเื่ต่างๆที่เกิดขึ้น
“อาเค่อ การกระทำของเ้าช่างคาดเดาไม่ได้ เหตุใดเ้าจึงไม่หนีแต่แรก กลับไปช่วยกิ้งก่าผลึกเงินตัวนั้น มันยังติดตามเ้ามาท่าทางไม่ต่างจากสุนัขติดเ้าของตัวหนึ่ง”อาเค่อยกมือทำสัญญาณให้ฟงจื่อหยุดถามสักครู่ หลักจากดื่มน้ำดับกระหายมันจึงมานั่งพิงก้อนหินด้านตรงข้ามกับฟงจื่อ โดยมีฮวาเอ๋อคอยคุ้มกันอยู่รอบๆ
“ในอดีต สหายสนิทของข้าได้ช่วยชีวิตมันไว้ นางตั้งใจจะเลี้ยงกิ้งก่าผลึกเงินเป็สัตว์เลี้ยง กิ้งก่าผลึกเงินนี่คือฮวาเอ๋อของนางเอง”
“เป็เช่นนี้เอง อาเค่อวิชาฝีมือที่ท่านใช้ต่อสู้ช่างแปลกประหลาด ไม่คล้ายทั้งลมปราณของผู้ผึกตน ทั้งพลังวิญาณของเหล่าเทวะ ข้าเดินทางมาหลายปีเห็นผู้คนต่อสู้กันมากมายแต่ไม่เคยเห็นวิชาการต่อสู้เช่นนี้มาก่อน ช่างเป็วิชาที่ลึกล้ำทรงพลังนัก”ฟงจื่อยังคงช่างเจรจาพาที แม้จะผ่านเหตุการณ์เป็ตายมาได้ไม่นาน ฟงจื่อไม่ระมัดระวังตัว แต่อาเค่อไม่ใช่ ตอนนี้พวกมันเดินทางมาได้สองชั่วยามกว่าแล้ว ใยไหมสีชาดคงสลายไปจนหมดสิ้น หากชายหนุ่มผู้นั้นเข้าใจก็เป็เื่ดี
ถนนผ่านบึงไร้ชีวิตเส้นนี้มีระยะทางมากกว่าปกติถึงสามเท่า ตอนนี้อาเค่อ ฮวาเอ๋อ ฟงจื่อเดินทางมาได้เพียงสองในสามขอองระยะทางเท่านั้น ใน่แรกของการเดินทางมีเื่ตื่นเต้นเกิดขึ้นจึงทำให้มีบทสนาทนาหลากหลายทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อหน่ายมากนัก แต่ทางเดินยาวไกล ไม่นานบทสนทนาก็หมดสิ้น เหลือแต่เพียงความเงียบอันลึกลับของบึงโคลนไร้ชีวิต
“ดวงตะวันใกล้ตกดินแล้ว พักกันที่นี่เถอะ อ๊า..่นี้ข้าหลับสบายยิ่งนัก ช่างโชคดีจริงๆ ที่มีเ้าแห่งบึงมาเฝ้ายามให้”ฟงจื่อลูบหัวฮวาเอ๋อเบาๆจนมันหลับตาพริ้ม
“ดูเหมือนฮวาเอ๋อจะชอบข้ามากกว่าเ้าอีกนะ อาเค่อ”อาเค่อเองก็สังเกตุเห็น จนมันเองแอบรู้สึกน้อยใจ ยังดีที่ฮวาเอ๋อแม้ไม่ยอมให้มันัั แต่ยังชอบวนเวียนอยู่รอบกายมันมากกว่าฟ่งจื่อทำให้อาเค่อรู้สึกได้รับการปลอบโยนอยู่บ้าง
“ฟงจื่อท่านเตรียมทำที่พักเลย ข้าจะไปจัดเตรียมสมุนไพรกันแมลงและสัตว์พิษ”ทั้งสองแยกกันจัดเตรียมที่พักตามความถนัด ในตระกล้าสานใบใหญ่ของฟ่งจื่อมีสิ่งของมากมาย หนึ่งในนั้นมีเสื่อสานและผ้าห่มหญ้าสานทำให้ทั้งคู่ไม่ต้องนอนกลางดินโคลนเปียกๆ ด้านอาเค่อก็จัดเตรียมผสมสมุนไพรที่ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมปรุงเป็ธูปกันแมลงและสัตว์มีพิษ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เข้านอนอย่างวางใจ
หลังจากดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า แสงเหลืองทองสาดส่องลอดผ่านใบไม้ เปลือกตาของอาเค่อค่อยๆขยับลืมขึ้น มันบิดตัวยืดเส้นสาย ล้างหน้าล้างตาก่อนออกไปฝึกวิชาควบคุมกระแสโลหิตภายในร่างกาย เมื่อวานฟงจื่อกล่าวกับมันว่าวิชาฝีมือที่มันใช้แตกต่างจากคนทั่วไป ทำให้มันครุ่นคิดถึงสิ่งที่หลอมรวมเข้ามาในร่างกายและมอบพลังเหล่านี้แก่มัน ภายใต้สมาธิอาเค่อพยายามทบทวนถึงนิมิตที่เคยพบเจอ ทั้งที่ชัดเจน ทั้งที่เลือนลาง ประติดประต่อกันเข้าได้ส่วนหนึ่ง ยิ่งทบทวนเื่ราวอาเค่อคล้ายกลับจมด่ิงเข้าสู่ห้วงนิมิตรอีกครั้ง
หลังจากที่จักรพรรดิโลหิตถูกกักอยู่ในห้วงอนันตกาลคืนกลับ หญิงสวยผู้่ชิงความความทั้งมวลบนโลกนี้ไว้ก็ค่อยๆเลือนลางสลายหายไป จักรพรรดิโลหิตภายในอนันตาลคืนกลับดิ้นรนสุดความสามารถ พละกำลังมหาศาลจนแทบอยู่เหนือกฏเกณฑ์ใดๆต่อต้านกับห้วงอนันตกาลคืนกลับ
“เปรี๊ยะๆๆ”ห้วงอนันตกาลกำลังแตกร้าว พลังแห่งกาลเวลากำลังรั่วไหล หากเป็เช่นนี้ต่อไปจักรพรรดิโลหิตคงสามารถหลบหนีออกมาได้
“นางจากไปแล้ว โลกนี้ก็ไม่เหลือสิ่งใดน่าสนใจต่อไปอีก ถึงเวลาบอกลาแล้วสหายรักของข้า”ชายหนุ่มปลดปล่อยลมปราณที่บ่มเพาะมาทั้งชีวิต กำหนดจิตใจจนสรรพสิ่งหยุดเคลื่อนไหว
“สูญสิ้นสุญตา”ดาบในมือมิได้ฟาดฟันออก แต่ดาบแห่งจิตที่ฟาดฟันออกไปนั้นรวดเร็วยิ่งกว่าสิ่งใดในจักรวาล รวดเร็วจนถึงขั้นกรีดเฉีอนมิติต้นกำเนิดแห่งความว่างเปล่า จากนั้นก็ดูดกลืนจักรพรรดิโลหิตเข้าไปสู่มิติต้นกำเนิดแห่งความว่างเปล่านั้น มีเพียงจิตที่ไร้การผูกรั้งใดๆเท่านั้นจึงจะสร้างปราณดาบเหนือจินตนาการนี้ขึ้นมาได้ ชายหนุ่มค่อยๆสลายหายไปนี่เป็ราคาที่มันยินดีจ่ายเพื่อผนึกจักรพรรดิโลหิตให้สำเร็จตามที่นาง้า แต่ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะหายไปตลาดกาล มิติได้เกิดรอยร้าว จากนั้นเสียงสาปแช่งด้วยความเคียดแค้นของจักรพรรดิโลหตได้ดังออกมา
“พวกเ้าแลกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผนึกข้าไว้ พวกเ้าทำสำเร็จ แต่พวกเ้าไม่มีวันสมหวัง”สิ้นเสียงของจักรพรรดิโลหิต รอยร้าวของมิติก็ปริแตกออก โลหิตหยดหนึ่งได้หยดออกมาจากรอยแตกนั้น
“ผู้ที่ได้รับมรดกแห่งข้า จะเป็ผู้ก้าวพ้นวัฏะ เป็ผู้แรกที่ได้เหยียบย่ำไปบนเส้นทางไร้ขอบเขตอันแท้จริง”
เมื่อเหล่าผู้นำาต่างสิ้นชีวิตไปจนหมด พัณธมิตรภายในาต่างแตกฮือไปคนล่ะทิศละทางหลงเหลือไว้เพียงสนามนรกที่ไม่ต่างจากขุมนรกอเวจี
“อาเค่อๆ ข้าเตรียมอาหารเช้าเสร็จแล้ว รีบรับประทานยังร้อนอยู่”เสียงเรียงของฟ่งจื่อดึงสติอาเค่อกลับมากจากภวังค์แห่งนิมิต หลังจากทานอาหารแล้วเสร็จ อาเค่อรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง นิมิตเมื่อเช้านั้นแจ่มชัดกว่าทุกครั้งเสมือนมันเป็ผู้อยู่ในเหตุการณ์ ทั้งยังทำให้มันรู้สึกอ่อนเพลียกว่าปกติ ฮวาเอ๋อรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของอาเค่อจึงให้ฟ่งจื่อและอาเค่อโดยสารอยู่บนหลังของตนเอง ระยะทางที่เหลือเพียงหนึ่งในสามไม่ยาวไกลนัก พียงครึ่งวันก็บรรลุถึงทางออกบึงโคลนไร้ชีวิต เพียงแต่ด้านหน้ากลับมีคนคุ้นเคยยืนขวางทางไว้
“นี่คือคำตอบของท่านหรือ”อาเค่อเอ่ยถาม ชายหนุ่มตรงหน้ามีแววตาเด็ดเดี่ยวต่างกับการก่อน มันตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นคล้ายผ่านการตัดสินใจมาอย่างดี
“หากแย่งชิงสิ่งของกับชีวิตของฟ่งจื่อไปไม่ได้ ข้าเองก็ต้องตกตายเช่นเดียวกัน”
“อาเค่อ สัญญาของเราจบลงแล้ว เ้าไม่จำเป็ต้องเสี่ยงชีวิต ครั้งนี้ข้าฟ่งจื่อถึงคราวจบสิ้นเอง แม้ตายก็ไม่เสียใจ”ฟ่งจื่อทราบดีว่านี่เป็ความผิดพลาดของมันเอง มันไม่้าให้ผู้อื่นมารับเคราะห์
“พี่ฟ่งจื่อ ข้านับถือท่านอย่างจริงใจ น้อยคนที่กล้าสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ยิ่งบุคคลเ่าั้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับท่าน เอาเป็ข้าแส่หาเื่ใส่ตัวเองไม่เกี่ยวอันใดกับท่าน ใครใช้ให้มันกล้าทำร้ายฮวาเอ๋อข้าจนาเ็”อาเค่อเดินก้าวออกไปรับหน้า อาภรและดาบสีชาดปรากฏขึ้นทันที ในยามนี้อาเค่อสามารถควมคุมรับรู้กระแสโลหิตจนสามารถใช้ออกได้ตามใจนึก กลิ่นอายบ้าคลั่งที่แผ่ออกมาในครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ คลื่นพลังกดดันจนอากาศสั่นไหว ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความอันตรายที่มากกว่าครั้งก่อน มันจึงเตรียมทุ่มสุดฝีมือั้แ่ตอนแรก ลมปราณในร่างหมุนวนโคจร ความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายทำให้ทั่วร่างของมันคล้ายมีไอน้ำพวยพุ่ง
“นั่นปราณตะวันวารี อาเค่อเ้าต้องระวังให้มาก”ฟงจื่อทราบดีถึงลมปราณเฉพาะอันร้ายกาจของชายหนุ่มผู้นั้นจึงกล่าวเตือนอาเค่อ
“ไม่ต้องกังวล มันทุบตีฮวาเอ๋อของข้าหนหนึ่ง ข้าจะคืนกลับให้มันสิบเท่า”