2.รอดหรือไม่
อือ...อือ...
เสียงครางดังจากร่างเล็กที่นอนขดตัวงอและกระสับกระส่ายอยู่บนฟูกไม้ไผ่ข้อเท้าข้างหนึ่งบวมเป่งและเริ่มมีสีม่วงคล้ำไม่ต่างจากร่างกายส่วนอื่นๆอีกหลายแห่ง ในขณะที่เท้าอีกข้างก็ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนเหล็กหนักๆ สำทับด้วยสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ยอมหยุดสาดกระเซ็นมาถูกร่างทำให้ยิ่งหนาวเหน็บจนฟันกระทบกันกึกๆ สองแขนโอบรัดรอบกายก็ยังไม่คลายความหนาวที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูผิว
“หาให้เจอ...คงอยู่ไม่ไกลจากนี้ อย่าให้หนีรอดไปได้นะ!”
แม้จะยังไร้สติอยู่ หากในโสตประสาทกลับมีเสียงกระด้างดุดังก้องอยู่บวกกับกระแสลมแรงที่พัดมาเป็ระลอก ทำให้คนตัวเล็กหนาวจนสะดุ้งเฮือกเป็ระยะถึงอยากฝืนถ่างตาเอาไว้ แต่เมื่อต้องวิ่งหนีเอาตัวรอดจนเหนื่อยล้าบวกกับการโหมงานอย่างหนักจนไม่ได้พักผ่อน ร่างกายจึงประท้วงจนไม่อาจฝืนความนิทราที่มาเยือนพร้อมกับฝันร้าย!ได้
“ช่วยด้วย...ช่วยด้วย!” คิดว่าร้องสุดเสียงแล้วแต่ที่ออกจากปากกลับเบาหวิว
ถึงสองข้างทางจะมีหนามแหลมขวางกั้น จะโดนกิ่งไม้ขีดข่วนแข้งขาล้าจนแทบจะยกไม่ขึ้น ก็ยังต้องวิ่งไปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อหนีให้พ้น แต่หันไปข้างหลังคราวใดก็ยังได้เห็น...
เสือลายพาดกลอนตัวใหญ่กระโจนมาดักซ้ายตะปบขวา...บ้างก็ดักหน้าพร้อมเสียงขู่ จนต้องเหลียวหลังกลับแต่ไอ้เ้าตัวร้ายก็ไวทายาด มายืนจังก้าดักอยู่ข้างหน้า แยกเขี้ยวโง้งข่มขู่...คุกคามทำเอาคนที่กลัวจนตัวสั่นอยู่แล้วรู้สึกว่าแข้งขามันสั่นพั่บๆ และแข็งเสียจนรู้สึกเหมือนถูกพื้นดินเปียกแฉะดูดให้จมลงไปอย่างช้าๆ
เหมือน...ดวงตาสีนิลแวววาวของพยัคฆ์ร้ายมองเหยื่อที่ถูกหลอกล่อให้ต้องวิ่งหนีด้วยความกลัวสุดขีดอย่างพึงพอใจ
เสียงคำรามดังมาก่อนเ้าสี่เท้าตัวใหญ่ซึ่งการเคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งสายลมจะกระโจนมาชั่วพริบตาเดียว เ้าลายพาดกลอนก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าเสียแล้ว
“ไปสิไป...อย่าเข้ามานะ ไอ้เสือบ้า!”นี่เหรอเสียง...ทำไมถึงได้แหบแห้ง บางเบาราวกับไม่มีคำใดๆ หลุดออกมาเลยล่ะ
คำตอบที่ได้รับกลับกลายเป็เสียงคำรามดังก้องพงไพรและอุ้งเท้าหนาที่ตะปบลงมาถึงกระโจนหนีอย่างอัตโนมัติ แต่ก็ยังช้าเกินไป ความเ็ปถาโถมเข้าหาในสมองคล้ายกับมีดวงดาวหมุนอยู่รายรอบ
ครืน...เปรี้ยง!
ท้องฟ้าที่สว่างไสวกลับแปรเปลี่ยนมืดมิด ในฉับพลันที่สายฟ้าฟาดลงมาอีกทั้งเสียงจากฟากฟ้าเหมือนสิงโตร้องคำราม พร้อมสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสายกระทบหลังคาใบหญ้าแฝกก่อนร่วงลงสู่พื้นดิน สายลมโหมพัดหวีดหวิวคล้ายเสียงภูติผีพรายร้องโหยหวน ทะลุผ่านไปถึงโสตประสาทการรับรู้ทำให้คนที่นอนกระสับกระส่ายได้สติหวนกลับคืนห้วงเวลาปัจจุบัน กับความจริงที่เกิดขึ้น!
ถึงจะตื่น แต่ก็ยังไม่เต็มร้อย แต่ก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติมีบางอย่างเกิดขึ้น ทำให้ต้องมาอยู่ในถิ่นที่ไม่คุ้นเคย ถึงจะจำอะไรยังไม่ได้ แต่ก็รู้เื่ที่เกิดขึ้น...ร้ายแรงมาก!
สายลมพัดกระแทกใบไม้กลายเป็เสียงหวีดหวิว หอบเอาละอองน้ำฝนที่ตกลงมาปรอยๆกระเซ็นมาโดนร่างเล็กที่มีเสื้อผ้าบางเบาและชื้นหนาวสะท้านราวกับยืนแช่อยู่กลางลำธารถูกสายน้ำเย็นจัดไหลบ่ามากระแทกจนเซถลาล้มลงไปนั่งบนโขดหินตะปุ่มตะป่ำให้เคล็ดขัดยอกกายตอกย้ำความคิดเดิม...มีเื่ร้ายแรงเกินรับมือไหวเกิดขึ้น
เสียงท้องฟ้าคำรามลั่น ก่อนแสงสีส้มร้อนแรงจะฟาดลงมาพาให้คนตัวเล็กสะดุ้งเฮือกดวงตาเบิกกว้าง ผวาลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวเร็วทำให้คลื่นความเจ็บร้าวถาโถมเข้ามาหาราวกระดูกในร่างถูกหัก
“...!”เสียงของความเ็ปที่ดังผ่านริมฝีปากแห้งสั่นพร่าจนจับคำแทบไม่ได้
เกิดอะไรขึ้น?
หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน ขณะเพ่งมองไปรอบๆ เพื่อจะตอบคำถามที่คั่งค้างอยู่ภายในใจแต่ต้องหลับตาลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเจอกับอาการปวดร้าวราวกับถูกค้อนหนักๆที่ระดมทุบไปทั่วศีรษะจนหายใจไม่ทัน ยังจะมีอาการอื่นๆทางร่างกายที่ตอกย้ำซึ่งความกลัวที่ผุดขึ้นภายในใจ!
มัน...เกิดอะไรขึ้น! ทำไมร่างกายถึงได้เ็ปเคล็ดขัดยอกเหมือนกับถูกรถสิบล้อชนจนกระเด็นไปอัดกับผนังปูนหนาๆก่อนถูกทับซ้ำอีกครั้งอย่างนี้ แต่นึก...ทบทวนยังไงก็ยังไม่ออกเสียที มีแต่จะปวดหัวหนักมากขึ้นหากแต่ต้องหวนคิด
ที่นี่คือที่ไหนกัน...มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
คำถามที่...ไร้คำตอบ เพราะมีเพียงม่านหมอกบางเบาจากสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสายทำให้มองเห็นไม่ชัดอีกทั้งสายลมที่พัดหอบเอาละอองฝนมาถูกผิวเนื้อทำให้หนาวจนเป็สะท้านขนแขนและส่วนต่างๆ ของร่างกายลุกเกรียวไหนจะอาการปวดที่กระบอกตาที่รุมเร้าอยู่เริ่มลามไปถึงขมับและท้ายทอยบวกกับเสียงหวึ่งๆ ราวกับมีผึ้งบินอยู่ในหู ทำให้ร่างกายไม่ทำงานตามใจ้า
ใจเย็นๆ อย่าลนลาน ไม่...ไม่เป็ไร แค่ฝันไปเท่านั้นเองเดี๋ยวตื่นมาก็จะอยู่ที่เดิมกับความหวัง ความฝันเดิมๆ พยายามบอกกับตัวเองอย่างนั้นแต่ไม่เป็ผล...เมื่อสภาพร่างกายที่อ่อนล้าตอกย้ำ...ประท้วงให้นอนพักผ่อนอีกเล็กน้อยหากท้องฟ้าที่คำรามลั่นจนพื้นะเืกับสายฟ้าที่ฟาดลงมาถี่ๆดึงเอาความทรงจำที่ยังคงขาดหายกลับคืนมา...
ขณะนั่งรถกลับบ้าน ฝนที่เคยตกปรอยๆ เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก จนทัศนะในการมองเห็นลดน้อยลง ทำให้พนักงานพยายามประคองรถไปอย่างช้าๆเพื่อมิให้ผู้โดยสารเป็อันตราย แต่ก็เกิดเหตุจนได้
มีไม้ท่อนใหญ่วางขวางกลางถนน จนมิอาจพารถผ่านไปได้โดยง่ายถ้าไม่เคลื่อนย้ายออกก่อนและนั่นก็เป็เหตุให้กลุ่มคนที่หลบซ่อนตัวอยู่ออกมากระทำการอย่างอุกอาจ!
คนที่ลืมตาขึ้นมองสายฝนสลับหลับตาเป็ครั้งคราวเมื่อยามแสงไฟจากริมถนนสาดส่องเข้ามา ตื่นขึ้นมาอย่างงงๆ เพราะเสียงหวีดร้องโหวกเหวกโวยวายอย่างตื่นตระหนกที่ดังกลบทุกสิ่งก่อนมีบางเสียงดังแว่วมา
“โจรปล้น!”
จริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่เมื่อเห็นคนประมาณห้าหกคนในชุดเสื้อคลุมกันฝนสีตุ่นๆสวมรองเท้าบูทเดินตรงมาพร้อมกับบางสิ่งในมือ ที่เมื่อเพ่งมองให้ชัดและคิดว่าตาไม่ได้ฝาดไปสิ่งนั้นคือ...
ปืน!
ทำให้ทุกคนกลัวจนลนลาน หวีดร้องดังลั่น รีบวิ่งหนีลงจากรถกันจ้าละหวั่น อย่างไม่หวั่นเกรงอุบัติเหตุจะเกิดเพราะเส้นทางเดินที่แคบ
อารามใจากเื่ที่ได้คุยกับมารดาไปเมื่อครู่ใหญ่ๆบวกกับเหตุที่เกิดขึ้นซึ่งไม่น่าจะเป็เพียงแค่อุบัติเหตุ แต่เป็ความจงใจของใครบางคนก่อเกิดเป็ความหวาดกลัวเมื่ออยู่ในถิ่นที่ไม่คุ้นเคย ถึงจะเป็บ้านเกิดก็จริงแต่เพราะจากไปอยู่ที่อื่นเสียนาน จึงเป็เสมือนกระต่ายพลัดหลงมาอยู่ในถิ่นเสือร้าย
การเกิดเหตุโกลาหลในยามค่ำคืนเช่นนี้ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ไม่ใช่เหตุการณ์ดีแน่นอน สิ่งที่ควรต้องทำในตอนนี้ก็คือ...หนี! และต้องหนีให้เร็วที่สุดด้วย ทว่าสิ่งที่คิดทำเป็การตัดสินใจที่ผิดมหันต์เพราะเพียงแค่กายเล็กกะทัดรัดขยับเคลื่อนอย่างที่คิดว่าระมัดระวังที่สุดแล้ว แต่ก็ยังไม่ไวเท่าสายตาคู่หนึ่งที่กราดมองมา
เมื่อดวงตาสองคู่สบกัน คู่หนึ่งคมและดุกร้าวเต็มไปด้วยเพลิงโทสะและมุ่งร้ายใอีกคู่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นขลาดกลัวจนสองขาสั่นระริก ดีว่าตอนนี้ก้าวลงมายืนบนพื้นเปียกแฉะด้วยหยาดฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ทำให้ตัดสินใจได้อย่างเร็วเท้าบอบบางถอยไปด้านหลังและหมุนกายก็วิ่งไปอย่างว่องไว
ถ้าเป็กลางวันคงจะจดจำได้ในทันที แต่นี่เป็ค่ำคืนที่ฝนพรำลงมาไม่ขาดสายบวกกับแสงไฟที่ไม่ค่อยสว่างจึงต้องเพ่งมองให้ชัดเจน...ไม่ผิดฝาผิดตัวให้เกิดปัญหาอื่นตามมา
“ใช่! คนนั้น...ไปเอาตัวมา!”
ตอนแรกที่ได้ยินเสียงห้าวกระด้างดุดังสอดแทรกมาชัดเจนเต็มสองหูก็ยังไม่มั่นใจเท่าไหร่...จะใช่หรือเปล่าแต่เมื่อเหลียวมองกลับไป เห็นคนที่น่าจะเป็หัวหน้ายกแขนขึ้นชีนิ้วแหวกม่านฝูงชนที่ตอนแรกก็พยายามจะวิ่งหนีกันอุตลุด...บ่งบอกว่าคนที่เอ่ยถึงใช่ตัวเองแน่นอนไอ้ที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินอยู่เมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็เร็วที่สุดเท่าที่สองขาสั้นๆและร่างกายปราดเปรียวจะทำได้ ต้องรีบไปได้ไกลที่สุดก่อนจะถูกจับได้
เรา...ไปทำอะไรให้คนพวกนั้นไม่พอใจถึงได้ตามไล่ล่าด้วยฤทธิ์แรงโกรธาอย่างนี้?
คำถามที่ดังก้องอยู่ในหัว อยากหยุดเพื่อไต่ถามให้ได้คำตอบแต่ความหวาดกลัวมีมากกว่า จึงเลือกหนทางหนี!
ร่างเล็กวิ่งสลับเหลียวมองด้านหลังอยู่บ่อยครั้งเมื่อไม่เห็นใครวิ่งตามมาก็หยุดพักคลายอาการเหนื่อยเมื่อยล้ามือหนึ่งเท้าเหนือหัวเข่า อีกมือยกขึ้นปาดเหงื่อและน้ำฝนบนใบหน้าขณะเหลียวมองรอบกายอย่างโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย
หนีพ้นแล้วใช่ไหม...แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ประมาท เพราะกลัวจะเป็กลที่วางล่อไว้ให้ตายใจล่ะ
“เอาไงดี...ไอ้เ้าตัวเล็กนั่นหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
“นั่นสิ...ตัวเล็กๆ นึกว่าจะเป็แค่เต่าต้วมเตี้ยมอะไรได้...”
“วิ่งเร็วอย่างกับหนูมุดเข้าโพรงใช่ไหมล่ะ” อีกหนึ่งคนต่อสร้อยคำพูดอย่างเร็ว
“ฮื่อ...คอยดูนะจับตัวได้เมื่อไหร่ จะเตะให้พับหักเป็สองท่อนเลยมึงเอ๊ย!”
“มัวแต่โทษคนอื่น วิ่งเร็วเกินไปจนตามไม่ทันทำไมถึงไม่ดูสารรูปตัวเองมั่งล่ะ คงจะเล่นจ้ำจี้ใต้ผ้าห่มมากไป พองกลาง เลยหมดแรงข้าวต้มน่ะสิ”
“อย่างกับแกไม่เป็งั้นแหละเห็นวิ่งต้วมเตี้ยมเหมือนเต่าเหมือนกันละว้า”
เสียงถกเถียงบ่งบอกถึงความสนุกแว่วดังมา ทำให้คนที่ได้ยินล่วงรู้ได้ทันที...ว่าหมายถึงตัวเองแต่ละประโยคชวนให้สะดุ้งและเสียววาบั้แ่ต้นคอลงไปถึงแผ่นหลัง นึกๆอยากมีความกล้าฮึดสู้ หันไปเล่นงานพวกปากเปราะให้ทรุดกองกับพื้นบ้างแต่...ทำได้เพียงแค่คิด เอาเข้าจริงทำได้แค่...วิ่งหนีอย่างกับสุนัขโดนเอาน้ำรอนลวกเท่านั้นแหละ
มันจะอะไรหนักหนา ฝนบ้านี่จะตกมาทำไมมากมายก็ไม่รู้ แค่นี้ยังเป็อุปสรรคไม่พอหรือไง คนที่ถูกไล่ล่าโดยไม่รู้เื่ราวบ่นอุบ
แค่หนีเอาตัวรอดในเวลาเกือบจะรุ่งสาง...ที่ความสว่างมีน้อยนิดกับท้องฟ้าที่มืดครึ้มด้วยเมฆฝนที่บดบังแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ควรจะโผล่ขึ้นมาส่องสว่างทางให้กับสถานที่ไม่คุ้นเคยก็ยากลำบากจะตายอยู่แล้ว ฝนดันตกลงมาอย่างกับเด็กฉี่อีกจะกลั่นแกล้งให้คนเถื่อนๆ พวกนั้นตามมาทันหรือไงกัน
อยากจะบ้า...อยากจะกรีดร้องให้ดังๆ แต่ที่ทำได้คือ...
หนี! หนีไปบนทางที่ไม่คุ้นเคยอย่างไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปทางไหนเพราะไม่ว่าจะเลือกทิศใดสุดท้ายก็ย้อนกลับมาสู่ที่เก่าเสมอ
เหนื่อยแค่ไหนก็ยังต้องไปต่อ หากวิ่งหนีอยู่นานจนสองขาล้า บวกกับดินเปียกชุ่มทำให้ลื่นจนเซถลาล้มหน้าคว่ำหัวคะมำเข่ากระแทกกับพื้น หน้าซีกหนึ่งถูไปกับพื้นโคลนอารามใทำให้เก็บเสียงเอาไว้ไม่ได้ ถึงจะรีบหุบปาก แต่ก็คงจะไม่ทันเสียแล้ว
“เสียงร้องบอกว่าอยู่แถวนี้ หาดูให้ทั่ว ค้นให้ละเอียดทุกหย่อมหญ้าอย่าให้ตรงไหนหลุดรอดสายตาไปได้...จับตัวไอ้เ้าเวรตะไลนั่นมาให้ได้!” คนเป็หัวหน้าขบวนการไล่สั่งการกับลูกน้อง
ได้ยินเสียงแข็งกร้าวราวกับฟ้าผ่า ทำให้คนหนีหัวซุกหัวซุนสะดุ้งและเริ่มมีอาการละล้าละลังทำอะไรไม่ถูกความเหนื่อยล้าที่รุมเร้า ไหนจะความกลัวและหนาวเย็นจนปากสั่น ฟันกระทบกันดันกึกๆมือเย็นๆ ยกขึ้นลูบใบหน้าเพื่อจะได้มองไปรอบๆ บริเวณเพื่อหาทางหนีทีไล่ให้พ้นอุ้งมือใครก็ไม่รู้!
กลีบปากเย็นเผือดซีดกระตุกเมื่อเห็นขอนไม้ใหญ่ปลายด้านเป็โพรงพอให้มุดลงไปซุกซ่อนกายได้ถ้าหาใบไม้มาปิดปากโพรงได้ ก็ปิดบังตัวจากสายตาคนที่ตามไล่ล่าได้อย่างดีด้วย หากเมื่อคิดจะทำก็ต้องหยุดชะวังด้วยเหล่าสรรพสัตว์ตัวเล็กที่เดินชักแถวยาวเป็พรืด เยอะจนตาลายและขยะแขยง
‘หาที่ซ่อนใหม่ก่อนแล้วกัน ถ้าไม่ได้ค่อยย้อนกลับมาที่นี่หวังว่าฟ้าคงจะไม่ใจร้ายจนปิดโอกาสหนีรอดจนหมดละกัน’ คนถูกไล่ล่าโดยไม่รู้เื่ราวคิด
ขนตายาวงอนกระพือถี่ๆ ขับไล่หยาดน้ำฝนออกไป พร้อมมองหาที่จะใช้หลบซ่อนกายแต่หนทางกลับริบหรี่เหลือเกิน เมื่อรายรอบมีม่านหมอกสีขาวโพลนปกคลุมทั่ว
‘เอายังไงดี’ คนถูกไล่ล่าขบคิด หนทางช่างแสนมืดมนเหลือเกินสำหรับเมื่อไม่รู้จะหนีไปทิศทางใดแล้วเหมือนโอกาสจะถูกยื่นมาถึงมือ
เบื้องหน้าคือต้นไม้ใหญ่ ยามแหงนหน้าขึ้นไปบนปลายยอดพบว่ามีกิ่งก้านใหญ่น่าจะแข็งแรงดีบวกกับพุ่มใบไม้หนาเพียงพอให้ลูกนกลูกกาหลงรังได้หลบซ่อนพึ่งพิง แม้ความสามารถจะมีน้อยไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าสิ่งที่คิดจะได้ผล แต่เมื่อแว่วเสียงดังเข้มดังใกล้เข้ามาก็เหมือนถูกบีบบังคับให้จำใจทำ!