นาตาลีรู้สึกตัวตอนที่ภรรยาของชาเลมาปลุกขณะพักขบวนรถ
“ปวดหัวจัง ถึงหมู่บ้านป่าไผ่แล้วหรือคะ” คนงัวเงียงึมงำขณะตะเกียกตะกายลุก
“ที่ไหนกันล่ะ นี่มันหมู่บ้านชนแดนต่างหาก”
ห๊า!
ตาปรือๆ เมื่อครู่ถึงกับสว่างจ้า แต่จะว่าหายงงก็ไม่เชิง
“ทำไมถึงเป็ชนแดนล่ะ ก็ฉันกำลังจะไปหมู่บ้านป่าไผ่นี่นา” คนฟังทำหน้าประหลาด
“ข้าน่าจะเป็ฝ่ายถามเ้ามากกว่านะ แล้วมานอนอยู่ท้ายรถข้าได้อย่างไร” คนงงมากถึงมากที่สุดต้องนึกทบทวนเหตุการณ์ พอเรียบเรียงได้เท่านั้นล่ะ..ถึงกับเข่าอ่อน
ชาเลจึงบอกให้ลงไปพักข้างล่างก่อน จากนั้นจะทำอย่างไรต่อค่อยว่ากัน
หญิงร่างอรชรน่ามองนางหนึ่งแต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีประดับเครื่องเพชรพลอยอลังการจนน่าขนลุกในสายตาของนาตาลี เ้าหล่อนโผล่พ้นประตูออกมาทักทายผู้มาเยือนและทันทีที่สองสายตาได้ประสานกัน นางผู้นั้นก็ปราดเข้ามาวนเวียนใกล้ๆ นาตาลีจนทำให้เธอนึกคุ้นกิริยา
เหมือนคุณตี้ไม่มีผิด
“ราตรี ข้าฝากดูแลขบวนรถด้วย” ชาเลเกริ่นให้สายตาเ้าของชื่อได้ละไปนาตาลีลอบเป่าปากโล่งอก
“ไม่ต้องห่วง สำหรับเ้า ข้าดูแลให้เป็พิเศษอยู่แล้ว” แล้วสายตาเ้ากรรมของนางก็กลับมาวนเวียนที่เธออีกครั้ง
“ข้าไม่เคยเห็นหญิงนางมาก่อนเลย ญาติเ้าหรือ” ชาเลส่ายหน้าปฏิเสธ
“เื่มันยาว เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง”
“แหม! มันยาวเป็แรมคืนเลยหรือไง เ้านี่ชอบขัดใจข้าอยู่เรื่อยนานๆ ข้าจะได้เห็นหญิงงามแวะเวียนมาสักคน ย่อมอยากรู้เป็ธรรมดาว่าใคร..” ราตรีชม้ายตาวิบวับมาทางนาตาลี“ที่กล้ามาทาบรัศมีข้า” ทำคนฟังถึงกับยิ้มเจื่อน
คนแบบนี้ก็มีด้วย
“อย่างนั้นแม่คนงามประจำถิ่นก็ควรให้พวกข้าได้เติมแรงกันก่อนจะได้เล่ารวดเดียวจบ” สิ้นคำของชาเลก็เรียกเสียงหัวเราะครืนยกเว้นแต่นาตาลีที่ไม่เห็นว่าเป็ประเด็นขำขันตรงไหน
สักครู่นางละเวงในสายตาของเธอจึงผายมือนำทาง “อย่างนั้นก็รีบเข้าเชิญเถอะ” ผู้คนนับสิบชีวิตในขบวนคาราวานต่างทยอยเดินตามกันไปอย่างเคยชิน
นาตาลีเป็คนเดียวที่ยังคงยืนนิ่งอย่างไม่แน่ใจว่าจะตามเข้าไปดีหรือไม่นางละเวงจึงขึงตากว้างใส่ก่อนตรงมาคว้าข้อมือเธอไปละลิ่ว
“อ่ะ!คุณคะฉันเดินเองได้”
“เรอะ” ดูเหมือนเ้าหล่อนจะไม่แยแสคำท้วง เพราะมือกาวยังเหนียวแน่นไม่ยอมปล่อย
มองจากภายนอกไม่น่าเชื่อว่าข้างในจะจัด ‘ได้ดี’ โต๊ะไม้แกะสลักสีดำเงาวับ ตรงกลางมีช่องวงกลมขนาดเล็กพอให้ช่อดอกไม้สีสดลงไปได้เหมาะเจาะ
ร้านอาหารนี่เอง
่บ่ายผู้คนด้านในบางตา
“ร้านนี้มีชื่อที่สุดในชนแดน ใครผ่านมาเป็ต้องแวะ..อาหารอร่อยมาก” ชาเลอธิบาย นาตาลีได้แต่ยิ้มรับเพราะคำว่าอาหารอร่อยมันช่างเรียกน้ำย่อยในกระเพาะได้ดีนักเชียวชาเลพูดต่อว่าที่นี่เป็ลูกค้าผ้าแพรพรรณและเครื่องประดับขาประจำของเขา
“มันเกิดอะไรขึ้น” ภรรยาของชาเลวกกลับมาถามนาตาลีอย่างสงสัย
“เอ่อ..ฉันจะไปหมู่บ้านป่าไผ่ แต่ว่าดันขึ้นรถผิดน่ะค่ะ ต้องขอโทษพวกคุณด้วยมันเป็เหตุสุดวิสัยจริงๆ” เพราะที่ผ่านมาล้วนแต่เป็เหตุอย่างว่าทั้งนั้น
นี่ก็ด้วย
“เ้าจะทำอย่างไรต่อล่ะ เพราะพวกข้าไม่กลับหมู่บ้านป่าไผ่ตอนนี้หรอกนะ ต้องตระเวนไปแถบอื่นต่ออีกแรมเดือนโน่นล่ะถึงจะวกกลับไปที่นั่น” คนฟังใจหายวูบความหวังเลือนรางเต็มที
“ที่นี่ไกลจากหมู่บ้านป่าไผ่มากไหมคะ”
“หนึ่งวันเต็ม จากที่นี่ไปหมู่บ้านริมน้ำคงราวครึ่งวัน” ชาเลตอบให้นาตาลีต้องคิดหนัก ระยะทางไม่ไกลเท่าไหร่ หากเป็ที่กรุงเทพฯ ซิ่งมอร์เตอร์ไซค์แป๊บเดียวก็ถึงแต่สำหรับที่นี่...
คงไกลโขอยู่ แถมไม่รู้ทางอีกต่างหาก
เอาไงดีนะเรา
“ถ้าเ้ายังตัดสินใจไม่ได้ พักที่นี่ก่อนสิ” ราตรีมาทันได้ยื่นข้อเสนอขณะโปรยยิ้มกระจ่างแต่ชาเลกับภรรยากลับทำท่าว่ายิ้มไม่ออก
“ไม่ดีหรอกมั้ง ราตรี” ก่อนจะประสานเป็เสียงเดียว เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายชอบหาเด็กใหม่ๆเข้าร้านเป็นางกลางคืน
“อะไรกันพวกเ้า ก็ที่นี่มีผู้คนผ่านไปมามากมาย..ข้าช่วยฝากได้นะ หรือถ้านางอยากติดสอยห้อยตามพวกเ้าไปข้าก็ไม่เดือดร้อนเพราะไม่ใช่เื่ของข้า”
นาตาลีเร่งไตร่ตรองเป็การด่วน หากต้องร่อนเร่ไปเรื่อยก็คงไม่ดีเหมือนกันหายตัวไปนานโดยไม่บอกกล่าวให้ใครรู้..พันนากับเชนจะคิดอย่างไร อีกทั้งเพิ่งรู้จักกับพรรคพวกของชาเลก็เมื่อตอนทำคลอดให้พันนานี่เองคงไม่ต่างกันหากต้องพักในที่ที่ไม่คุ้นเคย รออาศัยติดรถใครสักคนไปป่าไผ่ดีกว่า
“ฉันตั้งใจไปหาพันนากับมาคินที่หมู่บ้านป่าไผ่ หากต้องตามพวกคุณไปจะเป็การรบกวนเปล่าๆเกรงใจค่ะ เอาเป็ว่าฉันตกลงจะรอที่นี่ละกันคงไม่นานจนต้องค้างคืนใช่ไหมคะคุณราตรี” คนถูกถามเลิกคิ้วสูง
“แหม! แล้วข้าจะไปรู้ได้ยังไงกันล่ะหากเ้าโชคดีคงได้เดินทางก่อนค่ำ หรือไม่อย่างช้าก็พรุ่งนี้เช้า”
ยังดี
เมื่อเห็นว่าชาเลกับภรรยามิขัดอะไรนาตาลีจึงหันมาถามราตรี “เอ่อ..แล้วคุณคิดค่าห้องพักเท่าไหร่คะ คือตอนนี้ฉัน..ไม่มี..”
ไม่มีอะไรหว่า
คนที่นี่ใช้อะไรแทน ‘เงิน’ กันหนอ?
“ไม่เป็ไรหรอก คนรู้จักของชาเลก็เท่ากับเป็คนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจ”แม้นางละเวงจะออกตัวอย่างนั้น แต่นาตาลีก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดีแปลกที่แปลกถิ่น แถมเงินทองของมีค่าก็ไม่มี
มือที่ล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อหวังสำรวจฐานะของตัวเองพลันสะดุดบางสิ่ง
อ๋อ! ของที่เก็บได้ตอนนั้น
แต่จะหยิบออกมาก็ใช่ที่..ใครเป็ใครตอนนี้ไม่อาจรู้
แล้วความคิดบางอย่างก็บรรเจิดในบัดดล
“คุณชาเลคะ ฉันมีสินค้าแปลกจะเสนอให้คุณดู รับรองหาที่ไหนไม่ได้แน่ๆ”เรียกทุกสายตามารวมเป็จุดเดียว
เข้าทาง
ทันทีที่เธอหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมา ราวกับเป็ขวัญตาของคนเฝ้ารอทีเดียวเชียวแหละ
“โอ้โห! เป็เงาวาววับเลย” ลูกชายทั้งสองของชาเลรีบหยิบมาดูอย่างสนใจมือน้อยๆ พลิกซ้ายขวาจนเกิดประกายแวบวับ
“มันคืออะไร” ชาเลถามขณะที่สายตายังคงจดจ่อกับสิ่งของ
“แผ่นซีดีเพลง เอ้ย..ไม่ใช่ มันคือ..เครื่องประดับชนิดหนึ่งเอาไว้ตกแต่งเพื่อความสวยงาม”
“ทำจากอะไร” ราตรีซักบ้าง
“ด้านหนึ่งทำจากเศษไข่มุกและเปลือกหอยจากใต้ทะเลลึก หายากมากนะไม่มีใครทำได้ง่ายๆ หรอก ส่วนอีกด้านเป็ศิลปะการวาดแบบพิเศษ” ลื่นไหลไม่มีที่ติ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่เคยโกหกใครแต่ครั้งนี้ต้องขออภัยจริงๆ
สถานการณ์บังคับ
“ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยของแปลกหายากอย่างนี้ เ้าจะเอามาขายทำไม” ภรรยาของชาเลเริ่มเสียดายแทน
“ก็..แถวบ้านฉันมีเยอะมาก แบบนี้เห็นจนเบื่อแล้วก็เลยอยากให้คนอื่นได้ดูบ้าง..อย่างนี้คุณจะคิดราคายังไงคะ”
ชาเลแทบไม่ต้องพิจารณาอะไรมาก เพราะสีหน้าบ่งชัดถึงความพอใจเขาหยิบถุงผ้าหนาสีน้ำเงินขนาดเท่าอุ้มมือยื่นส่งให้
“ข้าเอาหมดนี่” นาตาลีรับถุงผ้ามาแบบงงๆเพราะไม่คิดว่าจะถูกเหมาเกลี้ยง
ชาเลเริ่มง่วนกับการขายสินค้าใหม่แล้ว ส่งผลให้ราตรีเผยยิ้มระรื่น
“เ้าโชคดีนะ มีของดีติดตัวมาด้วย เอาล่ะ..ดูท่าว่าตอนนี้เขาคงยุ่งไปอีกพักใหญ่เชิญเ้าข้างในดีกว่า” คนถูกเชิญจึงทำตามคำแนะนำและเลือกนั่งในมุมที่ติดกับประตูที่สุด
เธอหยิบถุงผ้าหนาขึ้นเปิดดู ถึงกับตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นเหรียญทองขนาดเท่าเหรียญห้าบาทบรรจุเต็มนับแล้วทั้งหมดมีสามสิบเหรียญ เท่ากับจำนวนแผ่นซีดีพอดี
“โอโห้! ตอนซื้อมาแผ่นไม่กี่บาทเองเอามาขายที่นี่ได้ตั้งหลายตังค์ ใครจะรู้บ้างไหมนะว่ากำไรอื้อซ่า” เธอตื่นเต้นตาโตเป็การใหญ่แสดงว่าคนที่นี่ใช้เหรียญทองในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ถุงผ้าถูกหย่อนเก็บที่เดิมด้วยท่าทีปกติเพราะขืนทำเลิกลั่กผิดสังเกตคนอื่นก็รู้หมดน่ะสิว่ามีของมีค่า
แล้วก็รอ
…รอ...รอ...
ตะวันเกือบตกดินจึงเริ่มมีผู้คนเดินเข้าออกในร้านมากขึ้นแต่อนิจจา..ไม่มีใครมุ่งหน้าไปหมู่บ้านป่าไผ่หรือหมู่บ้านริมน้ำสักคน
บ้าจริง!
เด็กในร้านยกอาหารมาวางให้ แต่หญิงสาวไม่มีกะจิตกะใจจะกินสักนิดสักครู่ราตรีจึงเดินเข้ามาทักทายหลังจากหายตัวไปพักใหญ่
“เ้านี่อยากไปหมู่บ้านป่าไผ่เสียจริงนะ เอ..หรือว่าอยากไปจากที่นี่มากกว่า”พลางทำหน้าละห้อยให้นาตาลีรีบปฏิเสธพัลวัน
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ คือฉันคิดว่าน่าจะได้ไปก่อนค่ำน่ะ แต่นี่...”เธอทอดน้ำเสียงเนือยอย่างหมดหวัง
“เอาเถอะ ทำใจให้สบาย ข้าเตรียมห้องพักไว้ให้แล้ว ส่วนอาหารพวกนี้ข้าจะให้เด็กยกขึ้นไปให้ข้างบนรีบไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้าเตรียมตัวเดินทาง แล้วข้าจะให้เด็กไปตาม”คนฟังเห็นทีต้องทำตามอีกเช่นเคย เพราะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เธอหยิบแผ่นซีดีที่เหลืออีกห้าแผ่นส่งให้แล้วขอร้องให้อีกฝ่ายรับไปเพื่อเป็การขอบคุณ
ราตรีรับมาอย่างเสียไม่ได้
“ขอบใจนะ”
คล้อยหลังคนอ่อนล้าที่แยกตัวไปเพียงอึดใจเด็กหน้าร้านคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาซุบซิบบางอย่างที่ทำให้ราตรีต้องเหลียวขวับยังประตูทางเข้าชายร่างสูงผู้อำพลางตนภายใต้ชุดคลุมยาวกำลังตรงย่างก้าวเข้ามา
“เ้าไปเตรียมอาหารอย่างดีและที่พักไว้ เร็ว!” นางกระซิบก่อนยิ้มรับชายผู้นั้นด้วยสีหน้าเบิกบาน
ไม่มีการต้อนรับเป็พิเศษจนเด่นกว่าใคร เพียงแค่เข้าไปพูดคุยปกติ
“ยินดีมากที่ได้พบกันอีก” นางเป็ฝ่ายเอ่ยทักผู้มาใหม่หากอีกฝ่ายมีเพียงรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุกปากใต้ผ้าคลุมสีเข้มเป็การตอบรับ สายตาคู่คมพลันเหลือบเห็นความวาววับของสิ่งที่อยู่ในมือนาง
“ไปได้ของแปลกมาอีกล่ะสิ” คนฟังยักไหล่ภูมิใจ ขนาดคนตรงหน้ายังออกปากแสดงว่าเป็ของหายากจริงๆ
“ชาเลมักมีอะไรดีๆ อยู่เสมอ”
“เขาเองก็เพิ่งได้มาวันนี้เหมือนกันแม่หญิงแปลกหน้าที่มากับชาเลเมื่อตอนบ่ายเพิ่งขายให้ไป ส่วนนี่..นางให้ข้าเพราะตอบแทนเื่ที่พักสำหรับคืนนี้”ราตรีอธิบายด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยไม่ทันสังเกตแววตาวาวโรจน์ของคนใต้ผ้าคลุมที่เวลานี้จัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“นางอยู่ที่นี่?”
“เพิ่งขึ้นไปเมื่อสักครู่นี้เองข้ายังไม่ทันได้คุยอะไรกันนักหรอกเพราะนางออกจะเก็บปากเก็บคำ ได้แต่รอเป็นานสองนานหวังติดรถใครสักคนไปหมู่บ้านป่าไผ่”
“นาตาลี” ราตรียกมือทาบอกอย่างเหลือเชื่อ
“ท่านรู้จัก!”
“นั่นล่ะ ที่ทำให้ข้าต้องมายืนอยู่ต่อหน้าเ้านี่ไง” ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากอย่างคนมีชัยไม่คิดว่าอะไรๆ จะง่ายดายเกินคาด..สิ่งที่้าอยู่แค่เอื้อมนี่เอง
“คราวนี้มีคนจะไปหมู่บ้านป่าไผ่แล้ว ฝากเ้าช่วยจัดการด้วย” คนฟังนิ่งงันไปชั่วอึดใจ แม้อยากถามต่อใจแทบขาดแต่ก็ยังเงียบปากเอาไว้ได้มีเพียงสีหน้าเท่านั้นที่เก็บไม่อยู่
สุดเซ็ง
“หึ! นึกว่าจะได้เด็กใหม่เข้าร้านซะอีก หากได้นางมาอยู่กับข้าล่ะก็คงเรียกหนุ่มๆ ได้มากโข ดันเป็คนของท่าน..น่าเสียดาย” เ้าหล่อนอดบ่นปอดแปดไม่ได้ก่อนเดินกรีดกรายไปรับรองแขกโต๊ะอื่นต่อ