หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 160 วันเวลาของเหล่าองค์ชาย

            เสี่ยวซี เด็กชายตัวอ้วนเมื่อโดนสั่งสอนไปครั้งหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นว่าง่าย

            เมื่อก่อนเขาเพียงเอาแต่ติดตามเฉินโย่วไปเที่ยวเล่นแทบทุกวัน บัดนี้เพิ่งจะพบว่ากระทั่งพี่โย่วก็ยังต้องฟังพี่ลู่ ดังนั้นเขาจึงได้แต่ทำตามพี่โย่ว คอยตบตาพี่ลู่ไปวันๆ

            อาลู่และคนอื่นๆ ปกติแล้วก็แต่เจ้าร้ายมาข้าร้ายยิ่งกว่า สุดท้ายเมื่อได้มาพบเด็กชายตัวอ้วนร้องไห้โฮเช่นนี้ เมื่อจัดการเด็กชายไปคราหนึ่ง เจ้าเด็กนั่นก็ไม่หือไม่อืออีก กลับเป็นพวกเขาที่นึกละอายใจที่เคยจัดการเจ้าเด็กนี่โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ด้านหลังพวกเขาก็มีลูกไล่เพิ่มมาอีกหนึ่งคนแล้ว

            ทว่าเจ้าเด็กอ้วนกลับไม่กล้าไปกวนอาสวิน เพราะอาสวินเอาแต่ตั้งใจอ่านตำรา บนใบหน้าปรากฏเพียงรอยยิ้มที่ดูราวกับไม่ยิ้ม เสี่ยวซีเห็นแล้วก็ขวัญอ่อนขึ้นมา

            ยามเขาเข้าไปหาอาสวิน อาสวินก็จะจัดแบบเรียนมาให้คัด เขาคัดจนมือบวมไปหมดแล้ว

            ดังนั้นในบรรดาเหล่าพี่ชาย เสี่ยวซีจึงกลัวอาสวินที่มีท่าทีอ่อนโยนดุจสายลมวสันต์ที่สุด

            ตกบ่ายมาหลังจากเด็กชายกินเนื้องูตุ๋นจนอิ่มแล้ว ก็หลับอุตุเหมือนเช่นวันก่อนๆ

            เด็กชายพุงอ้วนกลมส่งเสียงกรนเบาๆ ในห้องอุ่นสบาย นอกหน้าต่างแสงตะวันสีทองทอแสงงามตา ทั้งยังสาดเข้ามาในห้องที่เด็กชายนอนอยู่

            แสงตะวันสาดลงมาบนพุงกลมๆ ด้วยเพราะเด็กชายเลือกเอนกายตรงปลายเตียงที่มีแสงแดดส่องมา…

            ช่วงบ่ายในวังหลวงแคว้นเชิน

            ฮ่องเต้ที่เพิ่งจะประชุมเช้าเสร็จ ในที่สุดก็ระลึกได้ว่าตนยังมีพระโอรสอีกองค์หนึ่ง

            เขาเป็นคนที่มีความขัดแย้งในตัวเอง ในตอนเขานั้นอยากได้องค์ชายน้อยสักคนเหลือเกิน ต่อมาพระสนมเอกเล่อก็มีครรภ์ เขาก็ดีต่อนางสารพัด

            ทว่าพระสนมเอกเล่อเป็นเพราะคลอดบุตรคนนี้จึงได้ตายไป และเพราะเรื่องนี้จึงทำให้เขานึกขยาดการคลอดบุตรขึ้นมา จนพลอยรู้สึกไม่กล้ามองหน้าโอรสของตน กระทั่งจงใจจะลืมเด็กคนนี้ไปเสีย 

            เดาว่าเรื่องนี้คงเกี่ยวกับนิสัยของเขา สิ่งที่ไม่อาจครอบครองได้ ยามจะได้ครอบครองก็ดีใจตื่นเต้นจนแทบทนไม่ไหว ทุกวันก็ฮึกเหิมเต็มไปด้วยพละกำลัง

            ตอนแรกยามที่รู้ข่าวว่าพระสนมเอกเล่อมีครรภ์ เขายังต้องป่าวประกาศให้ใต้หล้ารับรู้ ทั้งยังอยากให้ราษฎรมาร่วมกันเฉลิมฉลอง

            ทว่าบัดนี้เมื่อพระโอรสประสูติแล้ว เขากลับไม่ได้สนใจองค์ชายน้อยเท่าใดนัก กระทั่งพระสนมเอกเล่อและพระสนมหรงที่เพิ่งจะจากไป เขาก็ทำใจลืมพวกนางได้รวดเร็วนัก

            แต่ก็เป็นเช่นนั้น รักไวก็ย่อมหน่ายไว

            ส่วนเรื่องที่เขาตระหนักได้ว่าควรไปหาองค์ชายน้อยที่ตำหนักจ้าวเหอก็ล้วนแต่ได้เหล่าขุนนางเป็นคนเอ่ยปากเตือนสติขึ้นมา

            เพราะพระสนมเอกเล่อสิ้นไปแล้ว ดังนั้นมอบองค์ชายน้อยให้ฮองเฮาเลี้ยงจึงนับว่าเหมาะสมที่สุด

            เขาย่างเท้าเข้าไปในเขตตำหนักจ้าวเหอ ก็เห็นว่าใต้แสงตะวันที่เรืองรองลงมามีเปลเล็กๆ อยู่ ทว่าเปลนั้นกลับดูไม่ใช่ของใหม่ย่อมต้องเป็นของเก่าอย่างแน่นอน

            คิ้วงามพลันขมวดเป็นปม

            ฮองเฮาจ้าวที่ประทับอยู่ข้างเปลน้อยพลันกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ฝ่าบาทโปรดอย่าถือโทษว่าหม่อมฉันไม่ตั้งใจนะเพคะ แม้ว่าเปลนี้จะเก่า ทว่าก็เป็นเปลที่อีเหรินเคยใช้ยามยังเล็กอยู่ ของใช้เด็กเช่นกัน เหล่าราษฎรล้วนแต่พิถีพิถันใช้ของเก่าเก็บกันทั้งนั้น หม่อมฉันก็ไม่มีความรู้อะไร เพียงแต่ข้าวของที่อีเหรินเคยใช้ ฮูหยินของเหล่าขุนนางล้วนแต่ชอบขอกลับไปใช้ แต่ของพวกนี้ล้วนประณีตนัก หม่อมฉันจึงตัดใจยกให้พวกเขาไม่ลง”

            แน่นอนว่าฮ่องเต้เมื่อได้ยินคำอธิบายของฮองเฮา ก็ไม่ได้ติดใจอะไรอีก

            อีเหรินคือคนที่สวรรค์ลิขิตมา เป็นผู้คุ้มครองและนำความมั่งคั่งมาสู่แคว้น ใช้สิ่งของของนาง ก็ย่อมดีต่อเด็กคนนั้นอยู่แล้ว

            “อาจ้าว ลำบากเจ้าแล้ว ข้าเชื่อใจเจ้า เจ้าเลี้ยงดูสั่งสอนอีเหรินได้ดีนัก ผิงอันก็ย่อมจะต้องเติบโตมาเป็นเด็กดีเช่นกัน” ฮ่องเต้เมื่อพูดถึงผิงอันก็อดจะรู้สึกไม่เบิกบานใจไม่ได้ ชื่อนี้ฟังแล้วช่างสามัญนัก ไม่มีความองอาจแม้แต่น้อย ทว่าชื่อนี้เป็นคำขอสุดท้ายของพระสนมเอกเล่อ เขาจึงต้องตอบตกลง ทว่ายามที่เขาต้องเอ่ยชื่อนี้ก็รู้สึกไม่เบิกบานใจอยู่ร่ำไป

            เพราะเหล่าขุนนางได้เอ่ยเตือนสติ ฮ่องเต้จึงได้แวะมาดูโอรสของตนสักหน่อย แต่เพราะทารกน้อยเพิ่งจะเกิดได้ไม่นาน บัดนี้จึงกำลังหลับอยู่พอดี ในเมื่อไม่ได้พบพระโอรส เขาจึงไปสนทนากับฮองเฮาครู่หนึ่งแทน

            ไม่นานเขาก็อ้างว่าตนยังมีเรื่องต้องสะสาง แล้วจึงปลีกตัวจากมา

            เปลเก่านี้เป็นเปลที่องค์หญิงเคยใช้จริงๆ ทว่ามันก็เก่ามากแล้ว ด้านใต้จึงมีรูรั่วให้ลมพัดเข้ามาได้

            แผ่นหลังของเด็กชายในห่อผ้าอ้อมที่นอนอยู่ในเปลจึงเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ

            เมื่อฮองเฮาจ้าวใช้มือลองเขี่ยใบหน้าทารกน้อยดู ก็สัมผัสได้ว่าใบหน้าช่างเย็นเยียบ

            นางรู้ว่าฝ่าบาทกำลังยุ่งวุ่นวายเรื่องอะไรอยู่ ในวังหลวงแห่งนี้ทุกที่ล้วนแต่อยู่ในสายตาของนาง ต่อให้นางไม่สืบ ก็มีคนมารายงานนางอยู่ดี

            ฝ่าบาทช่วงนี้กำลังอยากจะทำว่าวขนาดใหญ่สักตัว ด้านบนยังต้องมีของประดับตกแต่ง ทั้งยังต้องสลักอักษร โดยว่าวตัวนี้เขาเตรียมจะมอบให้ฮูหยินหลัวต่อหน้า ด้วยอยากให้นางตื่นเต้นดีใจสักหน่อย

            หลายวันมานี้ฮ่องเต้ก็เอาแต่ยุ่งง่วนอยู่กับว่าวตัวนี้ ท่าทีของฝ่าบาทช่างดูจริงจังกว่าคราใด 

            ในที่สุดว่าวที่เขาทำก็ลอยได้เสียที อีกทั้งยังลอยได้สูงนัก สตรีวิปลาสที่อยู่ในตำหนักซีเหอ เมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นว่าวตัวนี้เช่นกัน

            ฮองเฮาจ้าวที่ประทับอยู่ข้างเปลเก่าของทารกน้อยก็มองเห็นมันเช่นกัน

            …...

            ช่วงบ่ายในวังหลวงของแคว้นจิง

            แสงตะวันเจิดจ้า

            ในตำหนักของฮองเฮายังเต็มไปด้วยความร้อนจากถ่านไฟที่เผาไว้ ใครที่เดินเข้าไปในตำหนักก็ล้วนไม่อาจทนสวมอาภรณ์ไหว ได้แต่สวมเพียงชุดกลางเท่านั้น

            ฮองเฮาหลังให้กำเนิดองค์ชายแล้วก็ราวกับแก่ลงไปสิบปี ทั้งยังกลัวความหนาวยิ่งนัก

            ไม่ได้เหมือนกับที่ท่านหมอคนนั้นเคยกล่าวเอาไว้ว่าการคลอดบุตรสำหรับสตรีราวกับชีวิตที่สอง ทว่าก็สามารถใช้ยาบำรุงกำลังร่างกายอ่อนแอของฮองเฮาเป๋าที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขานักโทษได้

            ในตอนนั้นท่านหมอพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ บัดนี้หลุมศพของเขาจึงได้มีหญ้าขึ้นรกเสียแล้ว 

            ฮ่องเต้รุ่ยปฏิบัติต่อฮองเฮาเป็นอย่างดี ไม่เคยมีท่าทีรังเกียจนางแม้แต่น้อย

            แม้ว่าเขาจะไม่ชอบความร้อน ทว่าก็ยังเดินทางไปหานางทุกวัน

            ก่อนเข้าไปในตำหนัก ก็จะเปลี่ยนไปสวมชุดบางสำหรับฤดูร้อน

            พระโอรสน้อยช่างแตกต่างจะพระมารดาของตน เด็กน้อยร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี

            ใบหน้ากลมเกลี้ยง ฝ่ามืออวบอ้วน

            เมื่อเห็นว่ามีคนเดินเข้ามา เด็กชายก็จะชูมืออ้วนๆ ของตนขึ้นมาโบกไปมา

            แม้จะยังพูดไม่ได้ ได้แต่ทำเสียงอ้อแอ้ แต่ก็ดูเปี่ยมไปด้วยพลังนัก

            ฮ่องเต้รุ่ยเมื่อเห็นองค์ชายน้อย ใบหน้าคมสันก็ไม่อาจหุบยิ้มลงได้

            ทั้งยังไม่ลังเลที่จะอุ้มทารกน้อยขึ้นมาแล้วพาเดินไปรอบๆ ห้อง เช่นเดียวกันกับที่สามัญชนทั่วไปทำ

            ทุกคราในเวลานี้ฮองเฮาจะประทับอยู่บนตั่งนุ่ม ตรงเอวมีเบาะนุ่มๆ หนุนไว้

            หากเป็นตระกูลปกติทั่วไป แม่ม่ายเช่นนางคงถูกครอบครัวรังเกียจอย่างแน่นอน

            หากว่าอยู่ในราชวงศ์ ฮองเฮาเช่นนี้ก็คงจะถูกส่งไปอยู่ในตำหนักเย็นตั้งนานแล้วเช่นกัน

            ทว่าสำหรับฮองเฮาเป๋าแล้ว เพียงนางเปลี่ยนอิริยาบถบนเตียง ฮ่องเต้ก็ยังเข้ามาช่วยประคองด้วยตนเอง ไม่ยอมให้คนอื่นทำแทน กระทั่งเหล่าขันทีก็ไม่ได้

            ด้านนอกแสงแดดจ้านัก แค่มองจากหน้าต่างก็พอจะรู้ได้แล้ว

            ทว่าหน้าต่างในตำหนักของฮองเฮากลับถูกปิดสนิท ด้วยฮองเฮาไม่ชอบความเย็น ลมเพียงเบาๆ ก็สามารถทำให้ร่างของนางรวดร้าวไปหมด

            มีอยู่หลายคราที่นางปวดเสียจนนอนไม่หลับ ฝ่าบาทเองก็ไม่หลับเช่นกัน เขาคอยอยู่เป็นเพื่อนนาง ทั้งกลางดึกยังลุกขึ้นมาช่วยนางนวดเอวจนนางหลับไป

            ฮองเฮามองแสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างมา แล้วจึงหันไปมองฮ่องเต้ร่างกำยำข้างกาย สามีที่กำลังอุ้มลูกน้อยของนาง และเขาไว้แนบอก

            ด้วยความเหนื่อยอ่อนฮองเฮาสาวจึงผล็อยหลับไป

            ด้วยเมื่อวานนั้นก็เป็นอีกคืนที่นางไม่อาจหลับลงได้

            ฮ่องเต้ที่กำลังกล่อมองค์ชายน้อยให้หลับ เมื่อหันกลับไปก็เห็นว่าฮองเฮาผล็อยหลับไปเสียแล้ว พรมที่ห่มอยู่บนกายไหลลงมากว่าครึ่ง

            กระทั่งแขนก็ร่วงลงมาอย่างไม่อาจควบคุม

            ฮ่องเต้รุ่ยจึงเดินไปหยุดลงตรงหน้าต่างแล้วมองออกไปด้านนอก เมื่อมองไป ดวงตาคู่งามก็แดงระเรื่อ

            ……

            ช่วงบ่ายแสงตะวันร้อนแรง

            หลังวัดเล็กๆ แห่งนั้น ภิกษุหนุ่มเผยท่อนแขนกำยำให้เห็น ในมือยังถือหินทรายขึ้นมาขัดระฆังใหญ่

            เณรน้อยนั่งยองๆ อยู่ด้านล่างคอยส่งของให้

            แสงตะวันสาดลงบนศีรษะล้านเลี่ยน ศีรษะนั้นก็สะท้อนสู้แสงตะวัน

            ภิกษุหนุ่มสุดท้ายก็ไม่อาจชักชวนองค์หญิงให้มาเข้าเส้นทางธรรมได้จริงๆ ด้วยเพราะพวกเขาไม่อาจเข้าใกล้นางได้ตั้งแต่แรก องค์หญิงยามเสด็จออกนอกพื้นที่ล้วนต้องมีองครักษ์คอยคุ้มกันแน่นหนา  

            ด้วยเพราะภิกษุหนุ่มพาเณรน้อยออกไปเที่ยวเล่น จึงได้ถูกท่านอาจารย์ลงโทษให้สร้างระฆังขึ้น 

            เพราะวัดเทียนเหรินมัวแต่ต้อนรับองค์หญิง และชนชั้นสูง จึงไม่ทำวัดเช้าตามระเบียบ พวกเขาจึงตัดสินใจสร้างระฆังเอง เพื่อจะได้ทำตามระเบียบให้เรียบร้อย

            เณรน้อยยิ้มแป้นเอ่ยกับภิกษุหนุ่ม “ศิษย์พี่ รอให้ท่านทำระฆังเสร็จก่อน ข้าจะมาตีมันทุกวันเลยเชียว ตราบใดที่เป็นภิกษุไปอีกหนึ่งวัน ก็จะตีระฆังไปอีกหนึ่งวันเช่นกัน”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808