“อ้าว หยางเว่ยนี่เอง บังเอิญจัง นายมากินข้าวที่โรงอาหารเหมือนกันเหรอ” เซี่ยปิงทักทายหยางเว่ย
หยางเว่ยกัดฟันแล้วพูดว่า “นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ ฉันมาที่นี่เพื่อตามหานายโดยเฉพาะ”
“มาตามหาฉันโดยเฉพาะ ทำไมกัน?” เซี่ยปิงทำตาใสซื่อ
เมื่อเห็นท่าทีไม่ยี่หระเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นของชายคนนี้ จมูกของหยางเว่ยเห่อแดงด้วยความโกรธ “นายอย่าทำเป็แกล้งโง่ไปหน่อยเลย ฉันไม่มีทางลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนวันนี้”
“อ๋อ เื่วันนี้น่ะหรอ” เซี่ยปิงทำทีเหมือนนึกขึ้นได้ “นายมาที่นี่เพื่อขอโทษฉันสินะ ฉันเข้าใจแล้วล่ะ แต่นายไม่จำเป็ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ ฉันไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอยู่แล้ว” เขาปัดมืออย่างไม่นึกถือสา
“ใครจะมาขอโทษนาย อย่าแม้แต่จะคิด!” หยางเว่ยโกรธจนควันออกจมูก ชายคนนี้ล้อเลียนเขา ตั้งชื่อเล่นให้เขา และยังทำให้เขาต้องอับอายขายหน้า ถูกเพื่อนร่วมชั้นวิพากษ์วิจารณ์
เขาไม่ได้ขอให้อีกฝ่ายขอโทษเขาด้วยซ้ำ แต่ไอ้สารเลวนี่คิดว่าเขามาเพื่อ้าขอโทษ
“ถ้านายไม่ได้มาเพื่อขอโทษแล้วนายมาทำอะไรที่นี่ อย่าบอกนะว่านายอยากเลี้ยงข้าวฉัน” เซี่ยปิงกระพริบตามอง
มารดามันสิ ใครอยากจะเลี้ยงข้าวคนหน้าด้านหน้าทนอย่างมัน
หยางเว่ยโกรธจนพูดไม่ออก เขาไม่รู้จะใช้คำไหนกับไอ้คนสารเลวคนนี้แล้ว
“หุบปากซะ!”
ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มร่างสูงเกือบสองเมตรที่ได้รับฉายาว่า “หมีทมิฬ” เดินออกมาราวกับเนินเขาเคลื่อนที่ ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล
เขาจ้องมองเซี่ยปิง หัวเราะเย้ยหยัน “คิดว่าแกล้งทำตัวไม่รู้เื่แล้วจะทำให้สิ่งที่แกทำไว้มันจะหายไปงั้นสิ พ่อแม่ของแกไม่เคยสอนเื่มารยาทเลยหรือไง ตั้งชื่อเล่นให้คนอื่นอับอาย เหยียดหยามเพื่อนร่วมชั้นต่อหน้าเพื่อนในห้อง แกถูกสอนมาแบบนี้เองหรอ”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความดุร้าย
“ตลอด่ชีวิตสิบแปดปีของฉัน พ่อแม่ฉันสอนเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เซี่ยปิงหรี่ตาลงพร้อมจ้องมองไปที่ร่างสูงสองเมตร
ชายคนนั้นกำหมัด แย้มริมฝีปากออกจนเห็นฟันขาว “ไอ้หมอนี่น่าสนใจดีแหะ แกมีความกล้าหาญไม่เบา แต่ฉันไม่รู้ว่าแกจะมีความสามารถที่จะทำแบบนั้นได้หรือเปล่า”
“วิธีที่ผู้ฝึกปราณใช้แก้ไขข้อขัดแย้งนั้นง่ายมาก นั่นคือการต่อสู้ ผู้แข็งแกร่งย่อมได้รับความเคารพ! เพราะฉะนั้น แกกับฉันมาสู้กันที่ลานประลองัเหิน ถ้าแกชนะ ฉันจะทำเป็ว่าเื่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นและไม่มาก่อปัญหาให้แกอีก แกคิดว่าไง”
ประลอง!
เซี่ยปิงตาสว่างวาบขึ้นมา เพราะว่าในโรงเรียนแห่งนี้มีกฎเหล็กที่ต้องทำตามนั่นก็คือ หากนักเรียนคนใดมีความขัดแย้งกันถึงขั้นเกิดการทะเลาะตบตี เพื่อแก้ไขปัญหานี้ โรงเรียนได้จัดตั้งลานประลองัเหินขึ้นมายุติข้อขัดแย้งดังกล่าว หากนักเรียนคนใดไม่ทำตามกฎจะต้องโดนไล่ออกสถานเดียว
สาเหตุที่ชายร่างหมีคนนี้ไม่กล้าทำอะไรเซี่ยปิงเป็เพราะว่ามีกฎนี้อยู่ เขาจึงทำได้แค่ท้าประลองกับเซี่ยปิงเท่านั้น
ยิ่งเวลาผ่านไป กลุ่มคนที่กำลังสร้างปัญหาให้กับเซี่ยปิงก็ถูกนักเรียนที่อยู่รอบๆ สังเกตเห็น ทุกคนต่างพากันมองไปในทิศทางเดียวกัน
“ดูนั่นเร็ว! มีคนอยากสู้กันที่ลานประลองัเหิน จะมีการแสดงดีๆ ให้ดูแล้ว”
“ผู้ชายร่างสูงใหญ่คนนั้นมันหมีทมิฬสงป้าเทียนไม่ใช่หรอไง คนๆ นั้นต้องโชคร้ายขนาดไหนถึงไปมีเื่กับเขา”
“หมีทมิฬสงป้าเทียน! นั่นมันนักเรียนชั้นปีที่สามนี่ เขามีพลังศักดิ์สิทธิ์โดยกำเนิด หมัดของเขามีความแข็งแกร่งมากกว่าสองพันจิน พลังปราณอยู่ในระดับนักสู้ขั้นห้า”
“ใช่แล้วมันคือหมีทมิฬ ถ้ามันโกรธเมื่อใด ไม่มีใครต่อต้านมันได้ คนสุดท้ายที่มีเื่กับหมีทมิฬ ถูกซัดจนกระดูกซี่โครงหักเกือบหกซี่เลยนี่ เห็นว่าต้องพักรักษาตัวถึงสองเดือน”
นักเรียนหลายต่อหลายคนร่วมแสดงความคิดเห็นเสียงดัง บ้างก็รู้สึกยินดีกับความโชคร้ายของเซี่ยปิง
“อย่าบอกนะว่าแกกลัว”
สงป้าเทียนแสยะยิ้ม ปราดตามองไปที่เซี่ยปิง “เอาล่ะ ถ้าแกยอมคุกเข่าลงร้องขอความเมตตาตอนนี้ และเดินลอดหว่างขาของฉันไป ฉันจะไม่ถือสากับเื่ที่เกิดขึ้นสักครั้ง แน่นอนว่า...ครั้งเดียวเท่านั้น หากฉันเจอแกหนึ่งครั้งฉันจะตีทุบแกหนึ่งครั้ง จนกว่าแกจะลุกขึ้นมาไม่ได้สักสามเดือน”
“กลัวเหรอ” เซี่ยปิงยิ้ม “ฉันจำเป็ต้องกลัวไอ้โง่ที่ใหญ่แค่ตัวอย่างนายไปทำไมกัน”
“ไอ้โง่ที่ใหญ่แค่ตัว?”
นักเรียนทุกคนที่อยู่รอบบริเวณนั้นใกับพูดของเซี่ยปิง รวมถึงหยางเว่ยด้วย ไม่คิดว่าเขาจะกล้าประจันหน้ากับชายที่มีพลังปราณนักสู้ระดับห้า ทั้งยังเป็ผู้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์โดยกำเนิดและทรงพลังอย่างยิ่ง
แต่ไอ้สารเลวคนนี้กลับกล้าพูดว่าสงป้าเทียนเป็แค่ไอ้โง่ตัวหนึ่ง
“เซี่ยปิง!”
สงป้าเทียนโมโหจนตาแดงก่ำ ไม่เคยมีใครกล้าเรียกเขาว่าไอ้โง่แม้แต่คนเดียว หรือต่อให้มี เขาจะส่งไอ้บัดซบนั่นลงหลุมโดยไม่ต้องร้องขอ
แต่เด็กคนนี้กล้าพูดมันออกมาต่อหน้าเขา
“เื่ประลองบนลานัเหินไม่ใช่ปัญหา ว่าแต่หยางเว่ยจะเห็นด้วยกับข้อตกลงนี้หรือไม่”
เซี่ยปิงกล่าวอย่างสบายๆ
หยางเว่ยรีบตอบกลับไปทันที “ตราบใดที่นายตกลงรับคำท้า ฉันกับพี่สงป้าเทียนจะทำตามคำพูดก่อนหน้านี้ ถ้าแกชนะ พวกเราจะไม่มายุ่งกับแกอีก”
เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว เขาไม่สามารถเรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้ ขอแค่ไอ้ตัวบัดซบนี่ลงลานประลอง และได้รับบทเรียนอย่างสาสม จะรู้สึกดีแค่ไหนถ้าได้เห็นสภาพอันน่าสังเวชของมัน
แม้ว่าเขาไม่ได้เป็คนลงมือทำมันด้วยตัวเอง แต่ก็นับว่าเป็การแก้แค้นสำหรับเขาเช่นกัน
“ตกลงฉันรับคำท้า กำหนดวันเวลามา เมื่อไหร่ ตอนไหน” เซี่ยปิงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ส่วนหนึ่งเป็เพราะว่าเขาอยากได้คะแนนความเกลียดชังจากระบบ และค่าความเกลียดชังนี้จะหาได้จากฝ่ายที่เป็ศัตรูเท่านั้น
“ดี! ดีมาก”
สงป้าเทียนมองไปที่เซี่ยปิง “สี่โมงครึ่งของวันนี้หลังเลิกเรียน มาเจอกันที่ลานประลอง หวังว่าแกจะไม่วิ่งหนีหางจุกตูดไปก่อนนะไม่เช่นนั้น มันอาจจะทำให้ฉันโมโหเอามากๆ และเมื่อฉันโมโห ผลลัพธ์ที่ตามมาจะร้ายแรงชนิดที่แกเองยังคาดไม่ถึง”
สงป้าเทียนจ้องมองเซี่ยปิงด้วยสายตาตักเตือนแล้วเดินออกไปจากโรงอาหารพร้อมกับหยางเว่ยและพรรคพวก