บทที่ 5 จดทะเบียนสมรส
"เซี่ยหรันหรั่น เธอก็ได้ยินที่หวังจื้อพูดแล้ว งานนี้แต่เดิมก็เป็งานที่ครอบครัวฉันหามา ตอนนี้พวกเราจะขอคืนก็ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม" ซ่งเฉียวย้ำอีกครั้ง ไม่อยากเสียเวลาถกเถียงกับเธอมากนัก
คนคนนี้ดูภายนอกสุภาพเรียบร้อยพูดจาดี แต่เธอมีระบบความคิดเป็ของตัวเอง พูดด้วยเหตุผลธรรมดาคงเอาไม่อยู่
เซี่ยหรันหรั่นก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง พ่อแม่ตระกูลเซี่ยที่ยืนอยู่ข้างหลังพ่อซ่งอยากจะเปิดปากด่าเธอ แต่ก็ต้องหุบปากเงียบเมื่อเจอสายตาเ็าของซูจงจวิน
ด้วยความที่ซูจงจวินมีท่าทางเด็ดขาดและเคร่งขรึมแบบทหาร พวกเขาจึงไม่กล้าคิดหาเื่
"ในเมื่อหวังจื้อพูดแล้ว ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่การทำอะไรต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดจบ ไม่เช่นนั้นพวกเราไปโรงงานอิฐด้วยกันไหม อย่างน้อยก็ต้องบอกผู้จัดการโรงงานกับหัวหน้าฝ่ายบัญชีว่าจะมีการเปลี่ยนคนทำงาน"
เธอคิดว่าตัวเธอเก่งมาก ผู้จัดการโรงงานกับหัวหน้าฝ่ายบัญชีคงไม่อยากเสียเธอไป
แต่ซ่งเฉียวไม่เห็นด้วย เธอรู้ว่าเซี่ยหรันหรั่นคิดอะไรอยู่ ทำไมเธอจะต้องไปพิสูจน์ตัวเองด้วย
งานนี้แต่เดิมก็เป็ของครอบครัวพวกเธออยู่แล้ว จะสนใจว่าใครเป็คนตัดสินใจทำไม
"ไม่ต้องไปพบหัวหน้าบัญชีหรอก เขาจะไปมีสิทธิ์จัดการเื่ใครจะเป็นักบัญชีได้ยังไง? ไปพบผู้จัดการโรงงานโดยตรงก็พอ" ซูจงจวินไม่ชอบเซี่ยหรันหรั่น ที่ทำตัวน่ารักเป็มิตร แต่ในใจกลับซ่อนความคิดไว้มากมาย
"เอาตามที่คุณว่าแล้วกัน" เซี่ยหรันหรั่นอยากสร้างความประทับใจให้กับซูจงจวิน จึงเออออคล้อยตามไปกับเขา
"ทำไมต้องฟังที่เธอพูดด้วย?" ซ่งเฉียวไม่พอใจเมื่อเห็นซูจงจวินไม่ยืนอยู่ข้างเธอ
"รีบจัดการให้เสร็จ ๆ ผมมีวันหยุดแค่สามวัน" ซูจงจวินมองซ่งเฉียวแวบหนึ่งแล้วเตือนเบา ๆ
ซ่งเฉียวปลอบใจตัวเองว่าอดทนอีกแค่สามวัน แล้วก็ไม่ต้องเจอผู้ชายคนนี้อีก
หลังเลิกงาน พวกเธอไปดักรอผู้จัดการโรงงานอิฐที่ริมถนน อีกฝ่ายจำพ่อของซ่งเฉียวได้ทันที จึงมีท่าทีค่อนข้างสุภาพ
หลังจากอธิบายจุดประสงค์ ผู้จัดการโรงงานอิฐขมวดคิ้วครุ่นคิดสักพัก ในใจคิดว่าครอบครัวซ่งนี่มีแต่เื่วุ่นวายจริง ๆ เขาไม่เคยขาดเื่การรับของกำนัล แต่ไม่เคยเห็นนักบัญชีเปลี่ยนตัวถึงสามคนมาก่อน แล้วตอนนี้ยังจะต้องเปลี่ยนอีก
"ผู้จัดการคะ เื่นี้ฉันจะฟังความเห็นของคุณ" เซี่ยหรันหรั่นคิดว่าเขาลำบากใจ จึงแสร้งพูดอย่างใจกว้าง
"ถ้าหรันหรั่นเห็นใจครอบครัวทหารขนาดนั้น ฉันก็ไม่อยากพูดอะไรอีก" ผู้จัดการโรงงานยิ้มให้ซูจงจวิน "ผู้พันซู พรุ่งนี้ให้น้องชายคุณมารายงานตัวได้เลย" เมื่อคนที่เกี่ยวข้องให้ทางออกแล้ว เขาก็ไม่อยากยุ่งกับเื่ยุ่งยากนี้อีก
"..."
ทำไมมันถึงไม่เป็ไปตามที่เธอคิดไว้?
ก่อนที่เธอจะทันได้ถามอะไร ผู้จัดการโรงงานก็ขี่จักรยานหนีไปเสียแล้ว
"พวกเราต้องไปถามหัวหน้าฝ่ายบัญชีอีกไหม? " เซี่ยหรันหรั่นถามอย่างร้อนใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
แต่นอกจากหวังจื้อแล้ว อีกสามคนไม่มีใครสนใจฟังเธอเลย ซ่งเฉียวจูงมือพ่อเดินไปข้างหน้า ส่วนซูจงจวินยิ่งก้าวขายาว ๆ เดินนำหน้าไปก่อนใคร
ระหว่างทาง ซ่งเฉียวอดสงสัยไม่ได้ว่าซูจงจวินเห็นหวังจื้อโกงข้อสอบจริงหรือ?
เธอถาม "หวังจื้อโกงข้อสอบจริงเหรอ? "
พอเธอพูดจบ ซูจงจวินก็หัวเราะเบา ๆ ราวกับกำลังบอกว่าซ่งเฉียวช่างไร้เดียงสา
"ผมแค่หลอกเขาน่ะ มีนักเรียนตั้งเยอะแยะ ผมจะไปจำได้หมดได้ยังไง" เขาใช้วิธีหยั่งเชิงดู แม้จะพูดไปตามน้ำ แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำตัวพิรุธจนเขาจับได้
ในเื่การสอบสวน ซูจงจวินมีประสบการณ์มากทีเดียว คำตอบที่เขาให้กับซ่งเฉียวเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและหยิ่งผยองในตัวเอง ทำให้ซ่งเฉียวรู้สึกใจเต้นแรง และรู้สึกตื่นเต้นที่ได้สามีเป็คนเก่ง
"ทำไมหน้าแดงล่ะ?" ซูจงจวินหันมามองเธอด้วยความสงสัย
ซ่งเฉียวใรีบเอามือปิดแก้มที่ร้อนผ่าว รีบเงยหน้ามองท้องฟ้ารอบ ๆ อย่างลุกลี้ลุกลน "วันนี้อากาศร้อนนะ"
"วันนี้เป็วันที่ฝนตก ร้อนตรงไหนกัน? " ซูจงจวินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
ซ่งเฉียวคิด 'ผู้ชายฉลาดเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกัน'
แม้ว่างานจะให้น้องชายไปแล้ว ก็ถือว่าแก้ปัญหาได้อย่างราบรื่น และได้ระบายความแค้นออกไปบ้าง
หลังจากกลับมา ซูจงจวินให้เงินพ่อแม่ของซ่งเฉียวห้าสิบหยวน แต่เดิมเขายังมีคูปองผ้าสิบใบและคูปองอาหารยี่สิบใบติดตัวมาด้วย แต่ไม่คิดว่าจะใช้ที่เมืองหงซิงไม่ได้ เขาจึงเพิ่มเงินให้อีกห้าสิบหยวน รวมเป็หนึ่งร้อยหยวน ครึ่งหนึ่งเป็สินสอด อีกครึ่งหนึ่งเอาไว้สำหรับซื้อของแต่งงานให้ซ่งเฉียว
การที่ต้องตามเขาไปอยู่บนเกาะนั้นทำให้ซ่งเฉียวต้องลำบากจริง ๆ
"ฉันเคยบอกว่าจะตามไปประจำการด้วยั้แ่เมื่อไหร่กัน?" ซ่งเฉียวถามอย่างงุนงง ด้วยท่าทีที่เหมือนจะไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น
ซูจงจวินชะงักไป มองหญิงสาวที่ดูเ็าตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ เธอพูดคำพูดที่เด็ดขาดแบบนี้ออกมาได้อย่างง่ายดาย ก่อนหน้านี้เขาคงประเมินเธอต่ำไป
เขากอดอกยกคิ้ว แค่นยิ้มถามอย่างขบขัน "ถ้าคุณไม่ไปที่เกาะด้วย แล้วผมจะแต่งงานกับคุณทำไม? "
คราวนี้ซ่งเฉียวกลับพูดไม่ออก เธอแต่งงานเพื่อที่จะไม่ต้องไปชนบท แต่ตอนนี้ให้เธอบอกเหตุผลว่าทำไมต้องไปที่เกาะด้วย เธอก็ไม่สามารถตอบได้
พ่อซ่งที่อยู่ในบ้านได้ยินคำพูดของลูกสาว รีบวิ่งออกมาด้วยความร้อนใจ
แม้ว่าเขาจะเสียดายที่ลูกสาวต้องห่างไกลไป แต่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะอยู่บ้านเดิมได้ยังไง การจะย้ายไปอยู่บ้านตระกูลซูข้าง ๆ ก็ไม่เหมาะ อีกอย่างน้องชายสามียังไม่ได้แต่งงานเลย!
ทั้งสองอย่างล้วนก่อให้เกิดข่าวลือเสียหายได้ทั้งนั้น
"ถ้าไม่ตามไปประจำการด้วย แล้วจะมีลูกยังไง? " เขาพูดออกมาตรง ๆ แม่ซ่งที่เดินตามหลังมารีบเอาศอกกระทุ้งเขา บอกว่าพวกเด็ก ๆ ยังยืนฟังอยู่ด้วยนะ
ซูจงจวินและซ่งเฉียวต่างมีสีหน้าเก้อเขิน
แม่ซ่งเดินเข้าไปปลอบลูกสาวเบา ๆ "แต่งงานแล้วก็ต้องใช้ชีวิตคู่ให้ดี การที่สามีภรรยาอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขนั่นแหละคือเื่สำคัญ"
พูดจบก็ดึงตัวซูจงจวินเข้ามา
"เฉียวเอ๋อร์เป็คนดื้อ และพวกเราก็ตามใจเธอมามาก ถ้าเธอรังแกลูกเขย ก็เขียนจดหมายมาบอกพวกเรา พวกเราจะขึ้นเกาะไปจัดการเธอเอง!"
ซูจงจวินคลายคิ้วที่ขมวดอยู่ กลับรู้สึกเกรงใจขึ้นมาแทน
การใช้ชีวิตบนเกาะมีความไม่สะดวกหลายอย่าง นอกจากการต้องดูสภาพอากาศก่อนขึ้นลงเกาะแล้ว เครื่องอุปโภคบริโภคบนเกาะก็ขาดแคลน ทั้งเนื้อสัตว์และผักต้องกินตามปริมาณที่กำหนด ไม่ต้องพูดถึงน้ำจืดที่มีน้อยจนน่าสงสาร
เขาไม่อยากทะเลาะกับซ่งเฉียวอีก มองซ่งเฉียวที่เงียบและดูไม่พอใจแวบหนึ่ง แล้วตอบรับเบา ๆ
"แม่ครับ วางใจได้ เธอรังแกผมไม่ได้หรอก"
คำเรียกแม่ทำให้แม่ซ่งรู้สึกปลื้มปริ่ม รีบพูดว่า "สินสอดนี่ให้มากเกินไปแล้ว ที่เมืองหงซิง โดยทั่วไปแล้วการแต่งงานแค่ยี่สิบสามสิบก็ถือว่าดีมากแล้ว"
"สมควรให้มากแล้วครับ อีกอย่างเราก็จัดงานเลี้ยงไม่ได้ แถมยังต้องไปใช้ชีวิตบนเกาะด้วย ถ้าให้ผมพูด ซ่งเฉียวคู่ควรที่จะให้สามถึงสี่ร้อยหยวนด้วยซ้ำ" ซูจงจวินหันไปมองซ่งเฉียวพลางพูดอย่างจริงจัง
ซ่งเฉียวรู้สึกใจเต้นแรง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เธอรู้สึกสับสน
บ่ายวันถัดมา ซูจงจวินได้รับรายงานการแต่งงานจากกองทัพ ซ่งเฉียวก็ได้รับจดหมายแนะนำจากสำนักงานเขต ทั้งสองคนไปที่แผนกทะเบียนสมรสของสำนักงานเขตเพื่อจดทะเบียนสมรส
ตอนออกจากสำนักงานเขต ซ่งเฉียวมองใบทะเบียนสมรสที่มีลวดลายมงคลแบบจีนโบราณ เช่น เป็ดแมนดารินเล่นน้ำ ดอกบัวคู่ และดอกเหมย เธอก็รู้สึกใจหาย
เพิ่งข้ามมิติมาได้สองวันก็แต่งงานซะแล้ว ถ้าเธอกล้าแบบนี้ในชีวิตยุคปัจจุบัน คงไม่โสดมาจนอายุยี่สิบแปดปี
"ไปที่ร้านสหกรณ์กันก่อนเถอะ จะได้ซื้อของที่คุณอยากได้ เวลากระชั้นชิด เรายังต้องนั่งรถประจำทาง รถไฟ แล้วก็ต่อเรือ ระหว่างทางคงไม่มีเวลาให้คุณซื้อของอะไรอีกแล้ว"
อาจเป็เพราะได้จดทะเบียนสมรสแล้ว ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเปลี่ยนไป ซ่งเฉียวยังไม่ทันได้ตั้งตัว เธอก็พยักหน้าแล้วเดินตามซูจงจวินไปอย่างสงบ
ทั้งสองไปที่เคาน์เตอร์เพื่อเลือกเสื้อผ้าสำเร็จรูป พนักงานขายที่ตาไวเห็นทะเบียนสมรสในมือของซ่งเฉียว จึงยิ้มแล้วแนะนำเสื้อคลุมยาวสีแดงที่ปักลายดอกเหมยให้พวกเขา
ซ่งเฉียวส่ายหน้า ในเมื่อการปฏิวัติวัฒนธรรมกำลังจะเริ่มขึ้น การแต่งกายก็จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถ้าเธอซื้อมาก็คงไม่ได้ใส่ เสียเงินมากแล้วต้องเก็บไว้ในหีบก็ไม่คุ้มค่า อีกอย่างซูจงจวินเป็ทหาร และเป็ที่พึ่งของเธอ เธอไม่ควรสร้างเื่ให้เขา
"สีเขียวทหารนี่ก็ดีนะ" เธอชี้ไปที่ชุดตรงมุม
คนรอบข้างชะงัก โดยเฉพาะซูจงจวินที่สีหน้าไม่ค่อยดี แต่งงานกันได้ไม่นาน เธอก็จะให้เขาใส่สีเขียว[1] แล้วหรือ
เขาควักธนบัตรสิบหยวนและคูปองผ้าที่เพิ่งแลกมา พูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง "เอาชุดสีแดงนั่นแหละ!"
พนักงานขายรับคำอย่างดีใจ หมุนตัวจะไปหยิบชุด แต่ซ่งเฉียวไม่พอใจ ะโตามว่า้าชุดสีเขียวทหาร ทำเอาพนักงานชะงักค้าง ไม่รู้จะยกมือหยิบชุดไหนดี
"คุณจะขัดใจผมไปถึงไหน?" ซูจงจวินถามพลางกัดฟันกรอด
"แต่งงานกันแล้ว คุณจะตามใจฉันสักครั้งไม่ได้เหรอ?" ซ่งเฉียวคิดถึงเื่ที่ต้องติดตามกองทัพ อารมณ์ก็พลุ่งพล่าน โมโหไม่มีที่ระบาย จึงไม่ยอมอ่อนข้อและโต้กลับไป
พนักงานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมองดูแล้วคิด นี่คงไม่ใช่คู่แต่งงานใหม่ แต่เป็คู่อริกันชัด ๆ
"สหายทั้งสอง ถ้างั้นเอาทั้งสองตัวไหม? สิบหยวนซื้อเสื้อผ้าได้ตั้งสี่ห้าตัวนะ" หนึ่งในนั้นเอ่ยปากช่วยแก้สถานการณ์
เชิงอรรถ
[1] สีเขียว ในที่นี้ สีเขียวที่พระเอกคิดก็คือ สีเขียวของ “สวมหมวกเขียว” ที่แปลว่า คบชู้หรือโดนสวมเขา เพราะฉะนั้นพระเอกจึงไม่พอใจค่ะ