เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ แปดสิบเจ็ด ให้มาบอกเอง

     

    บทที่ แปดสิบเจ็ด

     

    ห้องพักภายในเรือนเงียบสงบหลิวชิงเซียงนั่งอยู่ตรงหน้าหลี่เสวี่ย บนตั่งไม้เนื้อแข็งบุผ้าลายพุ่มลายปลาหลี่ฮื้อมือเรียวยังถือถ้วยชารับความอุ่น

    ส่วนหลี่เสวี่ยนั่งฝั่งตรงข้ามแววตาอ่อนโยนดั่งน้องสาวมองพี่สาวที่เพิ่งหายจากไข้เงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้นในที่สุด “เจ้าตัดสินใจแล้วหรือ?” น้ำเสียงเบาราวจะกลัวว่าเอ่ยดังไปแล้วความกล้าหาญที่ก่อเกิดจะสลาย“ตอนพบกันครั้งก่อนเจ้าดูยังไม่แน่ใจนักว่าจะเดินต่อเช่นไร..”

    หลิวชิงเซียงยิ้มบางๆในที่สุดก็จิบน้ำชาพอให้ชุ่มคอแล้ววางกลับลงไปบนถาดเคลือบเงา “ครั้งนั้น..ข้าเองก็ไม่รู้จริงๆว่าควรไปต่อทางไหน”นางหยุดพ่นลมหายใจยาวก่อนจะหันมาสบตาอีกฝ่ายตรงๆ“แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าข้าจะเลือกเดินเส้นทางใด”

    ดวงตาของหลี่เสวี่ยทอแสงขึ้นเล็กน้อยแล้วถามต่ออย่างห่วงใย“แล้วเจ้าออกมาจากวังได้อย่างไรหรือ?”

    หลิวชิงเซียงคลี่ยิ้มก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ตอนพิธีต้อนรับทูตจากเฉาหนานมีการแข่งขี่ม้ายิงธนู ข้าถูกจัดให้ลงแข่งโดยสถานการณ์บังคับ”

    หลี่เสวี่ยเบิกตาเล็กน้อย“เจ้าลงแข่งในพิธี?”

    หลิวชิงเซียงพยักหน้ายิ้มรับ“ใช่ แล้วข้าชนะก็เลยได้สิ่งนี้เป็นรางวัล”

    “สิ่งใด?”

    “อิสระหนึ่งวันออกนอกวังได้โดยไม่มีผู้ติดตาม”

    “เช่นนี้เอง” หลี่เสวี่ยพึมพำเบาๆ แต่แววตาปลาบปลื้มยิ่งนักทั้งยังคลายกังวลที่หลิวชิงเซียงอาจจะหนีออกมาด้วยตัวเอง

    จากนั้นทั้งสองก็เอนกายพิงหมอนอิงรินน้ำชาพลางสนทนากันเรื่องสัพเพเหระ ตั้งแต่เรื่องข้าวของตลาดเรื่องผ้าไหมจากเจียงหนานไปจนถึงว่าบ้านขนมตรงหัวถนนใหญ่ขายขนมเหนียวยัดไส้ที่นางได้กินวันก่อนอร่อยยิ่งนักจ้าวเอ่อร์ฉิงยืนฟังอยู่ข้างประตูยามใดถูกเอ่ยชื่อก็หน้าบานราวดอกกุหลาบในฤดูฝนฟังบทสนทนาเหมือนเช่นวันวานบรรยากาศเบาสบายเยี่ยงมิตรเก่าไม่พบกันนาน

    กระทั่งเสียงฝีเท้าเร่งเร้าก็ดังขึ้นจากหน้าประตูตามด้วยเสียงเคร่งขรึมของผู้ติดตาม “เฉียนอ๋องกับคุณชายหานมาถึงแล้วขอรับ”

    หลี่เสวี่ยกับจ้าวเอ่อร์ฉิงลุกขึ้นทันทีหลิวชิงเซียงลุกตามอย่างไม่เร่งร้อน แต่สายตาเป็นประกายคล้ายคนที่เตรียมพร้อมทั้งสามเดินเรียงออกไปยังห้องรับรองซึ่งตั้งอยู่ทางปีกตะวันออกของเรือน

    ภายในห้องจัดเรียบง่ายเฉียนอ๋องนั่งอยู่หัวโต๊ะ คุณชายหานอยู่ฝั่งขวาทั้งสองลุกขึ้นยืนเมื่อหญิงสาวทั้งสามเดินเข้ามาเฉียนอ๋องโค้งเล็กน้อยก่อนเอ่ยน้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความจริงจัง “ชิงเฟยมาได้อย่างไรหรือ?”

    หลิวชิงเซียงตอบเสียงเรียบไม่หลบสายตา “ข้าแข่งขี่ม้ายิงธนูชนะในพิธีต้อนรับคณะทูตจากเฉาหนานครั้งนั้นถ้าท่านจำได้จึงได้รับอนุญาตให้ออกนอกวังโดยไม่ต้องมีผู้ติดตาม ข้าจึงมาได้โดยไม่ต้องแอบออกมา”

    เฉียนอ๋องพยักหน้าเล็กน้อยสีหน้าเปลี่ยนเป็นสนใจยิ่ง จากนั้นหลิวชิงเซียงจึงหยุดเว้นวรรคหันไปสบตาหลี่เสวี่ย ก่อนหันกลับมาแล้วเริ่มเอ่ยเสียงหนักแน่นเข้าเรื่อง “เรื่องที่ท่านเคยฝากข้าให้ตรวจสอบครั้งก่อน”

    เฉียนอ๋องหันมองอย่างสนใจสีหน้าทุกคนในห้องเปลี่ยนไปโดยทันใด “เรื่องเทียนหลงฮ่องเต้หรือ? ชิงเฟยตกลงหรือ?”

    นางพยักหน้าช้าๆก่อนกล่าวต่อ “เรื่องนั้นข้าพิสูจน์แล้วใบหน้าของฮ่องเต้เป็นเช่นนั้นจริง ไม่มีการสวมหน้ากาก ไม่มีรอยต่อ ไม่มีสิ่งใดปกปิด”

    เฉียนอ๋องพยักหน้าตามสีหน้าเริ่มคลายความเคร่งเครียด “ส่วนเรื่องฮองไทเฮาและสกุลว่านที่ท่านสงสัยว่าอาจมีส่วนบงการอยู่เบื้องหลัง..จากก่อนหน้านี่ที่สกุลว่านสนับสนุนการขึ้นครองบัลลังก์ของเทียนหลงฮ่องเต่” นางเอ่ยต่อ ดวงตาคมวาวขึ้น “ข้าเห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้ไม่ได้ถือหางหรือฝักใฝ่สกุลว่านแม้แต่น้อยความสัมพันธ์ระหว่างกันก็มิได้แนบแน่น..หากมีเงามืดใดเหนือบัลลังก์ก็คงไม่ใช่เงาสกุลว่านท่านก็คงทราบเรื่องที่ว่านหรุ่ยจ้าวถูกเนรเทศ ถ้าพวกเดียวกันคงไม่ทำเช่นนั้น”

    เฉียนอ๋องถอนหายใจเบาๆ“ก็จริง เช่นนั้นก็ดีแล้ว” เขาว่าพลางเหลือบมองหานอี้จงซึ่งนั่งนิ่งมานานแล้ว“เป็นเรื่องที่ข้าคิดไปเองก็ดี ฮ่องเต้มีความสามารถเก่งกาจนับเป็นบุญแผ่นดินยิ่งหากไม่มีใครชักใยนับว่าโชคหลายชั้น แบบนี้ข้าก็เบาใจ”

    หานอี้จงพยักหน้าช้าๆเห็นพ้องโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา

    จากนั้นเฉียนอ๋องหันไปทางหลี่เสวี่ย“แม่นางหลี่ได้บอกกล่าวชิงเฟยแล้วหรือยังว่าอีกไม่นานพวกเราจะต้องกลับจิงเหยียน?”

    หลี่เสวี่ยยิ้มบางสีหน้าผสมความเสียดาย “ข้าบอกนางแล้ว วันนี้..อาจจะเป็นการบอกลาแล้วจริงๆ”

    หลิวชิงเซียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อยๆ หันไปมองเฉียนอ๋อง แววตาแน่วแน่ เรื่องนี้ต้องพูดก่อนที่จะไม่มีโอกาส “เฉียนอ๋องข้ามีเรื่องต้องการสนทนากับท่านสองคน..” นางเว้นวรรคก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้า..อยากจะฝากฝังบางสิ่ง”

    เฉียนอ๋องเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่พอจะเข้าใจว่านางอาจหมายถึงสิ่งใดสายตาเหลือบมองหลี่เสวี่ยแวบหนึ่ง

    หลี่เสวี่ยเองก็นิ่งไปก่อนรีบคว้ามือสหายไว้เบาๆ“อย่าเลย..ข้าไม่อยากให้เจ้าลำบากเพราะข้า” ดวงตาของนางคล้ายจะสื่อนางรู้ดีว่าหลิวชิงเซียงย่อมเข้าใจว่าตนคิดเช่นไรกับเฉียนอ๋องและหากอีกฝ่ายพลั้งเผลอเอ่ยความในใจตนออกไปต่อเฉียนอ๋อง เขาคงลำบากใจเปล่าๆ

    แต่หลิวชิงเซียงเพียงยิ้มบางแววตามั่นคง เป็นคำขอที่มีใจจริงแฝงไว้ “ให้ข้าได้พูดเถอะ” นางเอ่ยกับหลี่เสวี่ย

    เฉียนอ๋องจึงพยักหน้าช้าๆแล้วลุกขึ้น “เช่นนั้น..เชิญทางนี้” เขาผายมือออกเล็กน้อยแล้วพานางออกไปยังระเบียงด้านข้าง ห้องรับรองตกอยู่ในความเงียบอีกครา

    ด้านนอกกำลังอ่อนลงเรื่อยๆเงาไม้ทอดแนวพาดผ่านพื้นไม้ อีกไม่นานคงจะมืดสนิท มือเรียวทาบไว้บนราวระเบียงไม้นางรู้ดีว่าตนเรียกเฉียนอ๋องมาเพื่อจุดประสงค์ใด..แต่จะเริ่มต้นจากตรงไหน นางยังไม่อาจคิดคำแรกได้

    ในห้วงคิดก็ย้อนกลับไปถึงบทสนทนากลางบึงเมื่อวันก่อนเสียงเขาตอบกลับอย่างหนักแน่นยังดังก้องในโสต “องค์ชายสามไม่มีอยู่จริงเราสร้างขึ้นมาเอง”

    คำพูดนั้นช่างตรงไปตรงมาเกินกว่าจะเป็นเพียงถ้อยคำหลอกล่อจากนั้นยังไม่พอ เขายังเอ่ยถามว่ามีคนไหว้วานเจ้ามาหาความจริงหรือไม่นางแน่ใจว่าเขาก็คาดไว้แล้วว่าคนนั้นคือใครถึงได้พยักหน้า ‘นั้นสินะเขาเป็นคนเฉลียวมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมสังเกตได้ถึงเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ’

    โม่เหวินหานต่อเอ่ย.. ‘เจ้าอยากบอกเขาก็ได้ แต่หากเขายังสงสัยในความจริงจงให้เขามาพบเราเราจะบอกเขาด้วยตนเอง จะไม่มีการใส่ความลงทัณฑ์..เจ้าวางใจได้’ คำพูดนั้นหนักแน่นไม่ต่างจากสัจจะทั้งเปิดทางและปิดประตูไว้พร้อมกัน

    แต่ในใจของหลิวชิงเซียงไม่ได้ติดอยู่เพียงเท่านั้น‘แล้วตัวตนของท่านเล่า..อันชื่อคือผู้ใดกันแน่’ และ ‘เหตุใดฮองไทเฮาจึงสนับสนุนท่านครองบัลลังก์?’

    คำถามนั้นนางเอ่ยไปแล้วทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมีเพียง.. ‘ที่แน่ๆ เราไม่ได้ชิงบัลลังก์มาอย่างไร้ความชอบทำ และถ้าเจ้าวางใจในตัวเรารอวสันต์ปีหน้าเจ้าจะรู้เอง’ วสันต์ปีหน้าที่เขาบอกว่าความจริงทุกอย่างจะเผยออก

    ระหว่างที่หลิวชิงเซียงคิดคำไม่ออกขณะที่ความเงียบโรยตัวเฉียนอ๋องจึงเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน “ชิงเฟยอย่าได้กังวล..” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน “ข้าจะดูแลนางจนถึงซาเฟิงรับรองความปลอดภัยทุกประการ หลี่เสวี่ยจะเป็นหน้าที่ของข้า”

    หลิวชิงเซียงหันมามองเขาสีหน้าของเฉียนอ๋องสงบนิ่งยิ่งกว่าก่อนหน้า “แล้วหลังจากที่เสวี่ยเอ๋อร์กลับถึงซาเฟิงแล้ว..” นางก้าวเข้าหาเขาอีกครึ่งก้าวเอ่ยถามชัดถ้อย“ท่านจะทำสิ่งใด?”

    เฉียนอ๋องยังรักษาท่าทางนิ่งสงบให้นางได้กล่าวต่อให้จบ“นี่ท่านทำหน้าที่เป็นเพียงสารถีหรือ?” นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านพานางมาเมืองหลวงแล้วพานางกลับไปแค่นั้นหรือ?”

    หลิวชิงเซียงเบือนหน้าไปอีกทาง“ตามจริงแล้วเรื่องที่ให้ข้าไปสืบมาก็ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรแก่ท่านนัก เนื้อท่านก็ไม่ได้กิน หนังก็ไม่ได้ห่ม ท่านลงทุนลงแรงช่วยเสวี่ยเอ๋อร์มากมายสุดท้ายให้สหายสองคนพบกันเท่านั้น ไม่หวังสิ่งใดและไม่คิดสิ่งใดกับสหายข้าเลยหรือ?”

    คำถามตรงไปไม่ปิดบังทำให้คลื่นเล็กๆ ก่อขึ้นกลางอกเฉียนอ๋อง แม้สีหน้าจะยังเรียบขรึม ริมฝีปากขยับช้าๆเสียงต่ำแต่ไม่ลังเล “ชิงเฟย ข้า..คิดได้หรือ?”

    หลิวชิงเซียงกระตุกยิ้มมุมปากหันกลับไปจ้องเขา “ข้าได้ยินมาว่าไท่ผิน มารดาท่านไม่เคยเป็นธุระหาชายาให้ท่านแม้แต่ครั้งเดียว ท่านไม่เคยถามไท่ผินหรือว่า..เพราะเหตุใด?”

    คำพูดนั้นแทงตรงลงในความสงสัยที่เขาเก็บไว้ลึกหรงอ๋อง..องค์ชายใหญ่สวมกวานไม่ทันไรก็แต่งชายาหากแต่ตัวเขา..ไม่มีแม้เงา ความจริงตนเคยถามมารดาแล้วตอนนั้นได้คำตอบเพียง “เรื่องนี้ให้เสด็จพ่อจัดการเถิด”

    แต่เสด็จพ่อที่ว่าสิ้นพระชนม์ไปแล้วหลายปีจากนี้จะจัดการได้อย่างไร..?หรือจะเป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบันที่เข้ามาแทน เฉียนอ๋องหลุบตาลงเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ครุ่นคิดเรื่องนี้มานานแล้ว

    หลิวชิงเซียงจ้องอีกฝ่ายที่เงียบไปจึงกล่าวต่อ“ข้าเป็นชิงเฟยแล้ว เสียงกระซิบอะไรย่อมมีน้ำหนักอยู่บ้างแต่สิ่งที่ข้าต้องการแน่ใจเสียก่อนคือท่านคิดอะไร” นางทอดสายตามองผ่านพุ่มไม้ตรงหน้า “หากท่านพึงใจเสวี่ยเอ๋อร์ ข้าจะช่วยท่านเต็มที่แต่หากท่านไม่คิดสิ่งใด ก็ขอเพียงส่งนางที่เผ่าแล้วอย่าได้พบกันอีกอย่าหักหาญน้ำใจนาง เพราะนางเชื่อใจท่านอย่างมาก อย่าให้นางผิดหวังเลย..”

    วาจานั้นเปี่ยมด้วยความห่วงหาและปกป้องจากใจอย่างแท้จริงเฉียนอ๋องฟังจบเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือคารวะกึ่งหนึ่งให้หลิวชิงเซียง “ข้าเข้าใจแล้ว..ว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงพึงใจชิงเฟยนัก ชิงเฟยกล้าหาญจริงใจ เปิดเผย”เขากล่าวราบเรียบ “เช่นนั้น..ข้าก็ขอรบกวนชิงเฟยช่วยเรื่องนี้เช่นกันข้าจะไม่ทำให้หลี่เสวี่ย..สหายรักของพระชายาต้องเจ็บช้ำอย่างแน่นอน”

    หลิวชิงเซียงยิ้มกว้างกว่าเดิมแววตาเปล่งประกาย “หลี่เสวี่ยของข้าน่ะ ทั้งงดงามอ่อนหวาน วาดพู่กันแต่งกลอนก็เก่ง ตำราใดๆ ก็ล้วนเคยอ่าน มีหรือบุรุษเช่นท่านที่อยู่ใกล้ถึงเพียงนี้จะไม่พึงใจ” นางเอ่ยอย่างพอใจ

    เฉียนอ๋องหลุบตาแต่มุมปากมีรอยยิ้มที่ยากจะปิดหลิวชิงเซียงพยักหน้าอย่างมั่นใจ กล่าวทิ้งท้าย “เรื่องนี้..ไว้ใจข้าได้ ถึงเวลานั้นถ้าท่านขอประทานสมรสขึ้นมาก็พอ” พลางนึกมั่นใจว่าฮ่องเต้คงจะไม่ขัดขวาง

    หลังบทสนทนาเรื่องหลี่เสวี่ยสิ้นสุดลงทั้งสองยังไม่ขยับไปไหน หลิวชิงเซียงต่อบทสนทนา“ทั้งนี้ข้ามีอีกเรื่องที่จะบอกท่าน” เสียงของนางแม้ไม่ดังนักแต่หนักแน่นพอให้ใจผู้ฟังสั่นไหว “เรื่องนี้ขอให้รู้ได้เพียงท่านเท่านั้น”

    เฉียนอ๋องเบือนหน้ามามองสีหน้าสงบนิ่งลงโดยพลัน เมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้นเขารู้โดยไม่ต้องคาดเดาว่าจะต้องเป็นเรื่องใหญ่

    หลิวชิงเซียงสูดลมหายใจเข้าเบาๆรวบรวมพลัง “ฮ่องเต้พระองค์ก่อนมีโอรสทั้งสิ้นสามพระองค์” นางเอ่ยช้าๆชัดถ้อยคำ “หรงอ๋องมีเหลียงไท่เฟยเป็นพระมารดา ส่วนท่านคือไท่ผินและองค์ชายสามซึ่งเกิดจากเหอผิน หากแต่เหอผินสิ้นใจขณะให้กำเนิดจากนั้นก็เติบโตที่วัดซานป๋ออยู่ในความดูแลของฮองไทเฮาตลอด..จนได้ขึ้นครองบัลลังก์”

    เฉียนอ๋องขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินชื่อวัดซานป๋อแม้ไม่เอ่ยคำใดออกมา แววตากลับแฝงแววครุ่นคิดตาม “ทั้งสามใครพบเห็นก็รู้ว่าเป็นพี่น้องเพราะล้วนมีใบหน้าละม้ายกัน” หลิวชิงเซียงกล่าวต่อ “แต่ท่านกลับสงสัยว่า..องค์ชายสามไม่อยู่แล้วถูกสวมรอยด้วยคนอื่น โดยสวมหน้ากากให้มีใบหน้าเหมือนกับพี่น้องของท่าน”

    เฉียนอ๋องสีหน้าเปลี่ยนจากนิ่งสงบเป็นเคร่งเครียดริมฝีปากเม้มแน่น

    “ก่อนหน้านี้ที่ข้าบอกว่าเทียนหลงฮ่องเต้มีใบหน้านั้นจริงไม่มีการสวมหน้ากาก ท่านจึงวางใจว่าเป็นตัวจริง” หลิวชิงเซียงสบตาเขาแล้วกล่าวต่อช้าๆ“แต่องค์ชายสามที่แท้จริงนั้นไม่อยู่แล้วก็เป็นความจริงเช่นกัน”

    แววตาของเฉียนอ๋องแข็งกร้าวขึ้นทันใด“ละ..แล้วผู้ใด..คือคนที่อยู่บนบัลลังก์?” เขากระซิบเบาๆราวกับกลัวว่าคำถามนั้นจะปลุกพายุให้โหมกระหน่ำถ้ากล่าวไปเต็มเสียง

    “เรื่องนี้..ท่านต้องหาคำตอบเอง” เสียงของหลิวชิงเซียงราบเรียบเย็นเยือก“แต่เขาคือผู้ให้ข้ามาบอกท่านเองหากท่านยังสงสัยลองไปพบเขาดู ข้าว่าท่านอาจจะได้คำตอบก็ได้”

    ถ้อยคำสุดท้ายนั้นเหมือนพัดเงาดำสาดเข้าสู่ใจเฉียนอ๋องใบหน้าเคร่งขรึมสะท้อนในแสงเงาของระเบียงไม้ “เขาให้มาบอกข้าเองหรือ?” เสียงเฉียนอ๋องต่ำพร่า “เขารู้ว่าข้าสงสัยอยู่หรือ?”

    หลิวชิงเซียงพยักหน้าดวงตาแน่วแน่“แต่ข้าว่าเขาออกจะชื่นชมท่านด้วยซ้ำ”

    ดวงตาของเฉียนอ๋องวาววับขึ้นชั่ววูบแววตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าตนสงสัยต่อบัลลังก์ซึ่งหากนำมาใช้เป็นเข้าข่ายคิดก่อกบฏล้มล้างบัลลังก์ได้เลยเหตุใดคนผู้นั้นจึงไม่กำจัดเขาเสียตั้งแต่แรก?..เหตุใดจึงบอกกันโต้งๆ เช่นนี้?

    เฉียนอ๋องขมวดคิ้วแน่นความคิดแล่นฉับไวเหมือนเงามีดคมกริบ หรืออีกฝ่ายมั่นใจว่า ‘แม้ตนรู้ไปก็ไม่มีวันทำอะไรได้?’ ในเมื่อไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐานมีเพียงคำพูดของสตีตรงหน้า

    ถ้อยคำที่เบากว่าขนนกยากจะชั่งในตาชั่งของกฎหมาย เขารู้ตัวทันทีว่าเรื่องนี้ยิ่งใหญ่เกินคาดลึกเกินกว่าที่เขาเตรียมใจไว้ แต่อีกฝ่ายกลับเสนอให้พบ เปิดทางด้วยตนเองยิ่งเหมือนกับเชื้อเชิญอย่างไม่เกรงกลัวอะไรเลย

    “เขาให้ข้าไปพบได้หรือ?” เสียงเฉียนอ๋องเอ่ยทวนช้าๆ

    หลิวชิงเซียงย้ำอีกครั้ง“ใช่แล้ว เขาหมายเช่นนั้นจริงๆ”