บนรถม้าที่มุ่งหน้าไปยังูเาชิงเฉิง อันฉือเยว่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของหลิงเทียน มือเรียวบางกำชายเสื้อของเขาไว้แน่น จนถึงตอนนี้นางยังคงรู้สึกว่าทุกสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นเป็เพียงความฝัน
"ท่านพี่ พลังบ่มเพาะของท่านก่อนหน้านี้มิใช่..."
แม้จะรู้สึกยินดีที่พลังยุทธ์ของหลิงเทียนเพิ่มพูนขึ้นอย่างกะทันหัน แต่อันฉือเยว่ยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะเื่นี้ดูเหลือเชื่อเกินไป
"เดิมทีพลังบ่มเพาะของข้าถูกทำลายจริง แต่ในขณะเดียวกันข้าก็ได้พบวาสนา ต่อไปนี้ข้าจะไม่ยอมให้เ้าต้องทนทุกข์อีกแล้ว" หลิงเทียนกระชับอ้อมกอดที่โอบอันฉือเยว่ไว้ให้แน่นขึ้น
"อ้อ เป็เช่นนี้นี่เอง" อันฉือเยว่ไม่ได้สงสัยสิ่งใดต่อ มีสตรีคนไหนบ้างเล่าที่ไม่ปรารถนาจะมีสามีที่แข็งแกร่ง?
"แต่ท่านพี่ ท่านฆ่าฉู่ิชวน ซึ่งเป็ถึงาุโของตระกูลฉู่ ด้วยนิสัยของตระกูลฉู่ พวกเขาไม่มีทางปล่อยพวกเราไปแน่ อีกทั้งตอนนี้อำนาจของตระกูลฉู่ก็กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด ข้าเกรงว่า..."
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล ยิ่งกว่านั้นตอนนี้หลิงเทียนยังต้องไปทีู่เาชิงเฉิง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าถ้ำเสือ
"เยว่เอ๋อร์ไม่ต้องกลัว ข้ามีวิธีจัดการกับตระกูลฉู่ ในสายตาของข้า พวกเขาก็เป็เพียงฝูงมดปลวกเท่านั้น แค่ฉู่เฮ่าคนเดียว ยังกล้าคิดจะแตะต้องเยว่เอ๋อร์ของข้า ข้าจะทำให้มันอยู่แบบตายทั้งเป็!"
หลิงเทียนแค่นหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น้ำเสียงอ่อนโยน "ทำไมกัน เยว่เอ๋อร์เป็ห่วงข้าหรือ?"
"อื้อ! แต่ในเมื่อท่านพี่ตัดสินใจแล้ว ต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน!"
อันฉือเยว่โอบกอดแผ่นหลังที่เหยียดตรงของหลิงเทียนไว้ เพราะกลัวว่านี่จะเป็เพียงความฝัน
"เด็กโง่ มีข้าอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าใครในเก้าชั้นฟ้าสิบแผ่นดิน ก็อย่าหวังว่าจะแตะต้องเ้าได้แม้แต่ปลายนิ้ว"
ตอนที่อยู่ในศาล์ หลิงเทียนไม่เคยข้องแวะกับสตรี ทั้งยังไม่เคยัักับความรัก ดังนั้นความรักอันลึกซึ้งที่อันฉือเยว่แสดงออกมาในตอนนี้ จึงทำให้เขารู้สึกว่านางเป็ดั่งสมบัติล้ำค่า
อึก!
ทว่าในขณะนั้นเอง ใบหน้าของอันฉือเยว่พลันปรากฏร่องรอยแห่งความเ็ป
"เยว่เอ๋อร์?"
หลิงเทียนขมวดคิ้ว มองหญิงงามในอ้อมกอดด้วยความกังวล แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่าอันฉือเยว่มีโรคประจำตัวมาั้แ่เด็ก ซึ่งจะเกิดอาการปวดแปลบที่จุดตันเถียนเป็ระยะ และเพราะโรคประจำตัวนี้เองที่ทำให้นางไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้ แม้เกิดในตระกูลสูงศักดิ์ แต่พลังบ่มเพาะกลับอยู่เพียงระดับขัดเกลากายาขั้นสาม ต่อให้ตระกูลอันจะพยายามตามหาหมอมานับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็ไร้หนทางรักษา
"ท่านพี่ ไม่เป็ไรเ้าค่ะ เพียงแต่โรคเก่ากำเริบเท่านั้น" อันฉือเยว่ส่ายหน้าขณะอดทนต่อความเ็ปรุนแรงที่ตันเถียน เพราะกลัวว่าหลิงเทียนจะเป็ห่วง แต่หลิงเทียนกลับจับแขนเรียวขาวราวหยกของอันฉือเยว่ไว้ แล้วส่งััทางจิตแทรกซึมเข้าไปดุจแสงดาว
"ข้าขอตรวจดูหน่อย!"
หลังจากส่งกระแสจิตเข้าไป สีหน้าหลิงเทียนพลันเปลี่ยนไป เพราะลึกลงไปในตันเถียนของอันฉือเยว่มีหอคอยน้ำแข็งโบราณซ่อนอยู่!
หอคอยโบราณนี้ถูกห้อมล้อมด้วยเกล็ดน้ำแข็งที่หมุนวนราวกับพายุหิมะ หากไม่ใช่เพราะตอนนี้หลิงเทียนมีแผนที่ดาราโจวเทียนคอยช่วยเหลือ เกรงว่าคงไม่สามารถมองเห็นได้เลย
"นี่คือ ิญญายุทธ์เซียน!?"
หลังจากมองเห็นหอคอยในพายุนั้นอย่างชัดเจน หัวใจของหลิงเทียนก็สั่นสะท้าน เพราะหอคอยนี้เขาเคยเห็นในตำราของศาล์ มันคือสมบัติล้ำค่าของเซียนที่ชื่อว่า 'หอคอยหลินเยว่' นึกไม่ถึงว่าตอนนี้มันจะมาปรากฏอยู่ในตันเถียนของอันฉือเยว่ และกลายเป็ิญญายุทธ์ระดับเซียน!?
นั่นหมายความว่า อันฉือเยว่ไม่ใช่สตรีสามัญที่บ่มเพาะไม่ได้ แต่เป็อัจฉริยะผู้มีิญญายุทธ์เซียน!
เพียงแต่ตอนนี้ิญญายุทธ์เซียนถูกพายุหิมะปกคลุมไว้ ทำให้ไม่สามารถแสดงกลิ่นอายเซียนที่แท้จริงออกมาได้ และเพราะพายุนี้เองที่ทำให้อันฉือเยว่ไม่สามารถบ่มเพาะพลัง และต้องทนทุกข์กับความเ็ปที่หนาวเหน็บถึงกระดูกอยู่บ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตาม เื่ทั้งหมดนี้ไม่นับเป็ปัญหาสำหรับหลิงเทียน ทั้งอาจกล่าวได้ว่า สิ่งนี้คือวาสนาที่มอบให้แก่เขาเสียด้วยซ้ำ!
ทันใดนั้น หลิงเทียนก็เริ่มโคจรคัมภีร์เบญจปฐมหลอม์ เพื่อดูดซับไอเย็นจากร่างของอันฉือเยว่ สำหรับคัมภีร์เบญจปฐมหลอม์ที่สามารถดูดซับไอปราณทุกชนิดในโลกได้นั้น ไอเย็นนี้จึงไม่ใช่เื่ยาก
เพียงชั่วครู่ ด้วยการดูดซับและหลอมรวมอย่างต่อเนื่องของหลิงเทียน ปราณน้ำแข็งที่ปกคลุมรอบหอคอยโบราณก็เบาบางลง ก่อนจะมีแสงเซียนสายหนึ่งเล็ดลอดออกมา
แม้จะเป็เพียงไอปราณบาง ๆ สายเดียว แต่ก็เทียบเท่ากับิญญายุทธ์ระดับศัสตรา ทั้งยังเหนือกว่ากระบี่อิ๋นหัวที่ถูกหลิงเซียว่ชิงไปอย่างแน่นอน!
ในตอนนี้ หลิงเทียนหยุดการใช้คัมภีร์เบญจปฐมหลอม์ เนื่องจากการดูดซับไอเย็นชนิดนี้ต้องทำอย่างค่อยเป็ค่อยไป มิฉะนั้นด้วยร่างกายปุถุชนของอันฉือเยว่จะไม่สามารถทนรับได้
แต่ถึงกระนั้น มันก็ทำให้พลังบ่มเพาะของหลิงเทียนพุ่งทะยานจากระดับขัดเกลากายาขั้นสูงสุดขึ้นสู่ระดับหลอมปราณขั้นสองทันที!
"เยว่เอ๋อร์ รู้สึกดีขึ้นหรือยัง?" หลิงเทียนจ้องมองหญิงงามในอ้อมกอดแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"อื้อ ดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ ขอเพียงได้อยู่กับท่านพี่ ข้าก็ไม่รู้สึกเจ็บขนาดนั้นแล้ว" อันฉือเยว่พยักหน้าอย่างแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข
หลิงเทียนใช้นิ้วบีบจมูกของอันฉือเยว่เบา ๆ อย่างหยอกเย้าด้วยความรักใคร่เอ็นดูในใจที่เพิ่มมากขึ้น
...
ณ ูเาชิงเฉิง
ที่นี่คือจุดของสี่เมืองในแดนใต้ ซึ่งสามสำนักใหญ่แห่งแดนใต้จะมารับศิษย์ใหม่ที่นี่ทุกปี
ในเวลานี้ ณ เชิงเขาชิงเฉิง สถานที่ที่มีศิลาหยกสูงเก้าจั้งตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นสูงร้อยขั้น รอบด้านมีแสงสว่างจากค่ายกลเจิดจ้าดุจเมฆสี เหล่าคนหนุ่มสาวผู้มีความสามารถนับพันจากทั้งสี่เมืองในแดนใต้ต่างมารวมตัวกันที่นี่อย่างเนืองแน่น
วันนี้เป็วันที่สำนักเฉียนหยวน หนึ่งในสามสำนักใหญ่ ได้จัดตั้งศิลาซิงเฉินขึ้น ผู้ที่้าเข้าสำนักจำเป็ต้องรับการทดสอบคุณสมบัติ ซึ่งคุณสมบัตินี้ก็คือ ิญญายุทธ์!
ตามมาตรฐานของสำนักเฉียนหยวน ศิลาซิงเฉินส่องแสงดาวหนึ่งดวง จะเป็ิญญายุทธ์ระดับสามัญ สามารถเป็ศิษย์รับใช้ของสำนักได้ ส่องแสงดาวสองดวง คือิญญายุทธ์ระดับพฤกษา สามารถเป็ศิษย์สายนอก ส่องแสงดาวสามดวง คือิญญายุทธ์ระดับสัตว์อสูร สามารถเป็อัจฉริยะศิษย์สายใน
หากส่องแสงดาวสี่ดวง คือิญญายุทธ์ระดับศัสตรา ซึ่งเป็ลักษณะของศิษย์สืบทอดของสำนัก ส่วนแสงดาวห้าดวง หรือิญญายุทธ์ระดับธาตุธรรมชาตินั้น ยังไม่เคยปรากฏขึ้นในแดนใต้มาก่อน
นอกจากนี้ศิลาซิงเฉินของสำนักสามารถทดสอบได้สูงสุดถึงเจ็ดดวง แตกต่างจากศิลาดาราในตระกูลต่าง ๆ ทว่าิญญายุทธ์ระดับเจ็ดคือิญญายุทธ์เทพ ซึ่งอย่าว่าแต่ในแดนใต้เลย แม้แต่ในสามร้อยสำนักและสิบตระกูลโบราณของราชวงศ์ต้าฉินทั้งหมด ก็ยังไม่เคยปรากฏให้เห็น
ในขณะนี้ การทดสอบของสำนักเฉียนหยวนดำเนินมาถึง่สุดท้าย ผู้ที่มีคุณสมบัติดีที่สุดโดยไม่มีข้อสงสัยคือ ฉู่เฮ่า ผู้ซึ่งเพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมปราณ และมีิญญายุทธ์ระดับสัตว์อสูรขั้นสาม ซึ่งเขาสามารถเข้าสู่การบ่มเพาะในฐานะศิษย์ในของสำนักเฉียนหยวนได้แล้ว
ปัจจุบันนี้ตระกูลฉู่มีผู้มีิญญายุทธ์ระดับสัตว์ถึงสองคนในตระกูลเดียว ช่างรุ่งเรืองยิ่งนัก เป็รองเพียงตระกูลหลิงเท่านั้น ดังนั้นฉู่เฮ่าจึงยืนเอามือไพล่หลังด้วยใบหน้าโอหัง ราวกับหงส์ท่ามกลางฝูงไก่
เ้าบ้านตระกูลอันอย่างอันหนานซานในตอนนี้กำลังค้อมตัวอยู่เื้ัฉู่เฮ่าด้วยรอยยิ้มประจบประแจง แม้ว่าฉู่เฮ่ากำลังจะกลายเป็ลูกเขยของตระกูลอัน แต่เขากลับไม่มีศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่เลย เขาเพียงหวังให้อันฉือเยว่รีบมาถึง และแต่งงานกับฉู่เฮ่าโดยเร็ว เพื่อที่เขาจะได้มีหน้ามีตาต่อหน้าตระกูลในสี่เมืองสักครั้ง
"ถ้าเช่นนั้น หากไม่มีผู้มีความสามารถจากสี่เมืองขึ้นมาทดสอบอีก การรับศิษย์ใหม่ครั้งนี้ก็ถือเป็อันสิ้นสุด!"
บนูเาชิงเฉิง ร่างสี่ร่างนั่งอยู่บนเก้าอี้หยกขาว มีเมฆหมอกล้อมรอบและแผ่แรงกดดันอันมหาศาล พวกเขาคือผู้าุโจากสี่ตำหนักของศิษย์ในสำนักเฉียนหยวน ซึ่งร่วมกันรับผิดชอบการรับศิษย์ใหม่ในครั้งนี้
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์จากสี่เมืองที่อยู่ด้านล่างเมื่อได้ยินดังนั้น ต่างพากันประสานมือคารวะฉู่เฮ่า การทดสอบครั้งนี้ ฉู่เฮ่าคืออันดับหนึ่งของสี่เมืองอย่างแท้จริง!
มุมปากของฉู่เฮ่ายกขึ้นเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยปาก แต่ในขณะนั้นเอง พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
"ช้าก่อน!" เสียงนี้ดังกึกก้องปานสายฟ้าฟาดผ่านผืนป่า เมื่อทุกคนหันไปมอง ต่างก็ต้องเปลี่ยนสีหน้าด้วยความตกตะลึง
"หลิงเทียน!?"
"ฉือเยว่!?"
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ฉู่เฮ่าและอันหนานซานจึงอุทานออกมาด้วยความใ เพราะคนที่กำลังพยุงกันเดินขึ้นมาจากทางขึ้นเขานั้น คือหลิงเทียนและอันฉือเยว่!
แต่ว่าหลิงเทียนคนนี้ควรจะตายด้วยน้ำมือของตระกูลอันไปแล้วมิใช่หรือ!?
"หึ ๆ นี่ไม่ใช่เ้าขยะของตระกูลหลิงหรอกหรือ?"
"ตอนนี้เขาเป็แค่ลูกเขยแต่งเข้าของตระกูลอัน!"
"เ้าขยะนี่มาทีู่เาชิงเฉิงทำไม? มาหาเื่ให้อับอายขายหน้าหรือ?"
ผู้คนต่างหัวเราะเยาะ เมื่อก่อนหลิงเทียนเคยโดดเด่นที่สุดในแดนใต้ บัดนี้กลับตกต่ำยิ่งกว่าสุนัขและสุกร แต่หลิงเทียนไม่ได้ใส่ใจกับความใและการเย้ยหยันเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
เพราะอีกไม่นาน เขาจะทำให้คนเหล่านี้ไม่มีที่ให้ซ่อนใบหน้าด้วยความอับอาย!