ตอนที่ 5
หญิงสาวมาเข้างานสายเกือบสิบห้านาทีเพราะยุทธนาคนเดียวที่เล่นกักตัวเธอไว้ตลอดทั้งคืน กว่าจะมาส่งที่บ้านก็ตอนรุ่งเช้าแล้ว เล่นเอาเธอทำอะไรแทบไม่ทัน
เหลือเวลาอีกอาทิตย์เดียวก็จะพ้นจากการเป็พนักงานของที่นี่แล้วหวังว่าคงจะไม่ได้พบเจอยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้อีกเป็การถาวร เธอพร้อมจะเริ่มต้นใหม่กับเส้นทางรักที่เธอเลือกทางที่สุขและสะดวกสบายกว่า โดยไม่สนว่าตนจะดูเป็คนไม่ดีเป็ผู้หญิงใจร้ายอย่างไรก็ช่าง เธออยากกลับไปใช้ชีวิตอู้ฟู่แบบเดิมเบื่อเหลือเกินกับชีวิตตกต่ำย่ำแย่แบบนี้
ฝ่ายบุคคลเรียกขึ้นไปคุยด้วยทีละคน อัญชิสายืดอกมั่นใจว่าหางานใหม่ได้แล้วและไม่ปรารถนาจะต่อสัญญาจ้างเธอรอลิฟต์มาและเจอเข้ากับภาธรพอดีแต่เขาทำหน้าเรียบเฉยอาจเพราะในนั้นมีคนอื่นอยู่ด้วยพอถึงเวลาพักกลางวันเธอก็ส่งข้อความไปหาเขาขอนัดเจอกันคืนนี้ทว่าชายหนุ่มกลับไม่อ่าน ก่อนเลิกงานเธอจึงไปยืนรอแถวรถที่เขาจอดอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงก็เห็นร่างสูงของชายหนุ่มเดินออกมา
“อ้าวอัญยังไม่กลับอีกหรือ?”
“อัญมารอคุณค่ะ ส่งข้อความไปไม่เห็นอ่านเลย”
“อ๋อ ผมยุ่งอยู่น่ะมีอะไรหรือเปล่า”
“คืนนี้เราเจอกันได้ไหมคะ”
“คืนนี้ไม่ได้หรอกผมต้องไปงานเลี้ยง”
“งานเลี้ยงอะไรหรือคะ?”
ชายหนุ่มหยุดกึกนิดหนึ่งหญิงสาวเลยฉุกคิดได้ว่าคงเผลอยุ่งเื่ส่วนตัวมากไปแต่อีกใจหนึ่งก็อยากรู้ว่าเขาจะเปิดเผยกับเธอในระดับไหน
“ก็งานสังคมทั่วไปของผู้บริหารที่ต้องมีบ้างเพื่อคอนเน็กชั่นในธุรกิจ”
“อัญจะออกจากที่นี่แล้วนะคะ”
“ครับ เดี๋ยวเราค่อยคุยกันนะ” ส่งยิ้มให้แล้วเบียดตัวเข้าไปเปิดประตูรถก่อนจะขับออกไปโดยไม่สนใจจะให้หญิงสาวติดรถไปด้วย
หญิงสาวยืนเคว้งอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกน้อยใจผิดหวังงานเลี้ยงหรือ เธอก็อยากไป อยากจะให้ชายหนุ่มควงหล่อนไปเฉิดฉายในงานสังคมหรู ๆ ระดับเดียวกันกับเขาบ้างเมื่อไหร่ถึงจะได้เปิดตัวว่าเป็คนรักกันอย่างเปิดเผยเสียที
“อัญ”เสียงเรียกคุ้นหูของยุทธนาดังขึ้นมาจากทางด้านหลังตอนแรกเธอก็ใ จากนั้นก็คิดว่าดีเลย มาเจออย่างนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้บอกเลิกตรงๆ ให้เข้าใจชัดเจนกันเสียที
“รถคันเมื่อกี้ใช่คันเดียวกันหรือเปล่า”
“ใช่”
“หมายความว่าไง อัญกับคุณภาธรเป็เพื่อนกันหรือ?”
“ไม่ใช่ เราไม่ใช่เพื่อนกันแต่เป็คนรักเก่ากันต่างหาก”
“คนรักเก่าอย่างนั้นหรือ”ชายหนุ่มหน้าเผื่อนเสียงเปลี่ยนไปคล้ายไม่อยากจะเชื่อหู
“เรากับเขาเป็แฟนกันั้แ่มหาลัยแล้ว พอดีเลิกกันไปเสียก่อนแต่ตอนนี้กลับมาคืนดีกันเรียบร้อยแล้วและเขาก็กำลังจะขอเราแต่งงาน”
“แต่งงานหรือ?”
“ใช่! เราจะแต่งงานกันในไม่ช้า อัญขอโทษนะแล้วก็ขอบคุณกับสิ่งดี ๆ ที่มีให้กันเสมอมาแต่เราคงไม่ใช่เนื้อคู่กัน ขอให้จบกันเสียแต่ตรงนี้เถอะแล้วก็ช่วยอวยพรให้เราพบเจอแต่สิ่งๆ ด้วยนะ” เอื้อมไปจับกุมมืออีกฝ่ายที่เย็นซืด
“สิ่งดี ๆ หรือ แสดงว่าเราไม่ใช่สิ่งดี ๆที่จะอยู่ในชีวิตอัญใช่ไหม”
หญิงสาวเม้มปากลำบากใจ ไม่กล้าสบตายุทธนาที่เ็ปเสียใจพอๆ กับที่โกรธเธอ ก่อนที่ความเห็นใจจะทำให้ใจอ่อนหญิงสาวก็ปล่อยมือเขาก้าวถอยหลังช้า ๆ แล้วรีบหันหน้าวิ่งหนีไป ขอให้ครั้งนี้เป็ครั้งสุดท้ายที่เธอจะทำร้ายใจคนที่รักเธอ
อัญชิสาไม่ยอมรับโทรศัพท์และหลีกเลี่ยงการพบเจอกับยุทธนาจนมาถึงวันสุดท้ายที่หัวหน้าจัดงานเลี้ยงส่งและขอบคุณให้ภายในร้านอาหารริมแม่น้ำเ้าพระยาเธอนั่งอยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อนหญิงไม่มองหน้าและเปิดโอกาสให้เขามาชิดใกล้จนกระทั่งภาธรตามมาถึงที่ร้านอัญชิสาค่อยรู้สึกหายใจหายคอโล่งขึ้นบ้าง
“แม้จะเป็่ระยะเวลาสั้น ๆ แต่ผมก็รู้สึกดีใจและขอขอบคุณทุกคนที่ได้มารู้จักและร่วมงานกันอาจจะมีคนได้ต่อสัญญากับเราแค่สองคนแต่ในวันข้างหน้าหากมีโอกาสอีกก็หวังว่าเราคงจะได้กลับมาพบเจอและร่วมงานกันอีกนะครับ”
เมื่อภาธรพูดจบยุทธนาก็ขึ้นมาร้องเพลงเป็คนแรก แน่นอนว่าเพลงที่เขานำมาร้องก็คือเพลงโปรดแนวอกหักที่เคยร้องประจำในตู้คาราโอเกะทุกประโยคคำร้องมันกระแทกเข้าใจอัญชิสาอย่างจังแล้วบาดลึกเป็แผลแววตาที่เขามองมาก็เหมือนจะสื่อความหมายตามนั้นหญิงสาวลุกหนีไม่อาจทนฟังได้จนจบเพลง
เธอออกมาเดินเตร่อยู่หน้าร้านแล้วพยายามส่งข้อความหาภาธรเพื่อที่จะชวนเขากลับด้วยกันแต่ชายหนุ่มกลับตอบว่าเพิ่งมาถึงยังสนุกได้ไม่เต็มที่อัญชิสาจึงเดินเล่นอยู่แถวนั้นแล้วยุทธนาก็ตามออกมาหา
หญิงสาวกอดอกทำหน้าบึ้งยืนหันข้าง หางตารู้ว่าเขาเดินมาใกล้เว้นระยะห่างประมาณสามก้าวแล้วควันบุหรี่สีขาวก็พ่นมาเต็มหน้าหล่อน
“นี่! แค้ก ๆ”
“เหม็นบุหรี่หรือ ทำไมเพิ่งจะมาเหม็นล่ะเมื่อก่อนไม่เห็นเคยได้กลิ่นเลย” ชายหนุ่มสัพยอกท่าทางอ้อแอ้เหมือนเมาแล้ว
“ทำไมมายืนอยู่มืด ๆ คนเดียวล่ะ แฟนผู้จัดการใหญ่ไปไหนไม่ตามไปเฝ้าปล่อยให้สาวน้อยสาวใหญ่นั่งตอมกันอยู่ในนั้น”
“นี่อย่ามาพูดจาแบบนี้นะ”ชักสีหน้าใส่แสดงให้รู้ว่าหล่อนไม่พอใจ ชายหนุ่มกลับเดินวนรอบตัวใช้สายตาไล่มองั้แ่หัวจรดเท้า
“แน่ใจหรือว่ากำลังจะแต่งงานกันจริง ๆ ไม่ใช่ว่าถูกเขาฟันฟรีๆ นะ อ้อ! ไม่สิ เรียกอย่างนี้ไม่ถูกมันต้องเรียกว่าอะไรนะ ถ่านไฟเก่าหรือวัวเคยค้าม้าเคยขี่ดี ใช่ๆ คำนี้แหละ”กอดไหล่โน้มใบหน้าใกล้แล้วถ่ายน้ำหนักเข้าหาตัวทำเอาเซจนเกือบล้มเมื่อเธอตั้งหลักได้แล้วก็รีบผลักไสเขาออกเพราะกลัวใครจะเดินออกมาเห็นโดยเฉพาะภาธร
“อย่ามาทำอะไรแบบนี้นะนายเมาแล้วก็กลับไปเลย”
“โอเคกลับ ปะ” โอบไหล่จะลากไปทำให้อัญชิสาแหวใส่เสียงสูง
“นี่นายจะทำอะไรน่ะ? อย่านะ”
“ก็กำลังจะกลับรังรักของเราไง อย่าบอกนะว่าลืมคอนโดเก่า ๆแต่ไปติดใจม่านรูดราคาถูก ๆ แทนน่ะ”
“นายรู้” ย้อนถามหน้าซีดเผือดด้วยใจเต้นระทึก
“รู้สิ ทำไมจะไม่รู้ แปลกนะ คนกำลังจะแต่งงานกันแท้ ๆกลับไปใช้บริการที่อย่างนั้นแทนที่จะไปคอนโดหรือห้องหรูกว่านี้ถามจริงเถอะเขาเคยพาไปที่บ้านแล้วหรือยัง”
อัญชิสาตอบคำถามไม่ได้หน้าซีดเซียวยิ่งกว่าเก่าอีก ใช่แล้วเขาไม่เคยพาเธอไปที่ห้องหรือที่บ้านเลยแล้วเื่แต่งงานเขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงแม้แต่น้อยกลับเป็เธอที่พูดเอาเองเพราะอยากสลัดยุทธนาให้ออกไปจากตน
“ลองคิดดู คิดดูให้ดีว่าเขาเห็นเธอเป็อะไรกันแน่ เป็แฟนเมียน้อยหรือแค่กิ๊กเก่าธรรมดาที่ได้ลักลอบกินกันในที่แบบนั้น” ใช้นิ้วชี้จิ้มหัวหญิงสาวยิกๆ เพื่อเตือนสติ
“ไม่ใช่! ที่เราต้องหลบ ๆซ่อน ๆ เพราะกฎของโรงแรมต่างหาก เขาเป็ถึงผู้บริหารย่อมต้องระวังตัวเป็พิเศษ”
“โง่ ๆ โง่ อยากจับผู้ชายรวยจนไม่สนใจอะไรจะบอกให้นะว่าเขาไม่ได้โสด เขามีเมียแล้ว เขาแต่งงานแล้ว และพวกฉันก็เคยไปร่วมงานแต่งของเขาด้วย”
“ไม่จริง! นายโกหกนายอยากให้ฉันผิดใจแล้วก็กลับไปหานายล่ะสิ ฉันไม่เชื่อ”
“งั้นดูนี่ดูให้เต็มตา”ยื่นอัลบั้มภาพในโทรศัพท์ให้หญิงสาวดู
“ป่านนี้ลูกเขาคงจะใกล้คลอดแล้วมั้งแล้วที่เขาคบกับเธอก็เพราะมีไว้แก้ขัดแทนภรรยาเท่านั้นแหละ พอตัวจริงเขากลับมาอีกไม่กี่เดือนเธอก็คงถูกเขี่ยทิ้งแล้ว”
อัญชิสากรีดร้องไม่ออกน้ำตาไหลคลอเบ้าเข่าแทบทรุดกับความจริงที่ได้รู้ ภาธรหลอกเธออย่างนั้นหรือ เขาไม่ได้รักเธอเหมือนอย่างที่คิดจริงสิชายหนุ่มไม่เคยบอกรักเธอเลยสักคำเหมือนกับวันวาน และเพราะความที่หล่อนไม่เคยใส่ใจอะไรนอกจากตัวเองทำให้ไม่ได้สังเกตถึงความแปลกเปลี่ยนไปในตัวเขา
ภาธรแค่แสนดีและสุภาพตามลักษณะนิสัย แต่สัญญาณหัวใจของเขาไม่เหมือนเดิมแล้วถ้าจะคิดตรองดูให้ดีจะพบว่าชายหนุ่มทำเหมือนว่าตนเป็ดั่งชู้ลับเสียมากกว่า.....