เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 5 : พ่อ
หลินเจี้ยนหมินตื่นก่อนไก่ขันเป็ประจำทุกเช้าที่ค่ายทหารแต่เช้าวันนี้เขาตื่นเร็วกว่าปกติอีกเล็กน้อยเพราะพรุ่งนี้เป็วันหยุดที่จะได้กลับบ้านไปหาลูกสาวตัวน้อย
เขาเปิดกระเป๋าผ้าใบเก่าที่วางอยู่ข้างเตียงควานหาของชิ้นเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ก้นกระเป๋ามาตลอดเป็ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งที่หวังซูเจินปักลายดอกทับทิมไว้ให้ั้แ่สมัยยังเป็คู่หมั้นกันสีของผ้าซีดจางลงตามกาลเวลา แต่เขาก็ยังพกติดตัวไปทุกที่ไม่เคยขาด
เพื่อนทหารในหน่วยเคยแซวเขาหลายครั้งว่าทำไมนายทหารที่เคร่งขรึมที่สุดในกองร้อยถึงมีของขลังเป็ผ้าเช็ดหน้าปักดอกไม้เขาไม่เคยอธิบายอะไรมาก เพียงยิ้มเฉย ๆแล้วเก็บผ้าผืนนั้นกลับเข้ากระเป๋าเหมือนเดิม
หลินเจี้ยนหมินเป็ลูกชายคนเล็กของหลินเต๋อชางโตมาในบ้านที่พ่อทุ่มเทให้กับโรงงานทอผ้าจนแทบไม่มีเวลาเหลือให้ลูก ๆเขาจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ มักเห็นพ่อกลับบ้านดึกทุกคืน บางครั้งกลับมาถึงบ้านตอนที่ลูกๆ หลับกันหมดแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นก็ต้องรีบออกไปโรงงานก่อนใครจะตื่นด้วยซ้ำ
เขาไม่เคยโกรธพ่อเพราะเข้าใจดีว่าพ่อทำไปเพื่อครอบครัว แต่ลึก ๆ ในใจก็อดรู้สึกอ้างว้างไม่ได้ ทุกครั้งที่อยากเล่าเื่ที่โรงเรียนให้ฟังแต่ไม่มีใครอยู่ฟังหรืออยากให้พ่อสอนเล่นว่าวแต่พ่อไม่เคยมีเวลาว่างพอ
ลุงใหญ่ผู้เป็พี่ชายคนโตมักพูดปลอบเขาเสมอว่า"พ่อรักพวกเราไม่แพ้ใครหรอก เพียงแต่แสดงออกไม่เป็"คำพูดนั้นเป็ความจริง เพราะเมื่อโตขึ้นเขาก็ได้เห็นว่าพ่อรักลูกทุกคนมากแค่ไหนเพียงแต่ในวัยเด็กที่้าความใกล้ชิด เวลาที่ขาดหายไปนั้นก็ยังคงเป็รอยความทรงจำที่ไม่มีวันลบเลือน
เขาโตขึ้นมาด้วยความคิดฝังใจอย่างหนึ่งว่าถ้าวันหนึ่งตัวเองมีลูก จะต้องหาเวลาอยู่เคียงข้างลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ไม่ปล่อยให้ลูกต้องเติบโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ้างว้างเหมือนที่ตัวเองเคยเป็แม้จะรับราชการทหารที่ต้องเสียสละเวลาส่วนตัวไปมากก็ตาม
เมื่อจื้อิกับจื้อเฉิงเกิดมาเขาก็พยายามทำตามความตั้งใจนั้นอย่างเต็มที่แม้จะติดภารกิจทหารบ่อยครั้งจนไม่ได้อยู่บ้านทุกวัน แต่ทุกครั้งที่มีเวลาว่างเขาจะทุ่มเทให้ลูกทั้งสองเต็มที่เสมอไม่ปล่อยให้เวลาที่มีน้อยนิดต้องสูญเปล่าไปกับเื่อื่น
แต่กับซินเยว่ความรู้สึกกลับต่างออกไปอีกแบบหนึ่ง ที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูก เขาไม่เคยมีน้องสาวในบ้านมีแต่พี่น้องชายสามคน เขาจึงไม่เคยรู้ว่าการมีลูกสาวจะรู้สึกอย่างไรจนกระทั่งคืนที่หมอตำแย อุ้มทารกตัวเล็กจิ๋วส่งมอบให้เขา แล้วบอกว่าเป็ลูกสาวหัวใจของนายทหารที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วนกลับสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เขาจำความรู้สึกวันนั้นได้แม่นยำทุกรายละเอียดมือที่เคยจับปืนอย่างมั่นคงกลับสั่นเทาเมื่อต้องอุ้มร่างเล็ก ๆ นั้นไว้ในอ้อมกอดเป็ครั้งแรกราวกับกลัวว่าแรงมือที่มากเกินไปเพียงนิดเดียวจะทำร้ายเธอได้
ั้แ่วันนั้นทุกครั้งที่ออกลาดตระเวนหรือต้องเผชิญสถานการณ์เสี่ยงอันตรายเขาจะควักผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าออกมาััเบา ๆ นึกถึงใบหน้าเล็ก ๆของลูกสาวที่รอเขาอยู่ที่บ้านความกลัวตายที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิตทหารเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ ในใจไม่ใช่เพราะกลัวความเ็ป แต่เพราะกลัวว่าจะไม่ได้กลับไปเห็นเธอโตขึ้นอีก
เย็นวันนั้นเมื่อกลับถึงบ้านเขารีบเดินตรงไปที่ห้องของภรรยาและลูกสาวโดยไม่แวะเปลี่ยนเครื่องแบบตามเคยหวังซูเจินกำลังอุ้มซินเยว่เล่นอยู่ริมหน้าต่าง เห็นเขาเดินเข้ามาก็ยิ้มทักทาย
"กลับมาแล้วเหรอวันนี้เร็วกว่าที่บอกไว้นะ"
"คิดถึงก็เลยรีบมา"เขาตอบพลางยื่นมือไปรับลูกสาวมาอุ้มทันทีใบหน้าเคร่งขรึมที่ลูกน้องในหน่วยคุ้นเคยหายไปในพริบตาเหลือเพียงรอยยิ้มอ่อนโยนที่มีให้เฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น
ซินเยว่มองหน้าพ่อด้วยดวงตากลมโตมือเล็ก ๆ เอื้อมไปจับปลายเครื่องแบบทหารที่ยังไม่ทันเปลี่ยน เขาหัวเราะเบา ๆก่อนก้มลงจูบหน้าผากลูกสาวเบา ๆ
"วันนี้ดื้อกับแม่บ้างไหม"เขาถามพลางอุ้มเธอเดินไปนั่งที่ริมขอบเตียง
"ไม่ดื้อเลยค่ะวันนี้นอนหลับตลอดบ่ายด้วย" หวังซูเจินตอบพลางนั่งลงข้างๆ
เขาอุ้มลูกสาวไว้แนบอกมือใหญ่ลูบหลังเบา ๆ เป็จังหวะเดียวกับที่เคยทำมาตลอดไม่ว่าจะเหนื่อยล้าจากภารกิจมากแค่ไหน่เวลาแบบนี้ก็ทำให้ความเหนื่อยทั้งหมดหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
คืนนั้นก่อนนอนเขานั่งอยู่คนเดียวในห้อง มองลูกสาวที่หลับสนิทอยู่ในเปลไม้ความคิดหวนกลับไปถึงวัยเด็กของตัวเองที่ต้องรอพ่อกลับบ้านดึกทุกคืน
*ผมไม่เคยโทษพ่อเลยนะครับพ่อทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วแต่ผมจะพยายามหาเวลาให้ลูกของผมมากกว่านั้นอีกสักหน่อยจะได้ไม่ต้องรอใครนานเกินไปเหมือนที่ผมเคยรอ*
เขายื่นมือไปแตะแก้มนุ่ม ๆของลูกสาวเบา ๆ ก่อนจะกระซิบเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้ปลุกเธอตื่น
"ไม่ว่าโลกข้างนอกจะเปลี่ยนไปแค่ไหนพ่อจะพยายามอยู่ตรงนี้ให้มากที่สุดนะลูก"
เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างเบา ๆราวกับตอบรับคำสัญญานั้น หลินเจี้ยนหมินนั่งเฝ้าดูลูกสาวหลับต่ออีกพักใหญ่ก่อนจะลุกขึ้นไปนอนพักผ่อนที่เตียงตนเองเพราะรู้ดีว่าพรุ่งนี้เช้าต้องกลับไปทำหน้าที่ที่ค่ายทหารอีกครั้ง
รุ่งเช้าก่อนออกเดินทางกลับค่ายเขาแวะเข้าไปมองลูกสาวที่ยังหลับอยู่เป็ครั้งสุดท้ายหวังซูเจินเดินตามมาส่งที่ประตูพร้อมยัดห่อขนมเล็ก ๆ ใส่มือให้กินระหว่างทาง
"ระวังตัวด้วยนะ"ภรรยากำชับเหมือนทุกครั้งที่เขาต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่
"ครั้งนี้ต้องระวังตัวมากกว่าเดิมแน่นอน"เขาตอบพลางยิ้มบาง ๆ มือแตะกระเป๋าเสื้อตรงที่เก็บผ้าเช็ดหน้าไว้อย่างมั่นใจ
สำหรับหลินเจี้ยนหมินความเป็พ่อไม่ใช่แค่หน้าที่ที่ต้องทำตามธรรมเนียมแต่เป็คำสัญญาที่เขาให้ไว้กับตัวเองั้แ่วัยเด็กที่ต้องรอคอยและลูกสาวคนเล็กคนนี้ก็คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้คำสัญญานั้นมีความหมายมากยิ่งขึ้นไปอีก