เกวียนม้าของลุงเฉาไต่ขึ้นสู่เส้นทางบันไดศิลาที่แกะสลักล้อมรอบแนวขุนเขาอย่างเชื่องช้า ยิ่งทวีความสูงขึ้นเท่าใด กระแสอากาศก็ยิ่งหนาวเหน็บและเบาบางลงเท่านั้น ม่านหมอกขาวลอยกรุ่นอบอวลอยู่รอบกาย บดบังทัศนวิสัยจนบาง่ยามสามารถมองเห็นได้เพียงไม่กี่ก้าวเดินเบื้องหน้า เว่ยเฉินนั่งสงบอยู่ท้ายรถเกวียน สองมือกำแน่นด้วยกระแสความตื่นเต้นระคนกังวล ดวงหทัยเต้นระทึกรัวเร็วขึ้นในทุกคราที่ได้ยินเสียงกังสดาลระฆังลึกลับแผดดังก้องมาจากยอดเขาเบื้องบน
จนกระทั่งล่วงเลยเข้าสู่ยามบ่ายแก่ เกวียนม้าก็เคลื่อนมาหยุดนิ่งอยู่ ณ ลานกว้างขนาดใหญ่ั์ที่ปูลาดด้วยศิลาขาวเรียบเนียน เบื้องหน้าปรากฏบานประตูสำนักอันมหึมาสูงตระหง่านกว่าสิบเมตร ผิวเนื้อไม้แกะสลักลวดลายกระบี่ไขว้ประดับประดาด้วยทองคำแท้จนส่องประกายแวววาวสะท้อนแสงทินกร สองข้างบานประตูมีรูปสลักเซียนกระบี่ยืนคุมเชิงอยู่คล้ายกับผู้พิทักษ์ตราบชั่วกาลนาน
"เดินทางมาถึงแล้ว นี่คือประตูหลักของสำนักกระบี่ปะาเซียน" ลุงเฉาเอ่ยขานบอกพลางบังคับเกวียนให้หยุดนิ่งห่างจากบานประตูพอสมควร "นับจากตรงนี้ข้าจำเป็ต้องแยกทางเพื่อนำสินค้าไปส่งมอบยังคลังสมุนไพรด้านข้าง ส่วนตัวเ้านั้นต้องเดินเท้าเข้าสู่ประตูหลักเพื่อแจ้งความประสงค์แก่ศิษย์ยามเฝ้าประตูด้วยตนเอง"
เว่ยเฉินพยักหน้ารับคำ เดินเบี่ยงกายลงจากรถเกวียนพร้อมด้วยความรู้สึกทั้งซาบซึ้งและอาลัยยิ่ง เขาหันกลับไปทอดสายตามองลุงเฉาด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึกในพระคุณ "ท่านลุง... ขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา หากมิได้ท่านยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ป่านนี้ชีวิตของข้าคงมอดม้วยอยู่กลางป่าใหญ่ไปแล้ว"
ลุงเฉาส่งยิ้มอันอบอุ่นกลับคืนมา พลางยื่นส่งห่อผ้าขนาดเล็กที่บรรจุเสบียงอาหารและเงินตราจำนวนหนึ่งให้แก่เขา "จงเก็บสิ่งนี้ไว้ใช้สอยยามคับขันเถิด หากว่าการเข้าสู่สำนักบังเกิดความติดขัดมิอาจทำได้สำเร็จ เ้าจงย้อนกลับมาหาข้าที่หมู่บ้านเชิงเขาได้เสมอ ประตูเรือนของข้ายินดีต้อนรับเ้าทุกเวลา"
เว่ยเฉินรับห่อผ้าผืนนั้นไว้ด้วยความตื้นตันใจยิ่ง เขาก้มศีรษะลงเพื่อแสดงความเคารพอีกคราก่อนจะก้าวเท้าสะกดตรงมุ่งหน้าสู่บานประตูสำนักด้วยความมั่นคงเด็ดเดี่ยว แม้ว่าสภาพร่างกายภายนอกจะยังคงมอมแมมหลงเหลือร่องรอยจากการเดินทางฝ่าผืนป่าและการปะทะต่อสู้มาหลายคราก็ตาม
เมื่อก้าวเท้าเข้าใกล้บานประตู เว่ยเฉินสังเกตเห็นชายหนุ่มสองคนในชุดคลุมสีน้ำเงินครามยืนเฝ้าอารักขาอยู่สองข้างทาง ท่าทางองอาจผ่าเผยทว่ากลับแฝงเร้นด้วยความทระนงถือดี สายตาคู่พยัคฆ์จับจ้องมองตรงมาที่ตัวเขาั้แ่ระยะไกล
"หยุดอยู่ตรงนั้น" ศิษย์ยามเฝ้าประตูผู้หนึ่งยกหัตถ์ขึ้นห้ามปราม สายตากวาดมองสำรวจเว่ยเฉินั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ "เ้าเป็ผู้ใด เหตุใดจึงมาเพ่นพ่าน ณ สถานที่แห่งนี้"
เว่ยเฉินหยัดกายยืนตรง แม้ว่าอาภรณ์ที่สวมใส่จะขาดวิ่นและวรกายเต็มไปด้วยรอยแผล ทว่าแววตาของเขายังคงแน่วมั่นมิหวั่นไหว "ข้ามีนามว่าเว่ยเฉิน เดินทางมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจะสมัครเข้าเป็ศิษย์ของสำนัก"
ศิษย์เฝ้าประตูทั้งสองหันมาสบตากันก่อนจะแผดเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมาพร้อมกัน สุ้มเสียงหัวเราะนั้นดังกังวานก้องไปทั่วทั้งลานศิลาขาว
"จงฟังให้ดี ไอ้หนุ่มขอทาน" ยามคนที่สองก้าวเท้าเข้ามาย่างสามขุม สายตาฉายแววเหยียดหยามถึงขีดสุด "สำนักกระบี่ปะาเซียนมิใช่สถานที่ที่ผู้ใดนึกอยากจะเดินดุ่มเข้ามาสมัครก็กระทำได้ตามใจชอบ เ้าจำเป็ต้องผ่านการทดสอบมาตรวัดพร์เสียก่อน แล้วจงย้อนดูสภาพอันน่าสมเพชของตนเองเถิด มอมแมมสกปรกถึงเพียงนี้ จะไปมีรากปราณพร์ล้ำเลิศมาจากที่ใดกัน"
"ถูกต้องแล้ว" ยามคนแรกกล่าวเสริมสำทับ "จงไสหัวกลับไปเสียเถิด ที่แห่งนี้มิใช่สถานที่รองรับพวกยาจกเช่นเ้า สำนักของเราเปิดรับเฉพาะผู้มีสายเือันสูงศักดิ์หรือมีพร์เหนือล้ำมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น"
เว่ยเฉินกำหมัดแน่นด้วยกระแสอัดอั้นตันใจ ทว่าเขายังคงข่มใจสะกดอารมณ์มิให้บันดาลโทสะออกมา หวนนึกถึงคำตักเตือนของลุงเฉาเมื่อคืนก่อนหน้า ณ โรงเตี๊ยม เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามเจรจาด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
"ข้าทราบดีว่าสำนักมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับอันเข้มงวดกวดขัน ทว่าขอความกรุณาจากพวกท่าน ช่วยอนุญาตให้ข้าได้เข้าพบผู้มีอำนาจตัดสินใจสักครา ข้ามีสิ่งของสำคัญยิ่งยวดที่จำเป็ต้องนำมามอบให้แก่ทางสำนัก"
"ของสำคัญงั้นรึ" ยามคนที่สองหัวเราะหยันซ้ำสอง "เนื้อตัวของเ้าไร้ซึ่งทรัพย์สินสิ่งของติดกายแม้แต่ชิ้นเดียว จะมีสิ่งใดสำคัญมามอบให้แก่สำนักได้ เลิกกล่าววาจาเพ้อเจ้อไร้สาระแล้วจงไปให้พ้นหน้าข้าเสีย ก่อนที่ข้าจะใช้กำลังบังคับขับไล่เ้าออกไป"
เว่ยเฉินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมจริงจัง เขานึกถึงกล่องปิดผนึกค่ายกลที่ผู้เป็อาจารย์มอบให้ก่อนจะสิ้นใจ ทว่ากล่องใบนั้นกลับสูญหายไปั้แ่คราที่เขาฟื้นตื่นขึ้นมากลางป่าลึก ยามนี้จึงไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถพิสูจน์ตัวตนหรือภารกิจของตนเองได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
ไม่จริง... สิ่งนั้นย่อมต้องอยู่ติดตัวข้าสิ
มโนสำนึกดังกล่าวส่งผลให้เว่ยเฉินสะดุ้งสุดตัว เขารีบสอดส่องมือลูบไล้ไปตามชายอาภรณ์ด้านในอย่างเร่งรีบ กระทั่งได้พบพานว่ามีวัตถุลักษณะแบนและแข็งชนิดหนึ่งถูกเย็บซ่อนเร้นไว้ในซับในของเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่มาั้แ่แรกเริ่มฟื้นตื่น คราแรกเขาไม่ทันได้สังเกตเห็นเนื่องด้วยสภาพอาภรณ์ที่ขาดวิ่นและมอมแมมจนยากจะแยกแยะ
ด้วยกระแสความหวังที่พวยพุ่งขึ้นมาในทันใด เว่ยเฉินตัดสินใจฉีกกระชากซับในเสื้อออกโดยมิลังเล และสิ่งที่ปรากฏเด่นชัดแก่สายตาก็คือกล่องขนาดเล็กที่สร้างขึ้นจากโลหะสีดำสนิท บนฝากล่องประทับสลักลวดลายอักขระมนตราอันแปลกตา ซึ่งเป็รูปทรงลึกลับที่ไม่มีผู้ใดในยุคสมัยนี้เคยพบเห็นมาก่อนเลย
"สิ่งนี้..." เว่ยเฉินพึมพำด้วยความตื่นเต้นระทึกใจ ยามนี้เขาจึงได้ประจักษ์แจ้งว่ากล่องปิดผนึกที่แท้จริงได้ถูกซ่อนเร้นไว้ในซับในอาภรณ์ั้แ่วันที่เขาถูกส่งย้อนเวลากลับมา บางทีผู้เป็อาจารย์อาจจะเตรียมการป้องกันเช่นนี้ไว้ล่วงหน้าเพื่อมิให้มันสูญหายไประหว่างทางสัญจร
ยกกล่องโลหะใบนั้นขึ้นสูงเหนือศีรษะ ก่อนจะแผดเสียงะโก้องดังกังวานที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ "ข้ามีสิ่งนี้จากยุคสมัยที่ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ขอความกรุณาให้ผู้มีอำนาจแห่งสำนักลงมาตรวจสอบด้วยตนเองเถิด!"
สิ้นสุดถ้อยคำวาจา กล่องโลหะสีดำสนิทในมือของเว่ยเฉินก็เริ่มส่องประกายเรืองรองแผ่รัศมีแสงสีทองอ่อนจางออกมา แสงดังกล่าวหาใช่กระแสพลังปราณธรรมชาติทั่วไปที่ชาวยุทธในยุคนี้คุ้นเคยไม่ ทว่ามันกลับเป็กลิ่นอายมวลพลังงานอันลึกลับพิสดารราวกับข้ามพ้นมาจากอีกมิติหนึ่ง
ศิษย์ยามเฝ้าประตูทั้งสองคนที่กำลังจะก้าวเท้าเข้ามาใช้กำลังขับไล่เว่ยเฉิน ต่างพากันชะงักหยุดกึกอยู่กับที่ในทันใด ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเหยียดหยามพลันแปรเปลี่ยนเป็ความตื่นตระหนกใอย่างเห็นได้ชัด
"นี่... พลังงานสายนี้มันคือสิ่งใดกัน!" ยามคนแรกก้าวถอยหลังไปด้วยความพรั่นกลัว มือกำกระชับด้ามกระบี่แ่าทว่ากลับมิกล้าขยับเขยื้อนเข้าใกล้
รัศมีแสงสีทองจากกล่องโลหะเริ่มแผ่ขยายอาณาเขตเป็วงกว้างขึ้นเรื่อยๆ กระแสลมพัดหมุนวนรอบกายเว่ยเฉินราวกับมีพายุขนาดเล็กก่อตัวขึ้นเฉพาะจุด ผงศิลาและเศษดินบนพื้นลานศิลาขาวถูกพัดปลิวฟุ้งกระจายตัวเป็วงกลม เว่ยเฉินหยัดกายยืนอยู่ท่ามกลางใจกลางกระแสพลังงานนั้นด้วยความตระหนกใมิแตกต่างกัน เขาไม่อาจคาดคิดได้เลยว่ากล่องปิดผนึกจะบังเกิดการตอบสนองที่รุนแรงถึงเพียงนี้
พลันเสียงกังสดาลระฆังใหญ่จากยอดเขาเบื้องบนก็แผดดังก้องกังวานขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับทั่วทั้งสำนักกำลังบังเกิดความตื่นตัวและรับรู้ได้ถึงสิ่งผิดปกติที่อุบัติขึ้น ณ หน้าประตูหลัก
บนยอดเขาอันเป็จุดสูงสุดของสำนัก ภายในตำหนักใหญ่โอ่อ่าตระการตา หญิงสาวในชุดขาวบริสุทธิ์งดงามสง่ากำลังนั่งบำเพ็ญสมาธิอยู่ใจกลางห้องโถงใหญ่ ทันใดนั้นดวงตาคู่ตราตรูของนางก็เบิกกว้างขึ้นในทันที ััสัมปชัญญะสามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายมวลพลังงานอันแปลกประหลาดลึกลับแผ่ซ่านมาจากเบื้องล่างของขุนเขา
กลิ่นอายสายนี้... มันคล้ายคลึงกับ...
หญิงสาวผู้เป็เ้าสำนักหยัดกายลุกขึ้นยืนในทันใด ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกปนกระแสความหวังที่มิกล้าปักใจเชื่อ นางรีบก้าวเท้าออกจากตำหนักมุ่งตรงไปยังระเบียงด้านนอก ทอดสายตามองลงไปยังพื้นที่ประตูสำนักเบื้องล่างที่ยังคงมีประกายแสงสีทองเรืองรองสาดส่องอยู่ท่ามกลางม่านหมอกขาว
"เป็ไปมิได้..." นางกระซิบพึมพำกับตนเอง ก่อนจะตัดสินใจในทันทีโดยไม่รั้งรอ
เงาร่างของนางพุ่งทะยานลอยตัวขึ้นสู่กลางหาว กระบี่คู่กายที่แขวนอยู่ข้างเอวสั่นไหวบางเบาตอบสนองต่อกระแสความรีบร้อนของผู้เป็นาย นางเหินบินลงมาจากยอดเขาสูงด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ หลงเหลือไว้เพียงเงาร่างสายหนึ่่งที่พาดผ่านม่านหมอกขาว
ณ บริเวณหน้าประตูหลักของสำนัก เว่ยเฉินยังคงหยัดกายยืนอยู่ท่ามกลางกระแสพลังงานที่เริ่มอ่อนกำลังลงตามลำดับ ศิษย์ยามเฝ้าประตูทั้งสองคนยืนนิ่งตะลึงงันมิกล้าขยับเขยื้อนกาย ทันใดนั้นเงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏเด่นชัดขึ้นกลางอากาศเหนือลานศิลาขาว ก่อนจะร่อนกายลงสู่พื้นปฐีอย่างนุ่มนวลไร้สุ้มเสียง
สตรีในชุดขาวบริสุทธิ์หยัดกายตระหง่านอยู่ตรงหน้าเว่ยเฉิน ใบหน้าของนางงดงามผุดผ่องราวกับเทพธิดาชั้นฟ้าทว่ากลับแฝงเร้นไว้ด้วยความเด็ดขาดเฉียบคมของผู้ปกครองสำนักใหญ่ ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมองตรงไปยังกล่องโลหะสีดำสนิทในมือของเว่ยเฉินมิยอมละวาง ราวกับกำลังประจักษ์เห็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดเหนือกว่าสิ่งใดในชีวิต
"ท่าน..." ศิษย์ยามเฝ้าประตูทั้งสองคนรีบทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นดินในทันทีด้วยความตระหนกใ "ท่านเ้าสำนัก!"
เว่ยเฉินสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้สดับฟังคำนั้น เขาคาดคิดไม่ถึงเลยว่าผู้ปกครองสูงสุดของสำนักอันยิ่งใหญ่จะเดินทางลงมาต้อนรับตัวเขาด้วยตนเองเช่นนี้ หัวใจเต้นระทึกรัวด้วยความประหม่าระคนประหลาดใจ
เ้าสำนักก้าวเท้าย่างสามขุมเข้าใกล้เว่ยเฉินอย่างช้าๆ สายตายังคงจับจ้องกล่องโลหะในมือของเขาไม่วางตา "เ้าได้กล่องใบนี้มาจากที่ใด"
น้ำเสียงของนางแม้จะเรียบเฉยทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกระแสกดดันมหาศาลจนเว่ยเฉินแทบจะกลืนน้ำลายมิลงคอ เขาตัดสินใจเอ่ยคำความจริงเท่าที่กล้าเปิดเผยออกไป "ท่านผู้เป็ดั่งบิดาของข้ามอบสิ่งนี้ให้แก่ข้าก่อนที่ข้าจะเดินทางมาถึงที่นี่ ท่านบอกกล่าวไว้ว่าให้นำมาส่งมอบให้แก่สำนักกระบี่ปะาเซียน"
เ้าสำนักเพ่งพิศมองเว่ยเฉินอย่างละเอียดถี่ถ้วน สายตาของนางกวาดมองสำรวจั้แ่ใบหน้าที่บอบช้ำ อาภรณ์ที่ขาดวิ่น ไปจนถึงกล่องโลหะประหลาดลึกลับในฝ่ามือ ราวกับกำลังประมวลผลข้อเท็จจริงบางประการที่ซับซ้อนอยู่ในห้วงความคิด
"เ้ามีนามว่าอะไร" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นกว่าคราแรกเล็กน้อย
"ข้ามีนามว่าเว่ยเฉิน"
เ้าสำนักพยักหน้ารับคำบางเบา ก่อนจะยื่นหัตถ์ออกมาอย่างงดงามสง่า "จงตามข้ามาเถิด เว่ยเฉิน สิ่งของที่เ้าถือครองอยู่นี้มิควรถูกเปิดเผยท่ามกลางลานโล่งแจ้ง มีเื่ราวมากมายที่ข้าจำเป็ต้องซักถามเ้า และข้าคาดว่าตัวเ้าเองก็คงมีคำถามมากมายที่เฝ้ารอคอยคำตอบอยู่เช่นกัน"
เว่ยเฉินมองดูฝ่ามือที่ยื่นส่งมาให้ด้วยความลังเลใจเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือของตนออกไปประสานรับไว้ นี่นับเป็ก้าวแรกอันสำคัญที่จะนำพาตัวเขาเข้าสู่โลกใบใหม่ โลกที่อาจจะมีคำตอบสำหรับทุกข้อสงสัยที่คั่งค้างอยู่ในจิตใจนับั้แ่ลืมตาตื่นขึ้นมากลางป่าลึก
ศิษย์ยามเฝ้าประตูทั้งสองคนยังคงคุกเข่าราบอยู่กับพื้นศิลา สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงลานและมิกล้าเชื่อสายตาตนเอง ยาจกมอมแมมที่พวกเขาเพิ่งจะเหยียดหยามขับไล่ไสส่งไปเมื่อครู่ กลับกลายเป็บุคคลที่ท่านเ้าสำนักเดินทางลงมารับตัวด้วยตนเองอย่างให้เกียรติสูงสุด
บานประตูสำนักอันมหึมาเบื้องหน้าเริ่มเคลื่อนตัวเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นทัศนียภาพภายในโลกแห่งการบำเพ็ญที่เว่ยเฉินมิเคยพบเห็นมาก่อน ทั้งอาคารศาลาโบราณที่งดงามตระการตา ลานฝึกวรยุทธกว้างใหญ่ที่มีศิษย์นับร้อยชีวิตกำลังกวดขันฝึกปรือวิชากระบี่ และยอดขุนเขาสูงตระหง่านที่ทอดยาวขึ้นไปจนสุดสายตา
เว่ยเฉินก้าวฝ่าเท้าเข้าสู่เขตประตูสำนักเป็คราแรก พร้อมด้วยความรู้สึกเด่นชัดว่า วัฏจักรชะตากรรมของตนเองกำลังเริ่มพลิกผันแปรเปลี่ยนไปโดยไม่มีวันหวนคืนกลับมาได้อีกตลอดกาล