วันเวลาภายในมิติทดสอบผ่านไปวันแล้ววันเล่าทุกคนต่างพากันได้รับการทดสอบของแต่ละด่านที่แตกต่างกันด้วยเพราะคนเรายอมมีอุปนิสัยนิสัยที่ค่อนข้างที่จะแตกต่างกันออกไป แต่ก็ยังมีคนผ่านด่านทดสอบอยู่เป็นจำนวนมากแต่ถึงแม้จะผ่านด่านทดสอบของแต่ละด่านมาได้มันก็ต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เช่นด่านความอดทดต้องผ่านการถูกทรมาณจนตายแล้วก็ฟื้นนับสิบนับร้อยครั้ง เงื่อนไขการผ่านด่านง่ายๆคือคนๆนั้นจะต้องทนรับต่อการทรมาณเป็นเวลายี่สิบสี่ชั่วยาม(48ชั่วโมง)หากมีความอดทนไม่ปิปากร้องขอชีวิตก็เป็นอันผ่านและทุกๆด่านก็จะมีเงื่อนไขการผ่านด่านที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่ว่าคนๆนั้นจะสังเกตุเห็นหรือไม่เท่านั้น......
การทดสอบที่พวกเขาได้รับ มันมีทั้งความเจ็บปวด ความอดอยาก ความทุกทรมาณ ความรู้สึกผิด และอีกหลายๆอย่างที่มันพอจะเป็นเหตุผลที่อาจจะทำให้พวกเขาทุกคนกลายเป็นคนที่เสียสติได้ เพราะการทดสอบนี้มันเหมือนกับการเล่นกับความรู้สึกของพวกเขาทั้งภาพที่เห็นทั้งสิ่งที่พบเจอราวกับพวกเขาตกอยู่ในขุมนรกก็ไม่ปาน นี่อาจคงจะไม่ใช่แค่ด่านทดสอบแต่นี่อาจจะเป็นการแฝงบทลงโทษที่พวกเขาควรได้รับจากการละเลยหน้าที่ก็เป็นได้ ถึงแม้บางคนไม่ได้ทำผิดแต่ที่นี่มีกฎว่าหากคิดจะอยู่ที่นี่นั้นหมายถึงทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกันและหากเวลามีผู้ใดทำผิดจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน
มันก็เช่นเดียวกับเมื่อคนในครอบครัวก่อกบฎแต่เมื่อถูกจับได้ก็จะได้รับโทษประหารเจ็ดชั่วโครตทั้งวงศ์ตระกูลไม่มีข้อยกเว้นแม้บางคนไม่ได้รับรู้หรือรู้เห็นก็ตาม เมื่อเป็นหนึ่งในครอบครัวนั้นเมื่อผิดต้องรับผิดชอบร่วมกันไม่มีข้อละเว้นใดทั้งสิ้น และนี่จะทำให้พวกเขามีวินัยและรักกันมากยิ่งขึ้นและที่สำคัญทุกคนจะกระตือรือร้นตื่นตัวต่อกฎมากยิ่งขึ้นเช่นกัน!....
ภายในมิติค่าย
ตอนนี้ภายในค่ายมีเพียงชิงเซียนและจินเฟิ่งเพียงสองคนเท่านั้นที่นั่งรอทุกคนอยู่ในค่าย เพราะฮุ่ยหลงและจิ่นลี่ออกไปทำธุระด้านนอกตามที่ชิงเซียนสั่งและตอนนี้เวลาก็ร่วงเลยมาได้ครึ่งวันแล้วที่ทุกคนเข้าไปในมิติทดสอบ
"ท่านคิดว่าพวกเขาจะผ่านหรือไม่ขอรับ?"จินเฟิ่งถามออกมาเพื่อทำลายความเงียบ เพราะตลอดระยะเวลาครึ่งวันที่ผ่านมามีเพียงเสียงก้นถ้วยชากระทบพื้นเบาๆเท่านั้นหาได้มีการพูดคุยเกิดขึ้นไม่......
"คงจะมีบ้างนั่นแหละเพราะมันไม่ได้ยากเย็นอันใดนักเพียงผ่านตัวตนภายจิตใต้สำนึกของตัวเองได้ก็นับว่าผ่านหรือถ้าไม่ผ่านพวกเขาก็จะถูกส่งออกมาเช่นกัน เจ้าอยากเห็นหรือไม่? มาดูสิ....."จากนั้นข้าก็เอาลูกแก้วที่ข้าสร้างขึ้นมาจากผนึกธาตุแสงที่ไปเจอตอนสำรวจภายในมิติสมุนไพรในต่างหูข้าจึงนำมันออกมาสร้างเป็นลูกแก้วกระจกมิติ
ตอนแรกข้าว่าจะสร้างมันขึ้นแล้วเอาไปไว้ตามส่วนต่างๆทั้งที่จวน ค่ายและกิจการสาขาต่างๆเพื่อดูความเรียบร้อยและสิ่งผิดปกติ และที่ข้าคิดได้เพราะนึกถึงกล้องวงจรปิดของโลกเดิมที่มีใช้กันเกลื่อนประเทศ และเมื่อสิ่งที่ปรากฏขึ้นในลูกแก้วกระจกมิติมันก็ทำให้จินเฟิ่งที่จ้องมองที่ลูกแก้วเห็นเหตุการณ์ต่างๆในมิติทดสอบได้อย่างชัดเจนมันให้ทั้งความรู้สึกตื่นเต้น ตกใจและสงสารตามๆกัน
"นายท่านนี่มัน..........."จินเฟิ่งกล่าวออกมาอย่างเเผ่วเบา
"เป็นอย่างไร?....เจ้าเข้าใจที่ข้าถามก่อนหน้าได้หรือไม่ที่ข้าถามว่าข้าโหดร้ายไปหรือไม่ เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่?....."ชิงเซียนกล่าวออกมานิ่งๆ
"ขอรับ.....แต่ข้าว่าก็สมควรแล้ว แม้พวกเขาจะเจอเรื่องราวต่างๆมากมาย แต่นั่นก็จะทำให้พวกเขาโตขึ้นและรู้จักอะไรมากขึ้นรวมทั้งเมื่อพวกเขาแข็งแกร่งมากกว่านี้จะได้ไม่ทะนงตนว่าเก่งเหนือใครรู้จักประมาณตน ทั้งยังฝึกฝนพวกเขาไปในตัวแม้มันจะดูโหดร้ายไปบ้างก็ตามที..."จินเฟิ่งกล่าวออกมานิ่งๆเช่นกันแต่มันก็เป็นเสียงที่จริงจังพอสมควรและมันก็สื่อได้ว่าที่เขากล่าวออกมามันตรงกับสิ่งที่เขาคิดจริงๆหาได้เพียงแต่กล่าวเอาใจผู้เป็นนายไม่.....
"ใช่....การทดสอบนี้ไม่ใช่แค่การทดสอบแต่ข้ายังแฝงเรื่องต่างๆเข้าไปด้วย รวมทั้งบทลงโทษเล็กๆน้อยๆด้วย หึ" ต่อให้เขาจะคิดหรือพูดว่านี้มันอาจโหดร้ายเกินไป แต่สำหรับเขาจริงๆแล้วเขาเข้าใจดีการใช้ชีวิตในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กหรือคนที่มีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นี้ดี เพราะชีวิตก่อนเขาก็เคยใช้ชีวิตแบบนี้เช่นกัน แม้จะต่างยุคต่างสมัยต่างมิติแต่มันก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมเลยสักนิด.....
"เอ่อ...ข้าว่าคงไม่น้อยแล้วหล่ะขอรับ......"จินเฟิ่งกล่าวด้วยสีหน้าเจื่อนๆเล็กน้อย
"ช่างเถอะ...แต่ข้าอยากบอกเจ้าว่าความโหดร้ายที่พวกเขาได้รับในตอนนี้ยังไม่ได้ครึ่งกับบทลงโทษจริงๆที่ควรจะเป็นด้วยซ้ำ แต่ข้าถือว่านี่เป็นความผิดครั้งแรกแต่ครั้งต่อไปอย่าได้มีอีก เพราะถึงข้าจะใจดีมากเท่าไหร่แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆแล้วข้ามันก็ไม่ต่างจากปีศาจหรอกนะข้าหนะอยากใช้ชีวิตที่สงบสุขกับครอบครัวแต่ในเมื่อมันทำไม่ได้ข้าก็แค่กลับไปเป็นคน้ช่นเดิมอาจจะดูโหดร้ายในสายตาของผู้อื่นไปหน่อยแต่ข้าก็คิดได้ว่าควรทำอันใดไม่ควรทำอันใด แต่ถึงจะอย่างนั้นต่อให้ข้าเป็นคนเช่นไรเจ้าก็จะอยู่เคียงข้างข้าใช่หรือไม่จินเฟิ่ง?"
"ขอรับ!! ข้าจะอยู่ข้างๆท่านไม่จากท่านไปไหนต่อให้ท่านคิดจะทำอันใด เป็นคนแบบไหนข้าก็จะคอยเป็นกำลังเสริมและเคียงข้างท่านตลอดไปขอรับ! ไม่ใช่แค่ข้าที่คิดเช่นนี้นะขอบรับแต่ยังมีฮุ่ยหลงและจิ่นลี่ที่คิดเช่นเดียวกับข้าเหมือนกันขอรับ!!...และพวกเราทั้งสามก็รักและเคารพท่านคนเดียวและตลอดไปท่านชิงเซียน..."จินเฟิ่งกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมั่นคงบ่งบอกถึงความจริงใจในสิ่งที่ตนกล่าวออกมา....
มาคิดๆดูแล้วบางทีทุกอย่างที่ข้าทำลงไปอาจจะเป็นเพียงเรื่องไร้สาระก็เป็นได้ แต่จะทำยังไงได้ต่อให้มันไร้สาระแค่ไหนถ้าทำให้คนที่ข้ารักปลอดภัยข้าก็สมควรที่จะทำสินะ พลัง อำนาจ เงินทอง อาจจะนำมาซึ่งความวุ่ยวายแต่มันก็อาจทำให้เราได้มาในสิ่งที่ต้องการเช่นกัน เฮ้อออ...
"ขอบใจเจ้ามากจินเฟิ่ง.....สักวันพวกเราจะต้องได้ใช้ชีวิตที่สงบสุขแน่นอน...แต่ตอนนี้ข้าตัดสินใจแล้วว่าข้าจะทำทุกอย่างแม้จะกลายเป็นปีศาจในสายตาคนอื่นก็ตามที เรามาเปลี่ยนเป็นผู้ล่ากันเถอะจินเฟิ่ง..."
"ท่านหมายถึงสิ่งใดหรือขอรับ ท่านจะล่าผู้ใดกัน?"
"ข้าจะทำทุกอย่างให้ตนเองมีอำนาจที่มั่นคง และตามล่าพวกที่คิดจะเป็นศัตรูของพวกเรา ข้าคิดจะสร้างสำนักบังหน้าให้เป็นที่สำหรับฝึกคนของเราเพื่อป้องกันการถูกสงสัยว่าซ่องสุมกำลังเพื่อก่อกบฎ แต่พวกเราจะไม่เปิดรับศิษย์เหมือนที่อื่นๆแต่จะเป็นคนที่เราเลือกมาเท่านั้น นอกจากสำนักแล้วร้านค้าต่างๆของเราจะถูกเปลี่ยนเป็นกิจการภายใต้ชื่อของสำนักและจากที่เป็นเพียงร้านน้ำชาร้านเหล้าและที่ขายข่าวซื้อข่าว เราจะปรับปรุงใหม่หมดและแยกเป็นส่วนๆอย่างชัดเจน เพราะข้าจะแบ่งการฝึกสอนใหม่หมดเพื่อความชัดเจนและส่งเสริมความสามารถเฉพาะทางของแต่ละคน"
"แล้วท่านจะแบ่งคนอย่างไรขอรับและจะสอนอันใดให้พวกเขาบ้าง?"
"ข้าคิดไว้ว่าข้าจะแบ่งคนเป็นสามส่วนหลักและแตกย่อยออกไปอีก คือที่ข้าคิดไว้จะมีเพียงสามสายหลักหรือเรียกเป็นหน่วยก็ได้ แต่ละสายจะเรียนต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เรายังคงสอนวิธีการต่อสู้และป้องกันตัวให้ทุกคน แต่จะไม่เน้นหรือเข้มงวดเท่ากับกลุ่มคนที่จะเรียนสายต่อสู้จริงๆ แต่ละสายที่ข้าสอนนั้นทุกสายจะเชื่อมโยงถึงกิจการทั้งตอนนี้และในวันข้างหน้าอีกด้วย แต่ตามจริงทุกสายข้าได้ต้องชื่อไหว้หมดแล้วแต่หลักสูตรการสอนประเดี๋ยวค่อยคุยกันอีกที แต่อันดับแรกๆเราต้องดูคนของเราก่อนและคัดคนมีความสามารถมาฝึกเพื่อจะเป็นหัวหน้าสายหลักและสายย่อยซะก่อน และสามสายหลักที่ว่าข้าจะให้เจ้า ฮุ่ยหลงและจิ่นลี่เป็นคนควบคุมดูแลเพื่อกันข้อผิดพลาดเช่นเดิมอีก ส่วนอาฟู่กับอาเหวินข้าจะให้เป็นผู้ดูแลกิจการต่างๆเช่นเดิม เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง?"ข้าอธิบายให้จินเฟิ่งฟังและขอความคิดเห็นจากเขาบ้าง
"ข้ายินดีและดีใจที่ท่านว่างใจให้พวกข้าดูแลและจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังว่าแต่พวกข้าสามคนต้องทำอันใดบ้างแล้วจะให้พวกข้าอยู่สายไหนบ้างขอรับ?"
"ไว้อยู่พร้อมหน้าข้าจะชี้แจงอีกทีตอนนี้ก็ใกล้ได้เวลาที่ทุกคนจะออกมาแล้ว เรามาดูกันเถอะว่าจะมีคนผ่านสักกี่คนและคนไม่ผ่านจะอยู่หรือไป!...."
"ขอรับ!"
หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนถูกส่งออกมาและคนแรกก็เป็นดั่งที่คาดการเอาไว้
ฟรึบ ตุบ ตุบ แฮ่กกๆๆๆ
"โอ้! สภาพดีกว่าที่คิดแหะ? เป็นอย่างไรบ้างอาฟู่อาเหวิน....."
แฮ่กกกกๆๆๆๆ
"........."ไร้ซึ่งเสียงตอบมีเพียงเสียงหอบหายใจเท่านั้นที่ตอบกลับมา พร้อมทั้งสายตาที่ว่างเปล่าของทั้งสองคน เพราะตอนนี้ทั้งสองถึงจะลืมตาและมีสติอยู่แต่ภายในจิตใจนั้นต้องรับภาระอันหนักหน่วงเพราะสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นไม่ใช่แค่เจ็บปวดทางกายแต่มันเจ็บปวดทางใจอีกด้วย!
เป๊าะ!!!!
เสียงดีดนิ้วของชิงเซียนเรียกสติของทั้งสองออกจากภาพมายาที่ได้พบเจอในมิติทดสอบ จากสายตาที่ว่างเปล่าก็กลับมาเป็นปกติเช่นเดิมพร้อมๆกับสติที่กลับมา
"เอ่อ....พวกข้าผ่านการทดสอบหรือไม่ขอรับ"ฟู่ที่ได้สติกลับมาก่อนเหวินเมื่อเห็นว่าตนออกมาจากการทดสอบแล้วจึงถามออกไป
"อืม.....ผ่านไหมน๊าาาา.....ไม่ผ่าน?"ชิงเซียนที่เห็นทั้งสองมีสีหน้ากังวลแล้วมันดูตลกจึงคิดอยากแกล้งทั้งสองต่อ แต่ชิงเซียนคงคิดผิดที่แกล้งทั้งสองเพราะตอนนี้หน้าของเหวินเริ่มแดงเหมือนอดกลั่นอะไรไว้สักอย่างแล้วสุดท้ายนางก็ได้รู้เพราะตอนนี้เหวินได้ร้องไห้ออกมาเหมือนเมื่อตอนเด็กๆ เพราะจริงๆแล้วเหวินนั้นมีนิสัยออกจะเหมือนสตรีและขี้แยมากแต่เพราะอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆหรือคนใต้บังคับบัญชาต้องทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลาและตอนนี้มันก็คงเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้วและตอนนี้ก็ไม่มีใครอีกด้วย! นั้นจึงเป็นเหตุให้ทุกคนตกใจเป็นอย่างมากรวมถึงชิงเซียนด้วยเพราะไม่คิดว่าจะได้มาเห็นชายหนุ่มตัวโตร้องไห้อย่างกับเด็กแถมยังดูหน้าสงสารอีกต่างหาก
"เอ่อ......อาเหวินเจ้าอย่าร้องไห้เลยนะข้าแค่จะแกล้งพวกเจ้าเฉยๆ ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะเอ่อ...เป็นเช่นนี้" ข้าพยายามปลอบใจอาเหวินแต่ไม่รู้จะทำยังไง ทำได้เพียงพูดอธิบายและนำมือไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้าที่หล่อเหลาแต่ก็งดงามเหมือนสตรีเช่นกันเท่านั้น แต่ชิงเซียนไม่รู้เลยว่าการกระทำของตนเองมันทำให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันหน้าแดงเป็นริ้วโดยเฉพาะเหวินที่ตอนนี้จากที่ร้องไห้จนตัวโยงต้องแข็งค้างเป็นหินไปแล้ว!
แต่ทุกคนไม่นานก็กลับมาเป็นปกติเพราะตอนนี้ทุกคนเริ่มออกมากันมากขึ้นแล้ว ถ้ามองไปที่คนที่ออกมานั้นต่างก็มีอาการเดียวกันกับเหวินและฟู่ แต่อาจจะมีบางกลุ่มที่โวยวายสติแตก จนชิงเซียนต้องทำการเรียกสติทุกคนเมื่อเห็นว่าออกมาจากมิติทดสอบกันหมดแล้ว และทุกอย่างก็กับมาเงียบอีกครั้ง
"ทุกคนตอนนี้ก็ออกมากันหมดทุกคนแล้วพร้อมจะฟังผลหรือยัง!!!"
"พร้อมแล้วขอรับ! /เจ้าค่ะ!"ทุกคนต่างตอบรับกันอย่างพร้อมเพียง และต่างพากันคาดหวังในใจลึกๆว่าตนเองอาจจะผ่านแม้บางคนก็รู้อยู่เต็มอกว่ายังไงพวกเขาก็ไม่ผ่านแน่ๆแล้ว
"ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าลองมองดูที่หลังมือของพวกเจ้าหากใครมีปานรูปเพลิงสีแดงแปลว่าคนๆนั้นไม่ผ่าน! และให้แยกตัวออกมาด้านขวามือข้า ส่วนคนที่ผ่านไปรวมกลุ่มกันที่ด้านซ้าย และกลุ่มคนสุดท้ายที่ผ่านและไม่ผ่านแต่อยากเป็นอิสระก้าวออกมาอยู่ตรงหน้าของข้า! ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าตัดสินใจและนี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ข้าจะให้แก่พวกเจ้า! หากใครไม่ต้องการเป็นคนของข้าแล้วให้ก้าวเท้าออกมาและเลือกตามที่ข้าได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าจะลบความทรงจำหรือจะสู้!!" ข้ากล่าวจบก็รอดูว่าจะมีคนกล้าก้าวออกมาไหมเพราะตอนนี้ข้าก็เปิดความสามารถอ่านความคิดอยู่และดูเหมือนจะมีหนอนเน่าอยู่ในค่ายจริงๆ ไม่ใช่ว่าไม่รู้หรือพันธะไม่ทำงานแต่ข้าเพียงอยากรู้ว่าใครกันที่ต้องการได้ตัวมันไป แต่ไม่นานเกินรอหนอนเน่าๆเจ็ดแปดตัวมันก็ออกมาจริงๆ เพราะพวกมันคิดว่าคงได้สิ่งที่มันต้องการแล้วและดูเหมือนหนอนเน่าพวกนี้ต้องการอิสระเสียแล้วสินะ
"อ่าาา.....ออกมาแล้วสินะ? พวกเจ้าคงต้องการอิสระและกลับไปหานายของตัวเองแล้วสินะ? แต่มั่นใจแล้วรึว่าสิ่งที่ได้ไปจะได้นำมันไปด้วย? แต่พวกเจ้าพอจะบอกข้าได้ไหมว่าทำไมถึงยอมหักหลังข้าแล้วขายตัวเองให้พวกมัน..."ชิงเซียนกล่าวในช่วงแรกก็ดูร่าเริงแต่พอตอนท้ายๆน้ำเสียงเริ่มเย็นชาลงเรื่อยๆพร้อมจิตสังหารที่เล็ดลอดออกมาจากความโมโห แต่ทุกคนในค่ายต่างก็งงว่านายตนพูดถึงอะไรแตกต่างจากทั้งแปดที่พอได้ยินก็เข้าใจทุกอย่างที่คนตรงหน้าพูดออกมา
"อะ เอ่อ....นายท่าน ท่านหมายความว่าอย่างไร? ไหนท่านบอกว่าต้องการอิสระให้ก้าวออกมา พวกข้าหาใช่อย่างที่ท่านพูดไม่"หนึ่งในแปดคนนั้นทำใจดีสู้เสือกล่าวถามเพื่อให้พวกเขาไม่เป็นคนผิดเพราะถ้าทุกคนรู้ว่าที่พวกเขาต้องการอิสระนั้นเพียงต้องการไปเข้าร่วมกับกลุ่มที่มีอำนาจมากกว่าที่เสนอตำเเหน่งใหญ่ๆให้พวกเขา แล้วทำไมพวกเขาจะไม่รับถึงจะรู้ว่าเสี่ยงแต่พอทดลองทดสอบดูแล้วไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นจึงคิดว่าเรื่องพันธะเป็นเพียงเรื่องหรอกเด็กเท่านั้น
"อ่าา....ความหน้าด้านของคนนี่มันช่างมีมากกว่าสามัญสำนึกซะอีก? ทั้งที่เป็นเพียงคนเร่ร่อนที่ได้รับโอกาสพอยืนได้ด้วยขาตัวเองคิดจะใช้ข้าเป็นสะพานพอหมดประโยชน์ก็ลื้อทิ้งสินะ ข้าจะไม่ว่าอะไรเลยหากพวกเจ้าต้องการอิสระแต่นี่พวกเจ้าหักหลังทรยศข้ายังไม่พอยังคิดที่จะเอาความลับของข้าไปขายให้คนอื่นอีกรึทั้งที่รู้ว่าพวกมันคือศัตรูของข้า พวกเจ้าตอบแทนผู้ที่มีพระคุณของพวกเจ้าด้วยวิธีนี้รึ?"
"ทะ ท่านหมายถึงอันใด ท่านอย่ามาหาข้ออ้างเลยท่านจะผิดคำพูดรึ!! แล้วอีกอย่างพวกข้าจะไปบอกความลับของท่านได้เช่นไรในเมื่อท่านต้องลบความทรงจำของพวกข้า"ทุกคนที่ได้ยินต่างก็สงสัยเช่นกันว่าเหิงเยว่รู้ได้อย่างไร
"อ้อ.....งั้นข้าขอนะลูกแก้วความทรงจำที่พวกเจ้าใช้ในการเก็บข้อมูลในค่ายหนะ"กล่าวจบนางก็สะบัดมือหนึ่งที่ลูกแก้วสีใสๆก็ลอยมาปรากฏตรงหน้าของนาง
"ท่าน!!.....เป็นไปไม่ได้!!!!"
"งั้นข้าจะไม่ผิดคำพูดข้าจะให้พวกเจ้าไปได้แต่ข้าจะเลือกทางให้แต่......"ก่อนชิงเซียนจะกล่าวจบทั้งแปดที่รู้แล้วว่าตัวเองไม่รอดแน่ๆจึงคิดจะเข้าไปจับนางเป็นตัวประกันและพุ่งเข้าไปจับตัวนางไว้ทันที แต่นางก็หาได้ขัดขืนไม่!
"นายท่าน!!!!!!!!!!!!!"ทุกคนในค่ายต่างตกใจกันทั่วหน้าเพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นและยังรวดเร็วมาก เพราะทั้งแปดต่างก็อยู่ในหน่วยเงาเพชรฆาตจึงทำให้มีท่าเท้าที่รวดเร็ว ผิดกับคนที่โดนจับที่นั่งนิ่งไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย
"ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าเลือกอีกครั้ง จะต่อสู้และอาจจะรอดออกไปหรือจะตายตรงนี้เดี๋ยวนี้ด้วยความทรมาณ?"นางยังกล่าวออกมานิ่งๆเช่นเคย
"ท่านไม่มีสิทธิ์มาต่อรองกับพวกเราหากไม่อยากตายก็ปล่อยพวกข้าไปซะ!!"ทุกคนที่เห็นมีดที่จ่ออยู่ที่คอของเหิงเยว่นั้นต่างพากันร้อนใจเพราะตอนนี้เริ่มมีเลือดไหลออกมาตามรอยมีดที่กดลงไป
ทุกคนต่างก็มองไปยังคนทั้งแปดที่เป็นทั้งเพื่อน พี่ น้องและครอบครัวที่กล้าทรยศผู้มีพระคุณอย่างต่ำช้าด้วยสายตาที่โกธรแค้น สมเพชเวทนา ดูถูกดูแคลน เพราะทั้งที่คนตรงหน้าเป็นคนที่ฉุดพวกตนจากขุมนรกของความอดอยากและการถูกรุมทำร้าย ซ้ำยังไม่เคยรังเกลียดมีแต่ความเมตตากรุณาช่วยเหลือทุกอย่างจะกล่าวว่าเป็นผู้ม้อบชีวิตให้ก็ยังได้ แต่ทำไมคนเหล่านี้ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณคนทั้งยังมาทำร้ายคนที่มอบโอกาสดีๆให้! นี่มันต่ำช้าเกินกว่าสัตว์เดรฉานเสียอีก!!
"ข้าถือว่าพวกเจ้าเลือกแล้วนะ....สังหาร...."
พรึบ~~~~
อ๊ากกกกกกก~~~
พอชิงเซียนกล่าวจบรอยสักที่เกิดจากพันธะสัญญาของทั้งแปดก็ปรากฏดวงไฟสีม่วงอมฟ้าเกิดขึ้นและลามไปทั่วร่างกาย ทำให้คนทั้งแปดต้องดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น กลิ่นเนื้อไหม้ค่อยๆลอยไปในอากาศ ทุกคนที่เห็นต่างมีอาการที่แตกต่างกันออกไป ทั้งหันหน้าหนี ปิดจมูก สีหน้าสะใจ เวทนา หรือแม้กระทั่งวิ่งไปอาเจียน แต่ใบหน้าทุกคนกลับไม่ปรากฏใบหน้าที่แสดงถึงความสงสารแม้แต่น้อย! ไม่นานร่างที่ดิ้นบนพื้นก็หยุดลงพร้อมๆกับลมหายใจที่มี ร่างที่ถูกไฟเผาก็ค่อยๆกลายเป็นเถ่าถ่านกองอยู่บนพื้นไม่เหลือร่องรอยของความเป็นคนอีกเลย แต่สิ่งที่ยืนยันได้ดีว่าเคยมีคนโดนย่างสดตรงนี้ก็คือกองขี้เถ่าสีดำที่มีรูปร่างของมนุษย์แปดกองตรงนั้น
"พวกเจ้าทุกคน..."
เฮือก!!!!!
เพียงทุกคนได้ยินเสียงเรียกจากผู้เป็นนายและคนที่เผาคนทั้งเป็นด้วยหน้าตาไร้อารมณ์ไม่บ่งบอกถึงความรู้สึกใดๆ มันทำให้พวกเขาทุกคนต้องตกใจตื่นจากความนึกคิดของตัวเองและต่างพากันคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาจะโดนแบบนี้หรือไม่?
"ข้าไม่ทำอะไรพวกเจ้าหรอกแต่.....ถ้าพวกเจ้าคิดที่จะทรยศหักหลังข้าล่ะก็......จงจำสิ่งที่เห็นวันนี้ไว้ให้ขึ้นใจ หากวันใดที่พวกเจ้าคิดที่จะทรยศข้าผู้นี้จะไม่มีแม้แต่คำถามหากแต่สิ่งที่เจ้าได้รับคือความตาย! เท่านั้น!! เข้าใจหรือไม่!!"
"เข้าใจขอรับ!!/เจ้าค่ะ!!"
"ดี! งั้นตอนนี้เรามาเข้าเรื่องของเราดีกว่าอย่างแรก ใครคือคนที่ฮุ่ยหลงและจิ่นลี่เลือกไว้? ก้าวออกมา!"พริบตาคนทั้งยี่สิบก็ก้าวออกมาด้านหน้า ทั้งยังอยู่ในกลุ่มของคนที่ผ่านการทดสอบอีกด้วยนับว่าฮุ่ยหลง และจิ่นลี่เลือกคนไม่ผิดจริงๆ
"เจ้าทั้งสิบคนแยกออกเป็นสองกลุ่มตามที่เลือกไว้และไปนั่งรอข้าที่ใต้ต้นไม้ด้านข้างลานฝึกนี้เสียก่อน...."
"ขอรับ!!!"
"เอาหละทุกคนจงฟังข้าต่อไปนี้เราจะทำการยุบทุกหน่วยเพราะตอนนี้ข้ากำลังจะสร้างสำนักเพื่อเป็นฐานอำนาจให้พวกเราและสำนักที่จะสร้างจะไม่รับคนภายนอกแต่จะรับคนที่พวกเราเลือกแล้วเท่านั้นการสร้างสำนักในครั้งนี้ไม่ใช่เเค่เป็นฐานอำนาจเท่านั้น แต่มันจะทำให้กิจการต่างๆที่เราสร้างจะเปิดได้ง่ายขึ้น! และการสร้างสำนักครั้งนี้ข้าจะให้ทุกคนเข้าไปอยู่ในฐานะศิษย์ของสำนักภูติสวรรค์และการเรียนการสอนจะแยกออกเป็นสามสายแต่ก่อนที่จะลงรายละเอียดไปมากว่านี้ข้าจะแบ่งแยกพวกเจ้าลงแต่ละสายเสียก่อน รับสิ่งนี้ไป นี่เป็นต่างหูมันจะเป็นสิ่งที่ใช้บ่งบอกถึงสายที่พวกเจ้าจะต้องอยู่มีทั้งหมดสามสี หากพวกเจ้ามีความสามารถทางด้านใดเด่นชัดสีมันจะเปลี่ยนไปตามนั้นอาจเจ็บสักนิดนะ พรึบ!" เพียงสบัดมือหนึ่งครั้งต่างหูมากมายลอยเข้าไปติดกับหูของคนๆนั้นทันที บางคนมีอาการตกใจเล็กน้อยบางคนยังงงๆอยู่บ้างเพียงต่างหูติดเข้ากับหูของคนเหล่านั้นมันก็เริ่มเปลี่ยนสี ทุกคนที่เห็นต่างหูของคนอื่นเริ่มเปลี่ยนสีไปต่างก็ลุ้นว่าตัวเองจะได้สีอะไรแถมรูปร่างที่เห็นยังแปลกตาอีกด้วย
"เอาหละข้าจะบอกชื่อหน่วยของแต่ละสีและผู้ดูแลควบคุมพวกเจ้าด้วย สีแรกสีดำจะมีฮุ่ยหลงเป็นคนดูแลและมีหน่วยชื่อว่า'มัจจุราช'คนในหน่วยนี้จะต้องเรียนการเป็นองครักษ์ เงาและนักฆ่า สองสีทองมีจินเฟิ่งเป็นคนดูแลหน่วยมีชื่อว่า'ภูติสวรรค์' คนในหน่วยนี้ต้องเรียนรู้ทักษะการรักษา หลอมโอสถและการฝังเข็ม และสุดท้ายสีเงินจะมีจิ่นลี่เป็นผู้ดูแลมีหน่วยชื่อว่า'ดวงตาปีศาจ' และต่างหูที่พวกเจ้าใส่ไม่ได้บ่งบอกถึงหน่วยที่อยู่อย่างเดียวเท่านั้น......
แต่ข้าจะใช้เป็นสัญลักษณ์ของสำนักเราด้วยและที่ห้อยอยู่นั้นเขาเรียกว่าไม้กางเขนพวกเจ้าคงไม่รู้จักมันแต่มันเป็นสัญลักษณ์ตัวเเทนเทพเจ้าที่ข้าใช้สัญลักษณ์นี้ไม่ได้หมายถึงการนึกถึงเทพเจ้าแต่มีความนัยหนึ่งที่ข้าแฝงไว้ก็คือพวกเราชาวสำนักภูติสวรรค์จะเปรียบเสมือนเทพเจ้าในทุกๆด้านทั้ง ป้องกัน สังหาร รักษาหรือแม้แต่ข่าวสารเราจะเหนือกว่าทุกคนในยุทธภพแห่งนี้ และไม่ใช่แค่สัญลักษณ์เท่านั้นมันยังเป็นเครื่องสื่อสารระยะไกลมันยังเป็นมิติเก็บของอีกด้วย และที่เจ้าเห็นตอนนี้มันจะเหมือนกันหมดแต่ถ้าหากวันใดพวกเจ้าได้เลื่อนตำแหน่งมันจะมีโซ่ห้อยไม้กางเขนเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่นอาฟู่และอาเหวินที่ตอนนี้รูปลักษณ์ต่างจากพวกเจ้าเพราะเขาทั้งสองอยู่ในตำแน่งผู้ดูแลการค้าแต่ก็ยังมีสีที่บ่งบอกถึงความสามารถ ส่วนของข้าและผู้ดูและทั้งสามจะเหมือนกันที่มีต่างหูหนึ่งที่หนีบหูหนึ่งแต่จะมีโซ่และไม้กางเขนมากกว่าพวกอาฟู่และที่ต่างก็คือสีส่วนข้าที่ต่างจากทุกคนคือข้ามีสีแดงที่ไม้กางเขน และที่สำคัญต่างหูทุกอันไม่สามารถถอดได้หากมีคนบอกว่าหายแสดงว่าคนๆเป็นตัวปลอมและสามารถจัดการมันผู้นั้นได้เลยด้วยเพราะถ้าคนนั้นตายมันจะสลายไปด้วยไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของมันต่อจากพวกเจ้าได้นี่จะเป็นสิ่งที่จะช่วยเราแยกแยะศัตรูที่แฝงเข้ามาระหว่างภารกิจได้ และตอนนี้พวกเจ้าพร้อมที่จะเป็นคนที่ทั้งโลกต้องสยบหรือยัง!"
"พร้อมแล้วขอรับ!!/พร้อมแล้วเจ้าค่ะ!!"
"ดี!! ข้าให้เวลาพวกเจ้าจัดการงานที่ค้างให้เรียบร้อยภายในหนึ่งเดือน ส่วนคนที่ไม่ผ่านจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วค่อยมารับบทลงโทษฝึกนรกภายในมิติสิบปี! แต่เจ้าไม่ต้องห่วงแม้พวกเจ้าต้องการจะตายก็ตายไม่ได้หากข้าไม่อนุญาติ นี่ถือเป็นบทเรียนแก่พวกเจ้าที่ละเลยหน้าที่ ส่วนสตรีที่มีเรื่องกับข้าเพิ่มอีกห้าปีเป็นสิบห้า! แยกย้ายได้!!"
"ขอรับ!/เจ้าค่ะ!"
"พวกเจ้าทั้งยี่สิบมาหาข้า"
"ขอรับ!!!"
"ที่ข้าให้ฮุ่ยหลงเลือกพวกเจ้าไว้เพราะข้าจะให้เจ้ารับการฝึกที่หนักกว่าและรับหน้าที่ๆหนักกว่า พวกเจ้าจะรับหรือไม่!"
"รับขอรับ!"
"ดี! ต่อไปนี้พวกเจ้าทั้งยี่สิบต้องฝึกกับข้าโดยตรง ไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยซะแล้วไปรอข้าที่ร้านในเมืองหลวง"
"ขอรับ นายท่าน!"
ฟึบ ฟึบๆๆๆๆ~~~
"ส่วนพวกเจ้าสามคนตามข้าไปด้านนอกป่านนี้ฮุ่ยหลง และจินลี่คงรอเราที่ร้านแล้วและวันพรุ่งนี้เราต้องไปเจรจาการค้ากับพ่อค้าเรือสำเภาอีกด้วย อีกอย่างตอนนี้ข้าก็อยากพักผ่อนแล้ว"กล่าวจบนางก็เปิดมิติทันที
วาร์ปปป~~~
ทั้งสามก็เดินตามชิงเซียนเขาไปในประตูมิติเช่นกัน และอีกอย่างพวกเขาต่างเข้าใจดีว่านางคงเหนื่อยจริงๆเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆกลับต้องมาคิดและทำอะไรที่ยิ่งใหญ่เหนือตัวเองเพียงคนเดียวคงจะลำบากไม่น้อย ไหนจะต้องมาดูแลพวกเขาและคนอื่นๆอีก และนี่เป็นอีกเหตุผลนึงที่พวกเขาอยากคอยอยู่เคียงข้างเพื่อแบ่งเบาภาระคนตัวเล็ก โดยเฉพาะฟู่และเหวินที่ได้รับความเมตตาสั่งสอน พวกเขาทั้งสองตั้งมั่นกับตัวเองไว้ว่าจะไม่ทำให้นางผิดหวังในตัวพวกเขาอีกเป็นครั้งที่สองและจะคอยอยู่เคียงข้างนางไปจนกว่านางจะไม่ต้องการพวกเขาอีกแล้ว! หรือแม้นางต้องการชีวิตของพวกเขาพวกเขาก็ยอมให้ได้ก็นางเป็นคนมอบชีวิตใหม่ให้พวกเขาหนิหากต้องการพวกเขาก็ยินดีคืนให้และพวกเขาก็อยากเป็นคนที่ปกป้องสตรีตรงหน้าอีกด้วยแม้ไม่มีสิทธิ์ก็ตามเพียงเห็นร่างเล็กมีความสุขก็พอแล้ว!!