แม้ว่าหรงซิวจะถูกนางรังเกียจแต่เขามิได้มีความตั้งใจที่จะจากไปเลย
เขาเข้าไปในผ้าห่มอย่างไม่สนสิ่งใดทั้งนั้นทั้งลูบไหล่ทั้งนวดขาให้นาง ราวกับหมีป่าที่สะบัดตัวออกมิได้ติดแหง็กอยู่กับนางอวิ๋นอี้เตะเขาอย่างช่วยมิได้ ทว่าไม่นานกลับผล็อยหลับไปในตอนที่สู้อยู่กับเขา
คืนนั้นมิมีกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่นางนอนหลับสบาย ตื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้นด้วยใบหน้าที่แดงสดอย่างมีสติ
อวิ๋นอี้จำได้ว่าองค์ชายทั้งสองแห่งเป่ยหมิงกำลังจะมาอยู่ที่จวนจึงตั้งใจตื่นตั้งแต่เช้ามาเตรียมตัว
ร่างกายที่ปวดเจ็บของนางยังคงมีอาการอยู่บ้างทว่านางทำกระไรมิได้ ทำได้เพียงสาปแช่งหรงซิวในใจพลางให้เซียงเหอปรนนิบัตินางขณะอาบน้ำ
เซียงเหอเต็มไปด้วยความสงสัยหลังจากที่เห็นรอยหนักเบาบนร่างกายของนาง นางไม่ต้องการที่จะถามกระไรอีกนางแค่คอยเตือนว่า “พระชายาเพคะ ช่วงนี้ท่านต้องสู้เข้านะเพคะ”
หลังจากได้รู้จักกันมานานอวิ๋นอี้เข้าใจความหมายลึกๆ ในคำพูดของนางทันที อดกลอกตาขาวมิได้ ยิ้มเหอะ“เจ้าคิดเรื่องอื่นไม่เป็นเลยหรือไร”
เซียงเหอหดคอ“ข้าคิดเพื่อพระชายานะเพคะ”
“ข้ารู้ แต่เรื่องลูกน่ะจะรีบร้อนมิได้หรอก” อวิ๋นอี้เริ่มพูดคุยกับนางในหัวข้อนี้ทำให้เซียงเหอตกใจเล็กน้อย นางฟังเพียงผิวเผิน ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย“พระชายาเพคะ ในตระกูลเช่นนี้การได้รับความโปรดปรานอย่างไรก็สู้การมีทายาทมิได้หรอกนะเพคะ”
เหตุผลต่างๆ นางล้วนเข้าใจทว่านางมีหลักการของนางเอง
หากนางจะอยู่กินกับบุรุษผู้หนึ่งจะต้องเป็นเพราะว่ารักเขาเท่านั้น มิใช่เพราะอื่นใด
ถ้านางจะรักฟ้าถล่มดินทลายนางก็จะรัก นางยินดีจะติดตามเขาไปสุดหล้าฟ้าเขียว
หากนางไม่รักนางเจอหน้ากันทุกวันนางก็ไม่รัก ใช้ลูกมาผูกมัดนาง นางก็ไม่ยอมอยู่ด้วย
ชีวิตนี้ไม่ว่าจะอย่างไรล้วนต้องผ่านไป หากนางเจอคนที่นางชอบนางอยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปกับเขาอย่างเรียบง่ายสงบสุข ตอนที่เพิ่งรู้ใจตนเองจะให้มีลูกเลยนั้นมิมีทาง ต้องให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มั่นคงเสียก่อนถึงตอนนั้นยังไม่สาย
อวิ๋นอี้ตกอยู่ในห้วงความคิดลึกๆไม่พูดกระไรสักพัก เซียงเหอเหลือบมองนาง ตั้งข้อสังเกตอย่างใจเย็นแล้วช่วยแต่งตัวให้นางเงียบๆ
องค์ชายไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่เหลือเพียงอวิ๋นอี้ทานข้าวเช้าคนเดียว ห้องโถงขนาดใหญ่มีคนรายล้อมอยู่เป็นกลุ่ม
ตอนที่นางรับประทานอาหารก็สั่งให้พ่อบ้านไปจัดการเรือนสองหลัง ไว้รองรับแขกผู้มีเกียรติ
พ่อบ้านไพล่มือไว้ข้างหน้าพูดด้วยความเคารพ “พระชายาพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทได้รับสั่งไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะข้าได้เตรียมการไว้หมดแล้วขอให้พระชายาทรงไปตรวจดูว่าต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เรือนที่เตรียมไว้ให้องค์ชายเป่ยหมิงอยู่ทางทิศเหนือของจวนองค์ชาย ชื่อว่าเรือนหมิงเยว่และเรือนชิงเฟิง
ทิวทัศน์ของเรือนเดิมทีนั้นสวยงามมากเมื่อใกล้จะคิมหันต์ต้นไม้โบราณสูงตระหง่านภายในและชั้นของใบไม้บังแสงแดดไว้ได้เป็นจำนวนมากเมื่อเข้าไปพลันอวิ๋นอี้รู้สึกถึงความเย็นยะเยือก จนต้องหดตัวลงอย่างมิรู้ตัว
นางแหงนมองท้องฟ้าแล้วพูดว่า"ต้นไม้เยอะจัง"
"พระชายาพ่ะย่ะค่ะ"พ่อบ้านที่อยู่ข้างๆ เอ่ยปากพูด"บ้านของเรามีประวัติความเป็นมากว่าสองสามร้อยปีพ่ะย่ะค่ะ เดิมเป็นสวนของราชวงศ์มาก่อนให้หลังองค์ฮ่องเต้ทรงได้ประทานให้แก่องค์ชายต้นไม้ส่วนใหญ่ที่นี่มีอายุหลายร้อยปี ทำใจโค่นมิลงจึงได้เขียวชอุ่มตามธรรมชาติเช่นนี้"
อวิ๋นอี้พยักหน้า
ลานหน้าส่วนใหญ่เป็นทิวทัศน์ต้นไม้และภูเขาเทียมหลายประเภท ดูแตกต่างกันเมื่อผ่านลานหน้าเข้าไปจะเป็นสวนหลังเรือน เป็นส่วนพักอาศัย
อวิ๋นอี้กวาดสายตาไปในห้องสองสามคราพลันพบว่าของกินของใช้ล้วนจัดไว้อย่างดีที่สุด นางพลันวางใจลงได้อย่างไรเสียองค์ชายทั้งสองต่างก็เป็นพันธมิตรต่างแดน จำเป็นต้องต้อนรับอย่างดีเช่นนั้นนางจึงเอ่ยชมพ่อบ้านสองสามคำ
เมื่อออกมาจากสวนทั้งสองก็เป็นเพลาสายแล้ว
หรงซิวกลับถึงจวนพอดีเมื่อเห็นอวิ๋นอี้ก็รีบให้นางไปที่โถงด้านหน้า
“มาแล้วหรือเพคะ?”
อวิ๋นอี้วางหนังสือในมือลงทันทีรีบลุกขึ้น วิ่งเหยาะไปหาหรงซิว เหลือบมองตรวจสอบตนเองในกระจกพลันเห็นว่าหน้าที่แต่งเยิ้มจึงพูดด้วยน้ำเสียงกังวล “จบแล้ว จบแล้ว”
นางพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนทำให้หรงซิวตกใจไม่น้อย รีบก้าวเข้าไปจับนาง พูดอย่างกังวลว่า “เป็นกระไรไปวิ่งขาแพลงมาหรือ?”
อวิ๋นอี้โบกมือแล้วผลักเขาออกไปเดินไปที่กระจกแล้วเอามือแตะๆ ขอบปาก ทำปากจู๋ แล้วหันมาถามเขาว่า“สีปากของข้าสวยหรือไม่เพคะ? ข้าทานมันเข้าไปหมดแล้วหรือไม่?”
ที่แท้นางก็พูดเรื่องนี้นี่เองหรงซิวขมวดคิ้ว “งามแล้ว”
“แล้วผมข้าเล่า? ยุ่งหรือไม่เพคะ? เห้อเมื่อครู่ข้ามิน่าไปนอนบนเตียงเลย!”
“ไม่ยุ่ง งามมาก”หรงซิวยิ้มพยักหน้า “จริงๆ นะ”
อวิ๋นอี้ยอมเชื่อเขาเลิกใส่ใจกับการแต่งหน้า แล้วเริ่มจัดแจงเสื้อผ้าอีกครา“เสื้อชุดนี้ของข้าดูไม่ค่อยงามเลย...”
นางยังไม่ทันจะพูดจบพลันถูกบุรุษหนุ่มโอบกอดไว้แน่น นางร้องเสียงหลง หรงซิวก็ยิ่งกอดนางแน่นขึ้น“เหตุใดวันนี้ถึงได้มากความนัก? เมื่อก่อนตอนพบข้าเหตุใดเจ้าไม่สนใจเรื่องรูปลักษณ์เลย?อวิ๋นเออร์ เมื่อคืนข้าออมแรงไปใช่หรือไม่?”
“กระไรกันเนี่ย?” อวิ๋นอี้ถูกเขาพูดเข้าทำเอาทั้งโกรธทั้งอาย นางเอามือเล็กๆ ตีแขนเขา“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะเพคะ! หากฝ่าบาทพูดไร้สาระอีกข้าจะไม่สนใจฝ่าบาทแล้วนะ!"
"เช่นนั้นเจ้าไปพบบุรุษอื่นจะแต่งตัวให้งามเช่นนี้ไปเพื่อกระไร?"
อวิ๋นอี้คิดว่าเขาช่างไร้เหตุผลจริงๆ"ฝ่าบาทนี่จริงๆ เลย...นี่ข้ามิได้อยากให้ท่านเสียหน้าหรือเพคะ? ท่านรูปร่างหน้าตาเช่นนี้ หากข้าไม่แต่งตัวบ้าง...”
ยังไม่ทันจะพูดจบนางพลันโดนลูบหัวเบาๆ
หรงซิวโน้มตัวลงเล็กน้อยแล้วจูบที่มุมปากของนางอุดปากหยุดคำพูดต่อไปของนาง “เด็กดี ข้าผิดเอง อย่าโกรธเลยนะ”
ท่าทียอมรับผิดของเขาค่อนข้างดีบวกกับพ่อบ้านที่อยู่ข้างนอกเข้ามาเร่งแล้ว อวิ๋นอี้กลอกตาเบาๆไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเขาอีก
เมื่อพวกเขามาถึงลานหน้าบ้านพ่อบ้านก็ต้อนรับองค์ชายทั้งสองเข้ามาอย่างอบอุ่น หลังจากที่หรงซิวมาถึงช้าเขากล่าวขอโทษว่า “ข้ามิได้ออกมาต้อนรับด้วยตนเองหวังว่าองค์ชายทั้งสองจะไม่ถือสานะพ่ะย่ะค่ะ”
เผยยวนอี้ส่ายหัวพร้อมรอยยิ้ม"เดิมทีเป็นเราที่มารบกวน ท่านพูดเช่นนี้ทำให้ข้าละอายเสียแล้ว”
ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้มอย่างสุภาพ
เผยหลางเย่ไม่อยากจะสนใจทั้งสองคนที่ปลอมใส่กันเขาเอามือไปข้างหลัง มองไปรอบๆ เรือน แล้วชมว่า “องค์ชายบ้านของท่านไม่เลวเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
“เช่นนั้นก็เชิญอยู่ได้ตามสบายเลยพ่ะย่ะค่ะ”หรงซิวพยักหน้าพูดอย่างสุภาพ “พวกท่านมีเรื่องที่จะต้องทำพอดีมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
พ่อบ้านนำทางและพาพวกเขาไปที่ห้องโถงใหญ่
หลังจากที่ทั้งสองนั่งลงแล้วหรงซิวก็นั่งลงที่เก้าอี้เจ้าบ้าน อวิ๋นอี้ยืนอยู่ข้างเขา เตรียมจะชงชาให้เขาหรงซิวพลันรีบหยุดนาง
เสียงของเขามิได้ดัง แต่การที่จู่ๆเขาพลันลุกขึ้น เพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้คนที่อยู่ตรงนั้น
อวิ๋นอี้มองมาที่เขาอย่างแปลกใจริมฝีปากขยับ ถามอย่างเงียบๆ
หรงซิวคว้ามือน้อยๆ ของนางแล้วจับไหล่ของนาง ให้นางไปนั่งที่นั่งเขา ในขณะเดียวกันก็พูดขึ้นว่า"เจ้าไปนั่งเถิด จะทำให้ชายาข้าเหนื่อยมิได้"
สายตาหลายคู่จับจ้องอยู่เขายังกล้าดีที่จะพูดจะทำเช่นนี้
อวิ๋นอี้บอกมิได้ว่ามีสิ่งใดอยู่ในใจนางแต่ตะลึงมิได้สติอยู่นาน
เผยยวนอี้ที่อยู่ตรงนั้นหัวเราะและพูดติดตลกว่า"ก่อนที่ข้าจะมาได้ยินว่าองค์ชายและพระชายาความสัมพันธ์ลึกซึ้งวันนี้ได้มาเห็นกับตา เป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย"
อวิ๋นอี้สีหน้าแดงเล็กน้อยลดสายตาลงมือที่อยู่ใต้ชายเสื้อแอบหยิกเขา
หรงซิวสีหน้าไม่เปลี่ยนตอบกลับคำพูดของเผยยวนอี้ "นางเป็นที่รักของข้าต้องรักและปกป้องนางสิพ่ะย่ะค่ะ"