ตอนที่ 12
ผืนฟ้าในยามราตรีเหนือมหาวิทยาลัยนอร์ตันไม่ได้มืดมิดและเงียบงันเหมือนกับทุกคืนแสงสปอตไลท์อันเจิดจ้าด้านหน้าสเตเดี่ยมส่องขึ้นไปบนท้องฟ้า ขณะที่แสงไฟหลากสีภายในสเตเดียมลอดผ่านออกมายังภายนอกอาคารเช่นเดียวกับเสียงเชียร์ของฝูงชนที่อยู่ภายในโดยมีเสียงของพิธีกรหนุ่มดังขึ้นมาเป็ระยะ
ชายหนุ่มคณะนิเทศศาสตร์ปีสามผู้รับตำแหน่งพิธีกรดำเนินรายการในชุดทักซิโด้ทางการสีน้ำเงินเข้มที่ปักเลื่อมทั้งตัวยืนอยู่ตรงกลางเวทีขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างอลังการด้วยแสงไฟสีน้ำเงินสลับขาวขณะด้านหลังและสองฟากของเวทีมีมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ฉายภาพบนเวทีอยู่
“ต่อไปคือตัวแทนคณะบริหารธุรกิจผมพูดได้ว่า เขาคือตัวซีเคร็ตของคณะนี้เลยนะ อันที่จริงผมบังเอิญเห็นเขาหลังเวทีก็ยังใจละลายคนอะไรน่ารักชะมัด เชิญพบกับ เชอร์ริช เฮอร์บิลตัน”
พิธีกรหนุ่มเอ่ยชื่อของตัวแทนคณะบริหารธุรกิจด้วยสุ้มเสียงอันทรงพลังโดยมีเสียงเชียร์ของคณะบริหารธุรกิจและผู้ติดตามชายหนุ่มผู้น่ารักดังก้องไปทั่วทั้งสเตเดียม
“สวัสดีครับทุกคน สบายดีกันไหมผมเชอร์ริช จากคณะบริหารธุรกิจครับผม” ชายหนุ่มเ้าของเส้นผมสีบลอนด์สว่าง ผู้มีใบหน้าอันน่ารักน่าชังที่ทรงเสน่ห์ในชุดสูทสีขาวสะอาดประดับด้วยคริสตัลสีฟ้าพาสเทลก้าวออกมาจากเงามืดพลางโบกมือทักทายทุกคนด้วยสุ้มเสียงอันสดใสขณะดวงตาสีเขียวอันกระจ่างใสนั้นเต็มไปด้วยประกายอันมีชีวิตชีวาท่ามกลางแสงสปอตไลท์อันเจิดจ้าพาให้ฝูงชนตกตะลึงไปชั่วครู่ จากนั้นในอึดใจต่อมาก็มีเสียงโห่เชียร์ชายหนุ่มดังก้องไปทั่วทั้งสารทิศ
…
เอเลียสมองใบหน้าของคนน่ารักที่ยืนเด่นอยู่บนเวทีด้วยความตะลึงราวกับได้หวนกลับไปในชั่วนาทีแรกที่เขาได้พบกับเชอร์ริช
…น่ารักมากจริงๆ
กลุ่มขนตาสีดำอันเงางามเคลื่อนลงมาบดบังประกายอันลุ่มหลงในดวงตาของชายหนุ่มอย่างเงียบงันขณะที่เพื่อนร่วมคณะซึ่งมาเป็กำลังใจให้เชอร์ริชต่างก็โห่เชียร์คนน่ารัก จนทำให้เอเลียสหูอื้อไปชั่วขณะ
“โอ้โห ออร่าทะลุจอ!”ไมกี้เอ่ยเสียงสูงด้วยความตกตะลึงเพราะไม่อาจทานทนต่อพลังทำลายจากรอยยิ้มอันเจิดจ้าของคนที่ยืนอยู่บนเวทีได้
“อย่างกับเ้าชายน้อยเลย!”นาน่ารำพันเสียงหวิว เธอจดจ้องชายหนุ่มผมบลอนด์ในชุดสูทสีขาวอันเจิดจรัสผ่านจอขนาดั์จนตาค้าง
“คนอะไรดูดีชะมัด!” โจพยักหน้ารับนาน่าแล้วออกปากชมเพื่อนผู้น่ารักอย่างตรงไปตรงมา
“น่ารักสุดๆ ไปเลยต่างหาก!!!”ดีแลนด์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าหันมาแก้คำพูดของโจอย่างเบิกบาน ขณะที่ในใจก็อดที่จะชื่นชมเพื่อนผู้น่ารักที่ยืนอยู่บนเวทีไม่ได้
“ว่าแต่เขาจะแสดงความสามารถพิเศษอะไรอ่ะ?”เพื่อนร่วมห้องอีกคนหันมาเอ่ยถามฟรานเชสก้าที่ยืนดื่มน้ำอัดลมอยู่เพราะร้องเชียร์เชอร์ริชจนหมดเสียง
“เชอร์ริชบอกว่า เขาจะเล่นเปียโนน่ะ”เอเลียสหันมาตอบแทนฟรานเชสก้าอย่างมีน้ำใจด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ ขณะที่สุ้มเสียงมีความนุ่มนวลเจืออยู่
“เอ๊ะ ทำไมฉันถึงไม่รู้”ฟรานเชสก้าเงยหน้าขึ้นมากะพริบตาปริบๆ พลางร้องท้วงขึ้นมาด้วยสีหน้ายุ่งๆ
“อย่าแปลกใจไปเลย ถ้าเอเลียสไม่รู้ต่างหากล่ะที่แปลกจริงไหมครับ เอเลียส?”
ไมกี้หัวเราะขัน เขาตอบคำถามหัวหน้าห้องด้วยสุ้มเสียงอันเบิกบานจากนั้นก็หันหน้าไปแหย่คนงามตามประสาคนเสเพล
“...”
เอเลียสไม่เอ่ยอะไรกลับไปเขาเพียงแค่ยิ้มรับแล้วหันกลับไปมองคนน่ารัก ซึ่งตอนนี้กำลังเอ่ยถึงงานอดิเรกของตัวเองอยู่บนเวทีด้วยดวงตาที่มีประกายอบอุ่นอันหวานละมุน
ในนาทีถัดมาเชอร์ริชก็นั่งลงบนเก้าอี้เปียโนสีขาวอันสง่างามชั่วเวลาที่ชายหนุ่มเ้าของใบหน้าอันน่าหลงไหลบรรเลงเปียโนด้วยท่วงทำนองอันไพเราะอย่างชำนาญอยู่นั้นผู้คนในสเตเดี่ยมต่างก็นิ่งฟังกันราวกับต้องมนต์สะกด
หลังจากนั้นพิธีกรหนุ่มก็ก้าวเข้ามาสู่สปอตไลท์อีกครั้งเขาโบกมือลาเชอร์ริช แล้วเริ่มเกริ่นนำตัวแทนของคณะบัญชีเป็รายต่อไปท่ามกลางเสียงโห่ร้องของหนุ่มสาวคณะบัญชีที่อยู่ไม่ไกลจากกลุ่มของคณะบริหารธุรกิจนัก
เมื่อสิ้นสุดการแสดงความสามารถของตัวแทนเข้าชิงตำแหน่งพรินซ์ของคณะแพทยศาสตร์ซึ่งเป็คณะสุดท้าย
หน้าเว็บของมหาลัยก็ปิดรับคะแนนโหวตทันทีซึ่งในระหว่างนั้นคิง ควีน แอนด์ พรินซ์รุ่นก่อนในชุดราตรีสุดอลังการได้ขึ้นมาสนทนากันเื่ประสบการณ์แข่งขันของปีที่แล้วกันอย่างออกรสหลังจากนั้นราวครึ่งชั่วโมงสามหนุ่มสาวผู้มีออร่าอันโดดเด่นก็โบกมือลาฝูงชนบนสเตเดียมท่ามกลางเสียงเชียร์อันกึกก้องขณะที่สปอตไลท์ได้ฉายกลับมาที่พิธีกรหนุ่ม ซึ่งบัดนี้ถือโพลรายชื่อคิง ควีน แอนด์ พรินซ์ของรุ่นที่หนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดไว้ในมือเป็ที่เรียบร้อย
“และแล้วผลโหวต คิง ควีนแอนด์ พรินซ์ ของรุ่นหนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดก็อยู่ในมือของผมแล้ว ทุกคนอยากรู้ผลกันแล้วใช่ไหมครับ?”
สุ้มเสียงอันทรงพลังของพิธีกรหนุ่มทำให้เสียงเชียร์ดังกึกก้องไปทั่วทั้งสเตเดี่ยมเช่นเดียวกับป้ายไฟจำนวนมากของกองเชียร์แต่ละคณะที่ต่างก็ส่องสว่างไปทั่วทั้งสเตเดียม
“และผู้ที่ได้ตำแหน่งคิงของรุ่นไปครองก็คือพ่อหนุ่มสุดหล่อจากคณะแพทยศาสตร์เอ้า ส่งเสียงเชียร์ให้….” ชื่อของคิงของรุ่นหนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดถูกเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับเสียงเชียร์ของคณะแพทยศาสตร์และฝูงชนที่ผสมปนเปกันจนทำให้พิธีกรถึงกับหูอื้อ
เมื่อสิ้นสุดเสียงเชียร์แสดงความยินดีให้กับสาวสวยคณะนิเทศศาสตร์ที่ได้ตำแหน่งควีนไปครองพร้อมกับกระดาษหลากสีที่โปรยปรายลงมาบนเวที
“และตำแหน่งพรินซ์ในปีนี้ก็ตกเป็ของตัวเต็งของเราหนุ่มน้อยน่ารักจากคณะบริหารธุรกิจ เชอร์ริช เฮอร์บิลตัล!”
พิธีกรหนุ่มเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันเร้าใจเขาผายมือให้ชายหนุ่มในชุดสูทสีขาวที่ประดับคริสตัลสีฟ้าอันหรูหราก้าวเท้าออกมาสู่แสงไฟท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดังก้องไปทั่วทั้งสเตเดียม
ทันทีที่ชายหนุ่มผู้น่ารักเ้าของเส้นผมสีบลอนด์อันสว่างไสวถือช่อดอกไม้ก้าวลงมาจากเวที โซฟี่ที่คอยช่วยชายหนุ่มดูแลเื่เสื้อผ้าหน้าผมก็ก้าวเข้ามากอดชายหนุ่มแน่นพร้อมทั้งร้องไห้ด้วยความยินดีขณะที่เชอร์ริชเพียงแค่กอดเธอแน่นๆ เพราะในตอนที่เขาอยู่ด้านหลังเวทีนั้น โซฟี่เป็คนที่จับมือเขาเสียแน่นพร้อมทั้งเอ่ยกับเขาซ้ำๆว่า ถ้าไม่ได้ตำแหน่งก็ไม่เป็ไร ด้วยสุ้มเสียงสั่นๆ เนื่องจากที่ด้านหลังเวทีนั้นสไตล์ลิสต์ของแต่ละคนต่างก็ทำงานกันอย่างหนักทำให้โซฟี่พลอยกดดันไปด้วย
ก่อนที่เชอร์ริชจะได้เอ่ยปลอบขวัญอะไรเอเลียสก็เดินนำเพื่อนร่วมคณะมาหยุดอยู่เบื้องหน้าพวกเขาด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มยินดี
ชั่วอึดใจนั้นเองไมกี้ก็ดึงโซฟี่มารัดแรงๆพร้อมทั้งเอ่ยชมเธอเสียงดัง ขณะที่เอเลียสก้าวมายืนอยู่เคียงข้างเชอร์ริชด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันงดงามพาให้เชอร์ริชตาพร่าไปชั่วขณะ
“ยินดีด้วยนะ” เอเลียสเอ่ยเสียงนุ่มดวงตาสีดำคู่งามราวกับท้องนภายามราตรีเคลื่อนมาสบสายตาด้วยประกายอันอบอุ่น ขณะที่เชอร์ริชยิ้มรับเอเลียสด้วยรอยยิ้มอันเจิดจ้าราวกับแสงแรกของวัน
“ดีใจด้วยนร๊า เชอร์ริช~~”
นาน่าก้าวมาจับแขนของชายหนุ่มพลางเอ่ยเสียงหวานด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายของความชื่นชมในรูปลักษณ์และความสามารถของเพื่อนผู้น่ารักอย่างเปิดเผย
“ยินดีด้วย!” เพื่อนคนอื่นๆต่างก็กรูเข้ามาล้อมชายหนุ่มเอาไว้ ชั่วอึดใจเดียวพวกเขาก็โถมเข้ามากอดเชอร์ริชเสียแน่น
…ซึ่งอันที่จริงแล้วพวกเขากำลังกอดเอเลียสที่ไวพอที่จะโอบเชอร์ริชเอาไว้ก่อนแล้ว
“ขอบใจนะทุกคน” เชอร์ริชยิ้มอย่างเบิกบานพลางเอ่ยเสียงใสท่ามกลางบรรยากาศอันเต็มไปด้วยความยินดีที่สุดแสนจะกลมเกลียวของชาวคณะ
การที่ถูกผู้คนจำนวนมากโอบล้อมแบบนี้ทำให้ชายหนุ่มไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่า ตอนนี้เขากำลังอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน…
พิธีปิดงานสิ้นสุดลงในเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าๆท่ามกลางอากาศเย็นๆ บริเวณด้านหน้าสเตเดียม เหล่าหนุ่มสาวต่างก็แยกย้ายกันกลับที่พักของตัวเอง
ชายหนุ่มเ้าของตำแหน่งพรินซ์ประจำรุ่นหนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดก้มลงมองช่อดอกไม้ในอ้อมแขนที่ต้องกับแสงไฟจากทางเดินอย่างอารมณ์ดีพลางรอผู้เป็พ่อที่กำลังขับรถมารับไปด้วยโดยมีเอเลียสยืนรอเพื่อน ขณะที่ไมกี้กับโซฟี่ล่วงหน้ากลับไปก่อนแล้ว
“หนาวไหม?” เอเลียสหันมาเอ่ยถามคนน่ารักที่ยืนอยู่ข้างกันเสียงนุ่มขณะที่ใบหน้าอันงดงามมีประกายของความห่วงใยอันบริสุทธิ์ใจเจืออยู่
“ฮะ นิดหน่อยอ่ะ” เชอร์ริชพยักหน้าเล็กน้อยเขาหันไปสบสายตากับดวงตาคู่งามแล้วส่งยิ้มอันผ่อนคลายไปให้ เพื่อให้คนงามสบายใจ
รอยยิ้มปลอบใจของเชอร์ริชทำให้เอเลียสได้แต่ยิ้มตอบ ชายหนุ่มก้าวไปเื้ัของอีกฝ่าย แล้วถอดเสื้อสูทสีดำราคาแพงมาคลุมลงบนไหล่ของคนน่ารักอย่างนุ่มนวล
“จะได้อุ่นๆ”
เอเลียสก้าวกลับมายืนอยู่เคียงข้างคนน่ารักพลางเอ่ยด้วยสุ้มเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังดีโดยไม่วายที่จะคลี่ยิ้มละไมให้อีกฝ่ายไปด้วย
“ขอบใจนะเอเลียส” แม้ว่าอยากจะปฏิเสธอีกฝ่ายแต่ด้วยไออุ่นที่โอบล้อมร่างกายในยามหนาว ทำให้เชอร์ริชได้แต่ขานรับกลับไปด้วยความซึ้งใจ
นึกมาถึงจุดนี้…เชอร์ริชก็ไม่เข้าใจจริงๆว่า ตัวเองอิจฉาคนที่มีจิตใจดีงามอย่างเอเลียสได้ยังไง
“ไม่เป็ไร” เอเลียสคลี่ยิ้มเอ่ยตอบอย่างแสนดีแม้ว่าอากาศด้านนอกสเตเดียมจะเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ก็ตาม
“อากาศเย็นแบบนี้ ถ้าคนขับรถมารับเมื่อไหร่ก็รีบกลับเลยนะไม่ต้องอยู่เป็เพื่อนฉันหรอก” เชอร์ริชมองคนงามผู้แสนดีที่ยอมถอดเสื้อให้เขาสวมด้วยสายตาเป็ห่วงเช่นเดียวกับสุ้มเสียงบ่นพึมพำของเขาที่มีประกายของความห่วงใยฉายชัดอยู่
“...อืม” ชายหนุ่มผู้งดงามขานรับด้วยสุ้มเสียงอันผ่อนคลายใบหน้าของเขายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มอันน่ามองราวกับว่า ยอมรับปากคนน่ารักอย่างว่าง่ายแม้ว่าในดวงตาคู่งามจะมีประกายลุ่มลึกซ่อนอยู่
…ดึกดื่นแบบนี้ เขาจะปล่อยให้คนน่ารักยืนรอพ่อคนเดียวได้ยังไงกันล่ะ?
ท่ามกลางความเงียบของสองหนุ่มผู้โดดเด่นมีความนุ่มละมุนลอยตลบอบอวลไปทั่วอาณาบริเวณทำให้มีสาวๆ บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาอย่างอดใจไม่ไหว
ชั่วเวลานั้นรถยนต์สุดหรูสีดำก็แล่นมาจอดที่ด้านหน้าของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
หญิงวัยกลางคนเ้าของใบหน้างดงามผู้มีเส้นผมสีแดงอันโดดเด่นในชุดเดรสลูกไม้สีม่วงอันหรูหราผลักประตูรถด้านหลังออกมาอย่างแรงเธอก้าวเท้าออกจากตัวรถด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยโทสะอันท่วมท้น
“เอเลียส!”
รองเท้าส้นสูงสีดำประดับเพชรกระแทกลงบนพื้นคอนกรีตสีเข้มอย่างแรงด้วยความขัดใจเฉกเช่นเดียวกับเสียงะโอันเต็มไปด้วยโทสะของเธอที่ทำให้หนุ่มสาวใกล้ๆ หันมามองกันเป็ตาเดียวด้วยความมึนงง
“แม่” เอเลียสขานรับเสียงเบาดวงตาสีดำคู่งามสั่นไหวเมื่อพบว่า ผู้เป็แม่จับได้แล้วว่า วันนี้เขาไม่ได้ไปกินมื้อค่ำที่บ้านวาฮ์โอเลียน
ท่าทีของเอเลียส ทำให้เชอร์ริชนึกถึงสิ่งที่อีฟทำกับลูกชายคนเดียวในฝันขึ้นมา
อีฟพยายามผลักดันให้เอเลียสไปร่วมงานเลี้ยงของครอบครัววาฮ์โอเลียนทั้งที่ไม่ได้รับเชิญมาโดยตลอดเธอไม่สนใจสถานะอันเปราะบางของเอเลียสเลยแม้แต่น้อย ทำให้ทั้งญาติผู้ใหญ่และแขกที่มาร่วมงานไม่พอใจพวกเขาสองแม่ลูกมากขึ้นเรื่อยๆและที่เลวร้ายที่สุดคือการที่เธอทำให้เอเลียสกลายเป็ผู้ชายแบบเชอร์ริชเพียงเพราะ้าให้ตระกูลวาฮ์โอเลียนได้ลิ้มรสการถูกแย่งผู้ชาย!
ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนสิ่งที่อีฟทำนั้นมันเป็เื่ที่ไร้สาระสิ้นดีในมุมมองของเชอร์ริช ทั้งยังเป็สิ่งที่โหดร้ายสำหรับเอเลียสผู้แสนดีของเขา!
“ฉันนึกว่า แกไปร่วมมื้อค่ำกับบ้านนั้นที่ไหนได้ แกมาอยู่ที่นี่นี่เอง!” อีฟเอ่ยเสียงสูง เธอหรี่ตามองเ้าลูกไม่ได้เื่ด้วยความกราดเกรี้ยว
ทั้งที่เมื่อเช้าก็รับปากเป็มั่นเป็เหมาะทั้งยังยอมแต่งตัวดีๆ ออกมาจากบ้านอย่างว่าง่าย ไม่นึกเลยว่า เ้าลูกไม่รักดีจะตบตาแม่อย่างเธอแบบนี้!
….เวลาอันมีค่าที่ควรจะใช้ร่วมโต๊ะดินเนอร์ในวันสำคัญกลับต้องมาเสียเปล่าเพราะงานประกวด โง่ๆ นี่!!!
“...”
เอเลียสเม้มปากเบาๆเขาหลุบตาลง พาให้กลุ่มขนตาคู่งามสั่นไหว ไหล่ของเขาห่อลงเล็กน้อย อันเป็ภาพของการยอมจำนนที่น่าเวทนาเป็อย่างยิ่ง
“บอกฉันมาว่า ทำไมแกถึงไม่ยอมไปร่วมมื้อค่ำที่บ้านนั้นแกควรจะไปที่นั่น และทำให้พวกมันรู้ว่า แกยังอยู่ตรงนั้น!!!” ท่าทีสำนึกผิดของลูกชายไม่ทำให้อีฟใจเย็นลงแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้โทสะของเธอพวยพุ่งขึ้นมาเป็เท่าตัว จึงทำให้เธอพ่นสิ่งที่อยู่ในใจออกมาจนหมด
“แม่ครับ ผม…” ใบหน้าที่บิดเบี้ยวเพราะโทสะของผู้เป็แม่ทำให้เอเลียสได้แต่เคลื่อนสายตาไปมองอีกฝ่ายพลางเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันเบาหวิว ซึ่งเป็ภาพที่น่าเวทนาราวกับลูกกวางน้อยที่กำลังถูกนายพรานปลิดชีพ
ชั่วเวลานั้นไม่ได้มีเพียงแค่เชอร์ริชที่สงสารชายหนุ่มอย่างจับใจเหล่าหนุ่มสาวที่ลอบเสพดราม่าอยู่ใกล้ๆ ก็นึกเวทนาคนงามอยู่เหมือนกัน ขณะที่บางคนซึ่งรู้ที่มาที่ไปของเอเลียสจากข่าวฉาวก็นึกเห็นใจชายหนุ่มขึ้นมา
“แกทำให้ฉันผิดหวัง ทำไมแกถึงได้ทำตัวเป็สวะไร้ค่าที่น่าผิดหวังแบบนี้ฮะ!เอเลียส!!?”
อีฟไม่สนใจว่า คนนอกจะคิดอย่างไรเพราะสำหรับเธอแล้ว คนเ่าั้ต่างก็มีส่วนทำให้ชีวิตของเธอพังพินาศ ด้วยเหตุนี้เองเธอจึงเอ่ยจิกลูกชายเสียงสูงขณะที่ดวงตาของเธอท่วมท้นไปด้วยเพลิงโทสะ เพราะชายหนุ่มไม่ยอมทำตามแผนการที่วางเอาไว้
“...” เอเลียสกัดปากเบาๆ ชายหนุ่มมองใบหน้าอันเต็มไปด้วยโทสะที่น่าหวาดหวั่นของผู้เป็แม่แล้วหลุบตาลง
“ถ้าไม่ใช่ว่า ฉันตั้งใจเลี้ยงแกเพราะ้าให้พวกมันรู้ว่าพวกมันควบคุมคนอื่นไม่ได้ แกจะยังยืนอยู่ตรงนี้ไหม ถามตัวแกเองว่า แกทำอะไรที่เป็ประโยชน์มาตอบแทนฉันบ้างทั้งที่แกได้มีตัวตนอยู่ตรงนี้ มันเป็เพราะความพยายามของฉันทั้งนั้น ไอ้คนไร้ค่า!!!”สิ่งที่หลุดออกมาจากปากของคนที่ได้ชื่อว่า เป็แม่ ทำให้ฝูงชนหันมาซุบซิบกันทันที ขณะที่เอเลียสทำได้เพียงแค่หลับตาลงยอมจำนนต่อชะตากรรมที่เขาต้องประสบมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานั้แ่จำความได้
เสี้ยววินาทีอันสุดแสนจะตึงเครียดนั้นฝ่ามืออุ่นๆของใครบางคนกลับคว้าฝ่ามืองามของชายหนุ่มผู้น่าเวทนาเอาไว้
“ป้าด่าพอหรือยังครับ?”
เชอร์ริชที่ทนฟังมาพอแล้วเอ่ยเสียงขุ่นดวงตาสีเขียวอันสดใสมองหญิงวัยกลางคนผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ถึงดาราแถวหน้าของวงการด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจนขณะที่ฝ่ามือของเขาออกแรงบีบมือของเอเลียสเบาๆ ให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้
…ข้างๆ กัน
“แกว่าใครป้า?!”อีฟถลึงตาเอ่ยเสียงสูงใส่เด็กน้อยปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้มีหน้าตาเหมือนตุ๊กตาราคาแพงที่วางขายอยู่ในร้านค้าระดับไฮเอนด์ แต่กลับมีพฤติกรรมที่สวนทางกับรูปลักษณ์อย่างไม่ไว้หน้า
“ป้าเป็แม่ของเขาแท้ๆทำไมถึงมองเขาไร้ค่าเหมือนกับคนใจแคบพวกนั้นครับ ทั้งที่จริงๆ แล้วความผิดมันอยู่ที่ป้ากับผู้ชายคนนั้นไม่ใช่เอเลียส…แต่ไหนๆ ป้าก็มองว่าเขาไร้ค่าขนาดนี้ งั้นผมก็จะขอรับเขาไว้เองนะครับ”เชอร์ริชร่ายสิ่งที่อยู่ในใจออกมาจนหมดอย่างเหลืออด
ชั่วเวลานี้ดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่จะพาคนงามออกจากสภาพแวดล้อมอันเป็พิษของผู้เป็แม่ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงออกแรงดึงเอเลียสให้เดินไปข้างหน้าด้วยกัน
เชอร์ริชจำได้ดีว่าสุดท้ายคุณป้าคนนี้ก็ให้ลูกชายผู้น่าเวทนาไปหมั้นหมายกับผู้ชายเ้าชู้ที่หลับนอนกับใครต่อใครทั่วเพียงเพราะผู้ชายคนนั้นเป็ว่าที่คู่หมั้นของแอชลี่ย์!!
“นี่แก!”
อีฟมองเ้าเด็กตัวเล็กที่จูงมือลูกชายของเธอก้าวจากไปด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยโทสะเธอตวาดเสียงสูงไล่หลังพวกเขาอย่างไม่เชื่อสายตา
“เอเลียสกลับมานะ!!”เมื่อเห็นว่าลูกชายไม่แม้แต่ที่จะหันกลับมามองผู้เป็แม่อย่างเธอ อีฟก็คำรามชื่อของลูกชายเพียงคนเดียวเสียงเข้มจนทำให้คนที่ยืนอยู่รอบๆ ขนลุกขึ้นมาพร้อมกัน
ชั่วเวลานั้นเชอร์ริชที่เดินนำอยู่ด้านหน้าพลันหยุดฝีเท้าชายหนุ่มหันกลับไปมองหญิงวัยกลางคนที่เคยงดงาม แต่บัดนี้ถูกโทสะเข้าครอบงำจนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยดวงตาที่มีประกายของความสุขุมฉายอยู่
“แล้วก็นะป้า คนที่ป้าควรโกรธน่ะไม่ใช่ใครหรอกครับแต่เป็ตัวป้าเองที่พลาดพลั้ง ทำให้ชีวิตของตัวเองพังไม่เป็ท่าแบบนี้” ชายหนุ่มเ้าของใบหน้าอันน่ารักน่าชังเอ่ยเสียงต่ำเขามองเธออย่างจริงจังราวกับกำลังบอกให้เธอทำใจยอมรับความจริงข้อนี้เสียที จากนั้นจึงก้าวต่อไป
“นี่เอเลียส แกจะปล่อยให้มันว่าฉันล้มเหลวงั้นเหรอ ฮะ?!” ชั่วเวลานั้นอีฟได้แต่เอ่ยกับแผ่นหลังของลูกชายด้วยดวงตาอันเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่อีกฝ่ายยอมให้ใครที่ไหนไม่รู้มาต่อว่าแม่ของตัวเองแบบนี้!
“...” ความเงียบงันของลูกชายทำให้อีฟโกรธจนตัวสั่น เพราะเธอรู้ดีว่าความเงียบของเอเลียสมันมีหมายความว่าอย่างไร!
“เอเลียส!!!”
ชั่วเวลานั้นมีเพียงฝ่ามืออุ่นๆของเชอร์ริชที่กุมมือของเขาเอาไว้แน่น เอเลียสทำได้เพียงแค่หลุบตาลงมองฝ่ามืออันนุ่มนิ่มของใครบางคนด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนอันลึกซึ้งกว่าครั้งไหนๆราวกับว่า เวลานี้เขารู้คำตอบของคนน่ารักแล้ว
ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรีที่มีเพียงแสงไฟจากทางเท้าบนใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นของชายหนุ่มผู้น่าเวทนานั้น พลันมีรอยยิ้มอันเลือนรางปรากฏขึ้นมาอย่างลับๆโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยแม้แต่คนเดียว