บทที่ 7 คนตายไปแล้วพูดไม่ได้
“เอาล่ะ อาหยวนเ้าอย่าได้เขินอายไปเลย สตรีที่เพิ่งออกเรือนต่างก็ต้องผ่านเื่พวกนี้กันทั้งนั้น” เหล่าฉือหวงยื่นมือเข้ามากอบกุมหลังมือหยวนเป่า พร้อมส่งรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นให้นาง
นอกจากเรียกมาตรวจชีพจร ก็ยังมีอีกเื่ที่เหล่าฉือหวงอยากจะบอกกล่าวกับสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาในจวน ยามนี้อาจารย์หมอก็จากไปแล้ว มิ่งหยางก็ไม่อยู่ นับเป็่เวลาที่เหมาะสมยิ่ง ที่จะแพร่งพรายความลับ ผู้เฒ่ายกน้ำชาขึ้นดื่มจากนั้นก็พูดเสียงเย็นออกมาว่า
“บัดนี้เป็ภรรยาของอามิ่งแล้ว เ้าจำเป็ต้องรู้เื่พวกนี้”
หยวนเป่าเบิกตาโตเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางเอาแต่คิดว่า…เจียมิ่งหยางคนนี้ช่างลึกลับซับซ้อนเสียจริง เมื่อก่อนนางเป็คนรักของเขาแท้ ๆ ต่อให้สานสัมพันธ์รักต่อกันเพียงไม่กี่ปีก็เถอะ อย่างน้อยก็มั่นใจว่ารู้ตื้นลึกหนาบางของเขาบ้าง แต่พอแต่งเข้าจวนเจีย จึงได้ล่วงรู้ว่า ตัวตนของมิ่งหยางที่นางได้รู้จักเป็เพียงแค่เสี้ยวเล็บเท่านั้น
เหล่าฉือหวงเห็นหยวนเป่าตั้งใจฟังด้วยแววตาไขสือ ผู้เฒ่าจึงเริ่มเอ่ยปากสู่ประเด็น…
ต้องเล่าย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน
มารดาของมิ่งหยางด่วนจากไปั้แ่เขายังเล็ก การตายของนางน่าเวทนานัก เป็ถึงเมียใหญ่แต่ต้องมาตายเพราะน้ำมือของเหล่าเมียรองและอนุ สำหรับสตรีอย่างเรานั้นความอิจฉาริษยาน่ากลัวที่สุด มารดาของมิ่งหยางถูกวางยาพิษจนตาย
ช่วยไม่ได้ที่ปีนั้นบิดาของมิ่งหยางเป็แม่ทัพใหญ่ผู้เก่งกาจ นำทัพออกรบที่หัวเมืองเหล่ย จะปราชัยหรืออัปราชัยก็อยู่ที่ฝีมือและวาสนา เพราะผู้นำตระกูลไม่อยู่ และตัวเหล่าฉือหวงเอง ก็ออกถือศีลกินเจที่อารามหลวงเพื่อเฝ้าขอพรให้บุตรชาย หากรู้แต่แรกว่าจะเกิดเื่สลดเหล่านี้ขึ้น เหล่าฉือหวงคงเลือกที่จะอยู่ดูแลจวน
ปีนั้นมิ่งหยางยังเล็กนัก แม้เป็คุณชายใหญ่ในบ้าน แต่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอันใด เขาต่างก็เคียดแค้นและเกลียดชังภรรยาเ้าปัญหาของบิดา เพื่อทวงความยุติธรรมให้มารดา มิ่งหยางจึงร่วมมือกับวั่งเฟิงเริ่มสืบหาเบาะแสทีละชิ้นเพื่อรอวันที่บิดากลับ
หลังจากที่บิดาของมิ่งหยางกลับมา หลักฐานทั้งหมดก็ประจักษ์ต่อสายตาของทุกคนในห้องโถงรับรอง คราวนี้ทั้งภรรยารองและอนุอุ่นเตียงทั้งหลายต่างก็ดิ้นไม่หลุดไปตาม ๆ กัน นึกไม่ถึงว่าบิดาของมิ่งหยางจะไม่มีความเที่ยงธรรมเลยแม้แต่น้อย เอาแต่ลั่นวาจาว่า
“ข้าออกศึกก็เหนื่อยเจียนจะขาดดิ้น บัดนี้กลับจวนเพิ่งเค่อเดียว ก็มีเื่ให้หนักกระบาลอีก เมียใหญ่ข้าก็รัก แต่คนนั้นตายไปแล้วจะแก้ไขอันใดได้ เอาเถอะ พวกเ้าสามคน ไปสำนึกผิดในหอบรรพชนก็แล้วกัน คัดตำราสำนึกผิดเพื่อไว้อาลัยให้แก่ฮูหยินที่ล่วงลับสักหมื่นฉบับก็เพียงพอแล้ว ข้าไม่อยากลงโทษหนักนัก เพราะไม่อยากสูญเสียคนในครอบครัวอีก”
มิ่งหยางในตอนนั้นหัวใจหักโครมแหลกลาญไม่มีชิ้นดี บุตรชายที่เคยเชื่อถือในตัวบิดาไม่เหลือแม้แต่เสี้ยวหนึ่งของความศรัทธา แววตาอัดแน่นไปด้วยความไม่พอใจ ในใจของเด็กชายเริ่มมีกำแพงหินกองใหญ่กั้นขึ้นมาอย่างฉับพลัน ั้แ่นั้นเป็ต้นมามิ่งหยางก็กลายเป็คนพูดหน่อยต่อยหนัก
ปมในใจแน่นเหนียวเกินกว่าที่จะคลี่คลาย เพราะเื่อยุติธรรมเหล่านี้จึงทำให้มิ่งหยางเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง เป็บุรุษที่มีปณิธานแรงกล้า ชั่วชีวิตนี้เขาจะไม่หวังพึ่งผู้ใดอีก ไม่ว่าเื่เล็กหรือเื่ใหญ่มักจะจัดการด้วยตัวเอง วันกลายเป็เดือน เดือนผันแปรสู่ปี มิ่งหยางค่อย ๆ เ็าดุจูเาน้ำแข็ง
ชายหนุ่มทะเยอทะยานด้วยตัวเอง ย่ำรุ่งฝึกกระบี่จนลืมกินลืมนอน พลบค่ำอ่านตำราขะมักเขม้นพากเพียร มิ่งหยางหวังว่าวันหนึ่งเมื่อได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำตระกูลแทนบิดา เขาจะกลายเป็บุรุษที่เหล่าบรรดาแม่เล็กแม่รองไม่กล้าครหา ครั้นผู้ใดกล้ามีปากเสียง จะสั่งสอนเสียให้เข็ดหลาบ นานวันเข้าทุกคนก็ไม่กล้าแตะต้องและไม่กล้ายุ่งเกี่ยว รวมถึงบิดาของเขาด้วย
ไม่ว่าจะทำอันใด ชายหนุ่มติดนิสัยไม่ชอบอธิบายแก่ผู้อื่น ในเมื่อพูดแล้วไม่มีประโยชน์ ก็คร้านที่จะพูด เพราะเขาเก็บเื่ของบิดามาดหมายไว้ในใจไม่ปล่อยวาง ไม่เพียงเท่านั้นยังยกขึ้นหิ้งให้เป็บทเรียนราคาแพง หากผู้เฒ่าเช่นเหล่าฉือหวงไม่กลับมาทันเวลา และดูแลชุบเลี้ยงมิ่งหยางอย่างใส่ใจ คาดว่าเด็กคนนี้น่าจะกลายเป็เด็กมีปัญหาไปแล้ว
ห้าปีให้หลัง
บิดาของมิ่งหยางถูกควบคุมตัวโดยทางการ ข้อหาฏสมคบคิดกับฝั่งทรราช ครั้งที่แม่ทัพใหญ่ตกต่ำที่สุด ขุนนางน้ำเลวร่วมมือกันขุนโคนต้นหลิว (เปรียบเปรยว่า พยายามเล่นงานคนที่อ่อนแอกว่าไม่ให้เหลือซาก หรือถึงขั้นถอนรากถอนโคน) ท้ายที่สุดถูกตัดสินปะาชีวิตโดยไม่รอให้ผู้ใดยื่นเื่ขออภัยโทษ รัชศกอู่กวานถงปีที่สามสิบสี่ แม่ทัพใหญ่แซ่เจียหลั่งโลหิตทาแผ่นดินอย่างไร้เกียรติ เหล่าอนุอุ่นเตียงกลัวถูกลากเข้าไปพัวพัน จึงเก็บข้าวของมีค่าจากไปพร้อมบุตร ตัดขาดกับสกุลเจียอย่างไร้เยื่อใย
หลายปีต่อมา… แม้ว่ามิ่งหยางจะประณามการตัดสินที่ลำเอียงของบิดาไม่ลืมเลือน แต่เขาก็ยังเป็มหาบุรุษที่สูงส่ง ไม่สนคำติฉินที่ว่าคนตายไปแล้วพูดไม่ได้ เพื่อพิสูจน์ตนเอง และกู้คืนเกียรติยศสู่สกุลเจีย มิ่งหยางและวั่งเฟิงใช้เวลาแรมปี สืบหาเบาะแสการถูกใส่ร้ายของบิดา
ภายในท้องพระโรงอันเชือดเฉือนดั่งท้องคลื่นในน่านน้ำ มิ่งหยางกล้าท้าชนอย่างเด็ดเดี่ยวและหนักแน่น หลักฐานที่กุมเอาไว้ในมือ ชี้ชัดว่าขุนนางเฒ่าใต้เบื้องพระบาทต่างก็เป็ขุนนางงูเห่าด้วยกันทั้งนั้น ตรงกับสุภาษิตที่ว่า ปล้นชิงตามไฟ ตีสองหน้าแทงสามดาบ
*สุภาษิตจีนโบราณ ปล้นชิงตามไฟ หมายถึง การอุปมาถึงผู้ที่ฉวยโอกาสจากผู้ที่กำลังอ่อนแอหรือกำลังประสบเคราะห์ร้าย*
*สุภาษิตจีนโบราณ ตีสองหน้าแทงสามดาบ ใช้เปรียบเทียบกับบุคคล ที่หน้าไหว้หลังหลอก ปากอย่างใจอย่าง (ดาบทั้งสาม ประกอบด้วย ดาบอ่อน คือ โจมตีคนไม่เห็นเื / ดาบแข็ง คือ โจมตีคนไม่ลังเล / ดาบอันตราย คือ โจมตีผู้อื่นอย่างไม่มีกฎเกณฑ์)
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา ขุนนางเก่าแก่หลายสกุลต้องโทษหลอกลวงเบื้องสูง ให้ความเท็จ และทำลายขุนนางน้ำดีแห่งราชสำนัก องค์ฮ่องเต้พิโรธเป็อย่างมาก สั่งปะาหัวหน้าตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ด และเนรเทศบุตรและภรรยาสู่ชนบท สั่งห้ามมิให้เข้ารับราชการเจ็ดชั่วโคตร เช่นนั้นก็ไม่แปลกที่ขุนนางส่วนใหญ่จะเกรงขามต่อบารมีของมิ่งหยาง อย่าว่าแต่ขุนนางระดับสูงเลย แม้แต่ผู้าุโอย่างเ้ากรมวังยังต้องค้อมศีรษะอย่างพินอบพิเทาเวลาที่อยู่ต่อหน้ามิ่งหยาง
เพื่อชดเชยให้แก่สกุลเจียที่ต้องสูญเสียหัวหน้าตระกูล องค์ฮ่องเต้แต่งตั้งมิ่งหยางขึ้นเป็แม่ทัพใหญ่ ผู้ถือตราตั้งต้าเจียงจวิน บัญชาการกองทัพทั้งปีกซ้ายและขวา ตลอดจนมีอำนาจเรียกใช้หน่วยองครักษ์อหังการ ที่ลือว่าเก่งกาจที่สุดในใต้หล้า ผู้คนส่วนใหญ่ต่างร่ำลือว่าหน่วยองครักษ์อหังการ ลึกลับและหาพบได้ยากยิ่ง ดั่งทวยเทพในตำนาน
หลังจากที่เสียงเล่าขานของเหล่าฉือหวงแ่ลง ผู้าุโก็ไม่ได้พูดอันใดต่อ นิ้วมือที่นุ่มและเหี่ยวของเหล่าฉือหวงเอื้อมมาลูบน้ำตาที่เครือแก้มของหยวนเป่า นางรู้แต่เพียงว่ามิ่งหยางเป็คนลึกลับ เ็า ปากร้าย เ้าอารมณ์ ก็เพราะหลงอยู่ในอำนาจบาตรใหญ่ คาดไม่ถึงว่านิสัยเ่าั้ฉาบติดตัวของมิ่งหยางดั่งเงา ล้วนมีเหตุและผล หยวนเป่าพยายามเช็ดน้ำตาของตัวเอง พลางเปล่งเสียงอันสั่นเครือออกมาว่า
“จบแล้วหรือเ้าคะ”
“เ้าแต่งให้มิ่งหยางแล้วนับเป็วาสนาของเ้า สตรีบ้านอื่นต่างก็ต้องชิงดีชิงเด่นให้ตนเองเป็จุดสนใจของสามีอยู่เสมอ ส่วนตัวเ้านั้นไม่ใช่ อามิ่งย่อมไม่แต่งสตรีอื่นเข้าบ้านอีก เื่อนุยิ่งไม่ต้องพูดถึง อามิ่งเป็เด็กฉลาดมีพร์ เสียแต่มีปม เขาไม่้าให้ในบ้านมีเื่แก่งแย่งชิงดีของภรรยาซ้ำรอยมารดาของตนอีก ดังนั้นผู้เฒ่าอย่างข้าก็อดเป็กังวลไม่ได้ กลัวว่าจะไม่มีทายาทสืบทอด จากนี้รู้ว่าเ้ากับอามิ่งรักกันดี รู้หน้าที่ของสามีภรรยา ผู้เฒ่าเช่นข้าก็วางใจแล้ว”
ขณะเหล่าฉือหวงกับหยวนเป่าพูดคุยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ สาวใช้จากโรงครัวก็ยกถาดน้ำแกงผสมยาสมุนไพรหายากเข้ามา นอกจากนี้อยู่บนถาดยังมีจานใบเล็กที่วางขนมเกาตังสามก้อน เหล่าฉือหวงวานให้หน้าที่ปรนนิบัติสามีเป็ของฮูหยิน ดังนั้นหยวนเป่าที่ลั่นวาจาไว้แล้ว ว่าจะอยู่ห่างจากมิ่งหยางชนิดที่ว่า น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ดูท่าครั้งนี้คงต้องละเว้นมันออกไปก่อน เพราะหยวนเป่าเองก็ไม่อยากทำให้ผู้าุโไม่สบายใจ หญิงสาวจึงได้แต่รับปากอย่างจำใจ