ตอนที่ 20 หลินซื่อปกป้องบุตรสาว (1)
แน่นอนว่าเว่ยซื่อย่อมคล้อยตาม นางพูดกับหลินซื่อสามแม่ลูกด้วยความหงุดหงิดว่า “กินหรือไม่กินก็ตามใจ ไม่กินก็อด ตายไปได้ก็สมควร”
เถียนไฉ่เวยยิ้มเย็นชา “ข้ากับท่านแม่ทำนามาตั้งมาก หาเงินให้พวกตระกูลเถียนของท่านปีละเท่าไร ถ้าเราอดตายจริง พวกท่านก็จะเสียหายยิ่งกว่า”
ผู้เฒ่าเถียนมองสำรวจเถียนไฉ่เวย เหตุใดเด็กสมควรตายนางนี้ถึงกลายเป็นคนปากช่างพูดและจับจุดอ่อนของผู้อื่นได้เก่งนัก หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจึงพูดขึ้นว่า “ได้ ให้พวกเจ้าสามแม่ลูกกินหมั่นโถวข้าวโพดด้วย”
“ตาเฒ่า!” เว่ยซื่อเรียกเสียงสูงด้วยความไม่พอใจ
ผู้เฒ่าเถียนทำหน้าตึง “สรุปตามนี้!”
เว่ยซื่อตัวลีบทันที แต่ยังพูดอย่างไม่เต็มใจว่า “อาหารของครอบครัวเราเตรียมตามจำนวนคนทุกวัน หมั่นโถวข้าวโพดตอนเที่ยงทั้งหมดทำเท่าจำนวนคนของบ้านใหญ่กับบ้านสามเท่านั้น ถ้าพวกนางสามคนแม่ลูกกินหมั่นโถวข้าวโพดด้วย บ้านใหญ่กับบ้านสามก็ไม่พอกินน่ะสิ”
ผู้เฒ่าเถียนเห็นว่าเว่ยซื่อยังไม่เข้าใจสถานการณ์ จึงตะคอกด้วยความโมโห “เจ้าเอาโจ๊กข้าวฟ่างสามชามนั่นให้สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้สามกินก็พอแล้วไม่ใช่หรือ”
เขาไม่พอใจลูกสะใภ้สองคนของบ้านใหญ่กับบ้านสามมานานแล้ว นอกเหนือจากการทำงานในทุ่งนาช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ช่วงเวลาอื่นๆ ก็มักจะหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน แกล้งทำเป็นปั่นด้ายทอผ้าอยู่ร่ำไป ใช้เหตุนี้ลดนิสัยเกียจคร้านอ้อยอิ่งของพวกนางก็ดี ให้ตายสิ จะมีสตรีบ้านนอกคนไหนแอบขี้เกียจไม่ยอมทำงานแบบพวกนางบ้าง
เมื่อเว่ยซื่อเห็นตาเฒ่าเริ่มอารมณ์เสียก็เกิดความหวาดกลัว รีบนำโจ๊กข้าวฟ่างของหลินซื่อแม่ลูกมาให้จี้ซื่อกับหม่าซื่อคนละชาม
จี้ซื่อกับหม่าซื่อเริ่มหน้างอ แต่ก็ไม่กล้าแข็งข้อ ด้วยความไม่อยากกิน จึงเปลี่ยนไปวางตรงหน้าสามีของตัวเอง แลกกับโจ๊กข้าวโพดและหมั่นโถวข้าวโพด
ผู้เฒ่าเถียนเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “ห้ามให้สามีพวกเจ้ากิน พวกเขายังต้องทำงาน กินของแย่ๆ ไหนเลยจะมีแรงทำงาน พวกเจ้ากินเองสิ”
หม่าซื่อใช้ประโยชน์จากฐานะที่ตัวเองเป็นหลานของเว่ยซื่อ จึงมีความกล้ากว่าจี้ซื่อนิดหน่อยแล้วเรียกร้องขอความยุติธรรม “พวกข้าก็ทำงานทุกวัน ไม่อาจกินของที่ขาดสารอาหารพวกนี้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีแรงทำงาน”
ผู้เฒ่าเถียนยิ้มเยาะ “พูดคำว่างานกับข้าให้มันน้อยๆ หน่อย ข้าอายแทนพวกเจ้าจะตายอยู่แล้ว ทั้งวันเอาแต่นั่งอยู่ในบ้าน ปั่นด้ายได้ไม่กี่เส้น ทอผ้าได้ไม่กี่ชุ่น[1] นี่เรียกว่าทำงานได้หรือ”
ความจริงเขาอยากนำจี้ซื่อกับหม่าซื่อไปเปรียบเทียบกับหลินซื่อแม่ลูกยิ่งนัก ผ้าทอจากเส้นด้ายที่คนบ้านนั้นปั่นสองชั่วยามตอนกลางคืนได้เท่าผลผลิตในสิบวันของพวกนาง แต่ไม่อยากให้หลินซื่อกับลูกๆ ได้ใจ จึงอดทนไม่พูดออกมา
หม่าซื่อไม่มีทางเลือกได้แต่ยกโจ๊กข้าวฟ่างขึ้นมาดื่มไปอึกหนึ่งก็อดทำหน้ายู่ไม่ได้ มันหยาบมากจนแทบกลืนไม่ลง
เว่ยซื่อเห็นแล้วปวดใจ หม่าซื่อเป็นหลานสาวแท้ๆ ของนาง หากหม่าซื่ออยู่ในบ้านนางอย่างทนทุกข์ เว่ยซื่อย่อมอับอายขายขี้หน้าต่อบ้านเดิมของตัวเอง และนางคงถูกคนที่บ้านเดิมเยาะเย้ยดูถูก เป็นแม่สามีทว่าแม้แต่หลานสาวก็คุ้มกะลาหัวให้ไม่ได้ นางที่เคยชินกับการเหยียดผู้อื่นจะทนให้ใครมาหัวเราะเยาะได้อย่างไร ดังนั้นจึงเอาความโกรธไปลงที่หลินซื่อแม่ลูก
นางเก็บหมั่นโถวข้าวโพดสามลูกมาให้หม่าซื่อกิน เหลือให้พวกหลินซื่อสามแม่ลูก แล้วตบชามดินเผาเนื้อหยาบสีดำที่บรรจุหมั่นโถวข้าวโพดสีเหลืองทองสามลูกที่อยู่บนโต๊ะอย่างดูถูกเหยียดหยามเหมือนเรียกขอทาน พลางตะโกนใส่หลินซื่อว่า “เอาไปกิน กินแล้วก็ไปตายซะ!”
หลินซื่อข่มกลั้นความโกรธไปหยิบชามหมั่นโถวข้าวโพด
ไฉ่เวยชิงเดินนำไปก่อน คว้าเอาหมั่นโถวข้าวโพดสามลูกที่เว่ยซื่อเก็บไปให้จี้ซื่อกับหม่าซื่อด้วยความไวแสง
คนบ้านตระกูลเถียนมองนางอย่างตกตะลึง
ไฉ่เวยเอาหมั่นโถวข้าวโพดสามลูกวางลงในชามของหลินซื่อ แล้วดึงหลินซื่อกับเสี่ยวหม่านไปปกป้องไว้ข้างหลัง
นางรู้ว่าพายุใหญ่กำลังจะมาในไม่ช้า
เชิงอรรถ
^ หน่วยวัดจีน 1 ชุ่น เท่ากับ 3.3333333 เซนติเมตร