ผู้ติดตามตระกูลฟงนำตัวมู่ไฉซูมาไม่รีรอมันก็ใช้เชือกมัดแขนมัดขาอุดปากจนนางไม่สามารถที่จะดิ้นขัดขืนได้เลยแม้แต่ส่งเสียงยังเป็ไปไม่ได้“นายน้อย ได้นางมาแล้ว กลับกันเลยหรือไม่”
ฟงซวนเว่ยใช้ฝ่ามือลูบไล้ไปยังใบหน้าของมู่ไฉซูพร้อมกับมุมปากยกยิ้มท่าทางพอใจอย่างยิ่ง“จะกลับได้อย่างไร ข้ายังไม่เอ่ยลากับนายน้อยลู่เลย” ฟงซวนเว่ยใช้นิ้วชี้แตะปลายคางของมู่ไฉซูยกขึ้นเอ่ย “ข้าเชื่อว่าเ้าก็เช่นกัน”
เอ่ยจบฟงซวนเว่ยก็นำมู่ไฉซูในสภาพมัดมือมัดเท้าขึ้นรถม้าไปผู้ติดตามตระกูลฟงขับไปทางที่ลู่เฟยยืนอยู่
เมื่อรถม้าตระกูลฟงขับมาถึงหน้าลู่เฟยฟงซวนเว่ยก็เปิดผ้าม่านออกมามันก็มีสีหน้าแปลกใจอยู่ไม่น้อยเมื่อเห็นลู่เฟยลู่เฟยไม่ได้ยืนด้วยสีหน้าโกรธหรือไม่พอใจอะไรเหมือนที่มันคาดไว้กลับกันลู่เฟยนั้นนั่งพิงต้นไม้แหงนมองไปยังท้องฟ้าในแววตาของมันฟงซวนเว่ยไม่อาจเข้าใจได้แม้เพียงเสี้ยวหรืออาจเป็เพราะว่าชั่วชีวิตของมันไม่เคยได้พบเห็นแววเช่นนี้มาก่อนเป็แววตาว่างเปล่าที่ไม่ใช่ความเศร้าแต่ก็ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกอันใดได้เลย
ฟงซวนเว่ยเอ่ย “นายน้อยลู่ ท่าทางท่านจะไม่ได้กังวลอะไรเลย..”มันมองไปยังฝ่ามือของลู่เฟยที่ยังกุมกระบี่เงินที่มันให้ไปอยู่พลันเอ่ยอีกครั้ง “โอ้ เช่นนี้เองท่านคงจะคิดทบทวนดูแล้วว่ามันคุ้มขนาดไหนท่านอย่าได้กังวลข้าไม่ขอกระบี่คืนหรอกแล้วสิ่งที่เราตกลงกันไว้ข้าก็จะไม่ให้ขาดเลยแม้แต่น้อย”
ฟงซวนเว่ยหันหน้าเข้าไปในรถม้าเอ่ย “ข้าพูดคำไหนคำนั้นข้าจะให้เ้าบอกลาลู่เฟย” เอ่ยจบฟงซวยเว่ยก็แก้เชือกที่มัดปากนางออก
มู่ไฉซูเอ่ยทั้งน้ำตาไปยังฟงซวนเว่ย“ได้โปรดท่านอย่าเอาตัวข้าไปเล..”มู่ไฉซูเอ่ยยังไม่จบก็ถูกเอ่ยตัด
ฟงซวนเว่ยเอ่ยตัดอย่างเยือกเย็นไร้ใจ“ข้าให้เวลาเ้าสิบลมหายใจ บอกลามันก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ!”
มู่ไฉซูกัดริมฝีปากอมทุกข์ด้วยสีหน้าจนปัญญาเอ่ย“อย่างน้อยข้าก็อยากจะเห็น..” นางรู้ดีว่าตระกูลฟงเป็ตัวตนระดับไหนหากลู่เทียนฉียังไม่สามารถช่วยนางได้แล้วลู่เฟยมันจะไปมีปัญญาช่วยได้อย่างไรนางได้แต่ทำใจบอกลาอย่างน้อยก็อยากจะเห็นลู่เฟยเป็ครั้งสุดท้าย
ฟงซวนเว่ยไม่เอ่ยอะไรเพียงแค่นเสียงหนึ่งทีแล้วก็เปิดผ้าม่านออก
มู่ไฉซูนางนอนตะแคงจะขยับตัวซักนิดก็ไม่ได้นางทำได้แต่เพียงยกศีรษะแหงนมองไปยังนอกหน้าต่างแต่ก็ได้เห็นเพียงเส้นผมยาวดำขลับที่ถูกลมพัดพลิ้วไหวแต่นางก็จำได้ทันทีเลยว่านั่นคือลู่เฟย
มู่ไฉซูพยายามสกัดกั้นเสียงร้องสะอื้นอย่างสุดความสามารถเอ่ย“น้องเฟยอย่าได้กังวล ข้าไม่ได้เป็อะไรทั้งนั้น เพียงแต่ต่อจากนี้ข้าคงจะไม่ได้มีโอกาศไปเล่นด้วยแล้ว...”
ฟงซวนเว่ยเอ่ยตัด “หมดเวลาบอกลากันเพียงเท่านี้” มันเอ่ยไปยังลู่เฟย“นายน้อยลู่ ข้าขอลา”เอ่ยจบมันก็ปิดผ้าม่านมุมปากยกยิ้มไปยังมู่ไฉซู
ผู้ติดตามตระกูลฟง“ท่านจะกลับเลยหรือไม่”
ฟงซวนเว่ย “ไป”
“ดะเดี๋ยวก่อน..”มู่ไฉซูเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนสายตาก็จับจ้องไปยังผ้าม่านด้วยความหวังว่าลู่เฟยจะตอบกลับมาเช่นไร
ฟงซวนเว่ยเอ่ย “หยุดก่อน อย่าเพิ่งไป”มันก็รับรู้ได้ว่ามู่ไฉซูอย่างน้อยนางก็ควรจะได้ฟังคำลาของอีกฝ่ายก่อน ภายในตัวมันลึกๆก็ยังมีจิตใจสงสารอยู่บ้าง
ผ่านไปราวสิบลมหายใจที่รถม้าจอดนิ่งอยู่อย่างนั้นก็ยังไม่ได้ยินเสียงลู่เฟยแต่อย่างใด ฟงซวนเว่ยแสยะยิ้มส่ายศีรษะไปยังมู่ไฉซูพร้อมกับเอ่ย “ไปได้”
หลังจากได้คำสั่งออกตัวรถม้าก็เคลื่อนที่ตรงไปยังทางออกประตูใหญ่ตระกูลลู่เพียงไม่นานก็ออกมาภายนอกตระกูล
ฟงซวนเว่ยมองท่าทีของมู่ไฉซูมาซักพักแล้วดูเหมือนนางจะพูดอะไรไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำมีเพียงหยาดน้ำตาสองสายที่ยังหลั่งไหลออกมาจากสองดวงตาที่แดงก่ำ
ฟงซวนเว่ยเอ่ยลอยๆไม่ได้ใส่ใจ “ที่นั่นไม่มีอะไรซักอย่างที่สามารถเอามาเทียบกับตระกูลฟงข้าได้ซักวันหนึ่งเ้าอาจจะขอบคุณข้าที่วันนี้ข้าเอาเ้ากลับไปด้วย”
ฟงซวนเว่ยเอ่ยไปยังคนติดตามที่ขับอยู่ข้างหน้า“ข้ากลับยังไม่หนำใจ ลู่เฟยมันเหมือนจะไม่ได้เป็อะไรเลยดีไม่ดีมันอาจจะดีใจกับสิ่งที่ข้าแลก”
ผู้ติดตาม“ไม่ๆ ข้าว่าลู่เฟยผู้นี้มันมีอะไรแปลกไป”
ฟงซวนเว่ย “ข้าก็แปลกใจ แต่เมื่อคิดได้มันก็ไม่เห็นจะมีไรแปลก”
ผู้ติดตาม “ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าหมายถึงมัน...” มันไม่เอ่ยต่อเหมือนลังเลบางอย่าง
ฟงซวนเว่ย “มันอะไร เอ่ยมาๆข้าไม่ถือ”
ผู้ติดตามเปิดแผ่นไม้เล็กๆที่กั้นออกพร้อมกับเอ่ยกระซิบเบาไปยังฟงซวนเว่ยโดยตรง“มันเหมือนซากศพ…”
ฟงซวนเว่ยะเิหัวเราะ “ฮ่าฮ่าฮ่า เดี๋ยวนี้เ้าหัดเล่นมุขหรอกหรือ”
ผู้ติดตามเอ่ยเสียงต่ำ “ข้าจริงจังหมื่นส่วน!”
ฟงซวนเว่ย “………”
ณ ภายในตระกูลลู่
หลังจากที่รถม้าตระกูลฟงออกไปจากจวนราวๆสิบลมหายใจลู่เฟยที่นั่งพิงต้นไม้อย่างแน่นิ่งนิ้วมือของเด็กหนุ่มก็เริ่มขยับจากนั้นก็ยกทาบหน้าอกตัวเองจิกแน่นฝ่ามืออีกข้างก็กุมกระบี่แน่นพร้อมกับหอบหายใจถี่รัวอย่างรุนแรงแววตาที่เคยสงบว่างเปล่าเพียงพริบตาเดียวก็กลับกลายเป็หม่นหมองประดุจมารร้ายนับหมื่นกัดกินดวงิญญาเหลือเพียงความโกรธแค้น
“แฮ่กก แฮ่ก..”ลู่เฟยหอบหายอย่างถี่รัวไม่หยุดพร้อมกับพึมพัม “เกือบไปแล้ว...”เมื่อครู่นั้นเด็กหนุ่มได้ใช้วิธีซักอย่างเกี่ยวกับเส้นชีพจรลมปราณในการหยุดการเต้นของหัวใจหรือก็คือเมื่อครู่นี้ลู่เฟยได้ตายไปแล้วคำ‘เกือบไปแล้ว’ที่ว่านี่ไม่ใช่ว่ามันเกือบที่จะได้ตายไปจริงๆแต่ถ้าหากมันตื่นขึ้นมาตอนที่ฟงซวนเว่ยยังอยู่กลัวว่ามันคงต้องทำเื่ที่โง่ที่สุดก็คือชักกระบี่คิดสังหารฟงซวนเว่ยซึ่งมันเป็ไปไม่ได้เลยมีแต่จะโดนเตะสวนกลับไม่ต่างกับหมากับแมว
เพียงไม่นานอาการหอบหายใจก็ทุเลาลงกระบี่ในมือก็นำมาเหน็บกับเอวฝ่ามือทั้งสองกำแน่นพร้อมกับทำเื่ที่มันถนัดยิ่งจู่ๆรัสมีพลังลมปราณรอบตัวพลันหายไปอย่างไม่มีร่องรอยหากไม่เห็นตัวคนย่อมไม่มีทางรู้ว่ามีตัวตนอยู่