ตอนที่ 32 ทำวางมาดต่อหน้าข้า?
ชั่วขณะที่หลินเฟยกำลังปรับลมหายใจอยู่นั่นเองพลันเกิดลางสังหรณ์ประหลาดขึ้นภายในจิตใจลมหายใจหอบถี่รัวเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ความรู้สึกที่หัวใจกำลังตกไปที่ตาตุ่มราวกับย้อนไปเมื่อวันวาน...
ในสมองพลันปรากฏภาพตัวเองกำลังหนีตายจากสัตว์อสูรวิเศษเสือเมฆราตรีขึ้นมาอย่างแจ่มชัด หลินเฟยเหงื่อไหลไคลย้อยรู้สึกจิตใจไม่เป็สุข
หลินเฟยรีบแผ่พลังปราณลมหวนท้า์ออกไปตรวจสอบรอบๆทันทีตามสัญชาติญาณ เพียงห่างไปไม่ถึงห้าสิบลี้ปรากฏพลังปราณฟ้าดินอันแข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งที่เขาััได้ยิ่งทำให้เขาขนลุกขนชัน
“ไม่ใช่แค่เพียงปราณยุทธเงินธรรมดาๆแล้ว แต่นี่พวกมันกลับมีอีกสองตัวที่มีพลังถึงระดับปราณยุทธเงิน่กลาง!”
หลินเฟยใบหน้าจืดเจื่อนแม้เขาจะต่อสู้ข้ามขั้นมาโดยตลอดแต่ด้วยพลังที่ไม่ห่างกันมากนักทำให้ดูเหนือกว่าอยู่บ้าง หากเพียงมีระดับอยู่ในระดับเดียวกันหรือ่ขั้นไม่ห่างกันมากหลินเฟยคงไม่ต้องเป็กังวล
แต่ขอบเขตของปราณยุทธเงิน่กลางกลับ่ต้นนั้นความแตกต่างของมันกลับกว้างใหญ่อย่างมากถ้าจะให้เปรียบกัน มันก็เหมือนราชสีห์กับหมูป่าที่เพียงแค่มองเมินมาหมูป่าตัวนั้นก็จำต้องวิ่งแจ้นหนีไปโดยสัญชาติญาณ
ไอ้ตัวที่สร้างรอยแผลให้กับหลินเฟยได้นั้นตบะปราณยุทธเงิน่ต้นของมันหากเปรียบกันแล้วไม่สามารถนับกะผีกอะไรกลับไอ้ตัวที่กำลังตรงดิ่งมาที่นี่ได้เลย
‘ฟุบ’
ขณะที่หลินเฟยกำลังใครครวญถึงทางหนีทีไล่เสียงแหวกอากาศเส้นหนึ่งพลันพุ่งผ่านตัวเขาไปเป็นักพรตผู้ฝึกตนผู้หนึ่ง ที่กำลังห้อทะยานตรงดิ่งเข้าหาทิศทางของขุมพลังลมปราณที่น่าหวาดหวั่นของปักษาวายุ!
“เฮ้ย!”
หลินเฟยอุทานออกมาด้วยความใความหวาดผวาลึกๆในจิตใจถูกเก็บเอาไว้แล้วพุ่งตัวติดตามไปทันที
“สหาย! เ้าน่ะข้างหน้ามีอันตรายอย่าไปเลย” หลินเฟยกู่ร้องบอกเมื่อตามมาถึงด้านหลังของนักพรตด้านหน้า
นักพรตที่ห้อทะยานอยู่เบื้องหน้าหลินเฟยค้อนกลับมามองหลินเฟยเล็กน้อย ใบหน้าคนผู้นี้เย่อหยิ่งดูไร้อารมณ์เต็มไปด้วยความเ็า สายตาเ็ากวาดสายตามองหลินเฟยผ่านๆ เมื่อเห็นพลังตบะของหลินเฟยจึงแค่นเสียงในลำคอหนึ่งทีแล้วไม่สนใจเขาอีก
หลินเฟยชะงักไปเล็กน้อยคนผู้นี้ดูจากการแต่งตัวย่อมไม่ใช่นักพรตธรรมดาๆสามัญทั่วไปเสื้อไหมสีดำมันเลื่อมปักลวดลายสีแดงอร่ามนั้นดูแล้วน่าจะไม่ธรรมดา อีกทั้งเมื่อตรวจสอบดูแล้วเขากลับไม่สามารถมองทะลุตบะของคนผู้นี้ได้ราวกับมองเข้าไปในเมฆหมอกที่มืดทมึน
“แย่แล้ว!”
หลินเฟยกรีดร้องเสียงแหลมเมื่อมีลมพายุกรรโชกอย่างหนักพุ่งเข้าปะทะกับใบหน้าไม่นานก็มองเห็นเกลียวคลื่นพายุขนาดใหญ่พอสิบกว่าจั้งกว่าห้าลูกห้อทะยานมาทิศทางด้านหน้า
“หึ”
ชายหนุ่มปริศนาเบื้องหน้าหลินเฟยแค่นเสียงออกมาอีกครั้งสายตาเ็ามองไปยังพายุหมุนทั้งห้าลูกเบื้องหน้าอย่างดูแคลนพลันยกมือขวาขึ้นทำมุทรานิ้วชี้และนิ้วกลางแนบชิดติดกันพลังตบะอันลึกล้ำก็ะเิออกมาเป็ครั้งแรก!
หลินเฟยที่อยู่ห่างไปไม่มากถอยกรูดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เรือนกายที่แข็งแกร่งของเขาช่วยลดทอนพลังอำนาจพลานุภาพสยบที่บุรุษปริศนาพลันปล่อยออกมา
“เหนือกว่าปรานยุทธเงิน!”
หลินเฟยขมวดคิ้วมุ่นเขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าลองสังหรณ์ของตนที่บ่งบอกถึงอันตรายใหญ่หลวงนั้นเกิดขึ้นจากปักษาวายุหรือบุรุษหนุ่มผู้นี้!
พลานุภาพสยบที่หลินเฟยััได้นั้นแตกต่างจากกลิ่นอายของ่ขั้นพลังปราณยุทธเงินอย่างมากหากไม่แล้วเพียงแค่คลื่นพลังที่อีกฝ่ายะเิออกมา จะทำให้ตนที่มีความพิเศษกว่านักพรตธรรมดาต้องถอยออกมาอย่างไม่เต็มใจได้อย่างไร
เม็ดเหงื่อหนามากมายผุดขึ้นทั่วใบหน้าแรงกดดันอันหนักหน่วงยังคงทำให้บรรยากาศรอบตัวของบุรุษผู้นั้นดูอึมครึมน่าพิศวงหลินเฟยยืนนิ่งมองไปที่แผ่นหลังที่ดูราวกับกำแพงขนาดั์ที่เขาไม่อาจก้าวผ่านไปได้
“อายุเขาน่าจะไล่เลี่ยกับข้าแต่พลังตบะนั้นกลับลึกล้ำสุดหยั่ง โลกนี้ช่างกว้างใหญ่เสียจริง”
หลินเฟยสงบสติอารมณ์มองคลื่นพลังที่ก่อตัวออกมากลายเป็นกไฟที่แผ่กลิ่นอายของความดุดันก้าวร้าวห้าตัวบินพุ่งเข้าหากลุ่มก้อนพายุทั้งห้าอย่างเหี้ยมหาญ
‘ตู้ม!!’
เสียงะเิดังกึกก้องพายุทั้งห้าคลายตัวออกเผยให้เห็นร่างของปักษาวายุสี่ตัวที่ร่วงลงกับพื้นพร้อมกับถูกเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้เผาทำลายกลายเป็เถ้าธุลี!
หลินเฟยใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเขาแอบเสียดายร่างไร้ิญญาและหัวใจของปักษาวายุพวกนี้ด้วยระดับพลังตบะของพวกมันย่อมมีค่าไม่น้อย
เขาเหม่อมองไปที่ปักษาวายุขนาดใหญ่ตัวสุดท้ายมันก็กำลังจ้องมองไปที่บุรุษปริศนาอย่างเคียดแค้นดวงตาของมันแดงก่ำไปด้วยไฟโทสะพลังตบะปราณยุทธเงิน่กลางะเิออกพุ่งเข้าใส่บุรุษปริศนาราวกับดาวตกขนาดั์
บุรุษหนุ่มไม่ได้อนาทรร้อนใจเพียงผายมือกำแพงเปลวไฟก็พลันปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าของเขาอีกทั้งยังมีมากถึงห้าชั้น!
บัดนี้ปักษาวายุคลุ้มคลั่งไปเป็ที่เรียบร้อยมันอ้าปากกว้างออกลมพายุเส้นเล็กนับไม่ถ้วนพลันบังเกิดพร้อมกับปราณสังหารก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกับกำแพงไฟเสียงดังสนั่นกึกก้อง!
ราวกับกระบี่แหลมคมของนักพรตระดับสูงพายุหมุนยังพุ่งทะลวงทำลายกำแพงไฟไปทีละชั้น ทีละชั้นอย่างเกรี้ยวกราด
เสียงดังกึกก้องทุกครั้งที่เข้าปะทะทำให้หัวใจของหลินเฟยที่จับตาดูอยู่สั่นไหวก่อนที่มันพลังทะลุทะลวงนั้นจะสลายหายไปเมื่อเหลือกำแพงไฟอีกเพียงสองชั้นเท่านั้น
เมื่อมาถึงตรงนี้ปักษาวายุจึงหมุนตัวด้วยความรวดเร็วหมุนควงด้วยแรงเหวี่ยงมหาศาลราวกับเป็พายุซะเอง จงอยปากเหล็กกล้าคล้ายปลายกระบี่ขนาดั์ยิ่งมองยิ่งไม่น่าดูพลังที่ส่งออกมาถึงกับทำให้นภากาศรอบๆสั่นไหว เมื่อจงอยปากนั้นปะทะเข้ากับกำแพงเพลิงมันก็ทะลวงผ่านไปได้อย่างง่ายดายราวกับไม่เคยปรากฏกำแพงเพลิงมาก่อน
บุรุษปริศนายังคงไพร่มือไปด้านหลังั้แ่ปลดปล่อยกำแพงไฟออกไปจนถึงตอนนี้สายตาของเขายังเ็าทั้งยังทอดสายตาไปเบื้องหน้าคล้ายกลับสนใจและคล้ายจะไม่สนใจ ความรุนแรงจากรัศมีการต่อสู้ไม่ได้ส่งผลต่อตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
ปักษาวายุยิ่งเกรี้ยวกราดสัตว์อสูรระดับสูงอย่างมันสติปัญญาล้วนไม่ได้ด้อยท่าทางของมนุษย์ผู้นี้ทำให้มันบังเกิดไฟโทสะขึ้นจนคลุ้มคลั่งเผาผลาญพลังตบะอย่างบ้าคลั่งแม้แต่พลังชีวิตก็ถูกนำมาใช้ใส่ลงไปในการโจมตีครั้งนี้ หากไม่ทำให้มนุษย์เบื้องหน้าร้องคร่ำครวญด้วยความเ็ปรวดร้าวมันคงไม่มีหน้าปกครองเผ่าปักษาของมันต่อไปได้!”
บุรุษปริศนาขยับกายเป็ครั้งแรกเขาก็รับรู้ถึงปณิธานของสัตว์อสูรวิเศษตนนี้เหมือนกันจึงไม่กล้าประมาทพลังตบะะเิออกอย่างเต็มที่สร้างแรงกดดันไปรอบด้านคลื่นแห่งความกดดันกดทับลงบนตัวของปักษาวายุอย่างหนักหน่วง
มือขวาของชายหนุ่มขยับพริ้วไหวด้วยท่วงท่าสง่างามบังเกิดนกไฟั์ตนหนึ่งขึ้นด้านหลังของเขาปราณพลังมหาศาลแผ่ออกมารอบทิศทาง
ไอร้อนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าทำให้หลินเฟยรู้สึกสดชื่นอย่างมากเพราะตัวเขาเองก็มีผลึกพลังธาตุไฟที่เข้มข้นอยู่ภายในร่างกาย แต่สัตว์อสูรอย่างปักษาวายุนั้นกลับแตกต่างมันรู้ซึ้งถึงความหวาดกลัวเป็ครั้งแรกแต่ก็สายเกินไปแล้ว
นกไฟที่งามสง่านั้นกระพือปีกหนึ่งครั้งแล้วจึงกลายเป็เส้นแสงสีแดงพุ่งเข้าหาปักษาวายุ มันกรีดร้องอย่างโหยหวนไม่มีทางให้ตอบโต้ท่าจู่โจมของมันล้วนมีไปแต่ไม่มีกลับบัดนี้ถูกนกไฟที่งามสง่าแผดเผาดับสลายเหลือเพียงผลึกสีแดงขนาดใหญ่ที่ร่วงลงมา
เมื่อมาถึงตรงนี้บุรุษปริศนาพลันยกมือขวาใช้พลังดึงผลึกสีแดงที่ปล่อยกลิ่นอายของฟ้าดินออกมาอย่างรุนแรงนั้นเข้ามาเก็บไปก่อนจะหยิบหยกสีเขียวใสออกมาก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้หลินเฟยใจสั่นสะท้าน
“เรียนผู้าุโอวิ๋นจื่อซือ ศิษย์หลัก หยางเทียน แห่งสำนักนภาดารา กำจัดเป้าหมายแล้วกำลังกลับสำนัก”
บุรุษปริศนาจากไปโดยไม่เหลือบแลหลินเฟยแม้สักนิด หลินเฟยเองยิ่งทำตัวให้ดูราวกับอากาศธาตุตัวแข็งทื่อลมหายใจสูดเข้าไม่กล้าปล่อยออกใบหน้ายามนี้เลิกลั่กอย่างที่สุดหัวใจเต้นกระหน่ำเร็วแรงรอจนอีกฝ่ายทะยานร่างผ่านตนไปไกลถึงจะกลับมาเป็ปกติ
“เชอะ ทำเป็วางมาด สำนักนภาดาราแล้วอย่างไรเล่าก็แค่สำนักอับดับหนึ่งในการประลองชิงจ้าวยุทธภพเมื่อสามปีที่แล้วไม่ใช่หรือ พลังเพียงแค่นั้นทำวางมาดต่อหน้าข้า? เหอะ รอก่อนเถอะปีหน้าเจอข้าแน่...ถ้าข้าได้กลับไปที่สำนักของข้าอ่ะนะ”
ประโยคสุดท้ายจบลงอย่างแ่เบาหลินเฟยหงุดหงิดที่อีกฝ่ายทำเป็ไม่เห็นตนอยู่ในสายตาแต่พลังของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาตะลึงอยู่ไม่น้อยเลย มาคิดๆดูแล้วจึงไล่เรียงถึงสำนักนภาดารา
“แต่ละภาคจะมีสำนักใหญ่อยู่ห้าสำนัก นภาดาราเป็สำนักใหญ่อับดับหนึ่งของภาคกลางอีกทั้งในการประลองศึกชิงสำนักเ้ายุทธภพ
รุ่นเยาว์ของพวกเขายังสยบทุกสำนักของราชวงศ์อื่นไว้ทั้งหมดกลายเป็สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าของทวีปเสวียนจุนนี้แม้ดินแดนเหนือจะไม่ได้เข้าร่วมแต่พวกเขาไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร และใครก็ไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับพวกเขา ดูเหมือนสำนักนภาดารานี้ยังไม่เป็ที่หนึ่งในใต้หล้าอย่างแท้จริงแฮะ”
หลินเฟยครุ่นคิดถึงสำนักโลหิตัที่เป็อันดับหนึ่งในภาคตะวันออกแม้จะเข้มแข็งเกรียงไกรแต่รุ่นเยาว์ของพวกเขาก็ยังพ่ายให้กับสำนักนภาดาราในปีนั้น
.
.
.