เพียงคำบอกเล่าของเด็กๆก็ทำให้ผู้ใหญ่บ้านถึงกับหน้าตื่นมาสอบถามความจริงสีหน้าจริงจังใจเปี่ยมด้วยความหวังนั้น ทำเอาหันซู่ถึงกับต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อ
“วันละหนึ่งชั่วยามเท่านั้น” ฉู่ห่าวหรานเอ่ยเสียงเรียบแม้บนใบหน้ามีรอยแผลขนาดใหญ่ แต่ดูเหมือนผู้คนที่นี้จะไม่สนใจอะไรนักผิดกับยามที่เขาอยู่เมืองหลวง เขาล้วนต้องพบเจอสายตาเวทนา สงสาร เห็นใจ เศร้าใจรังเกียจและหวาดกลัว เขาต้องรับมือกับสายตาเหล่านี้จนใจด้านชา
“ช่างดีเหลือเกิน เป็วาสนาของพวกเราโดยแท้”
“จะเรียนรู้ได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนเอง”
“เื่นั้นพวกเราทราบดีขอรับ”
“ข้าบอกเด็กๆ ไปแล้วอีกสองวันมาเตรียมตัวมาเรียนได้”
“ขอรับ แล้วเื่ค่าตอบแทน...”
“เื่นั้นข้าไม่...”
“แน่นอนย่อมต้องมีค่าตอบแทน”เยว่ซินรีบพูดแทรกขึ้น นางหันไปขยิบตาให้ฉู่ห่าวหรานก่อนแล้วจึงเอ่ย“ใต้เท้าฉู่เคยสั่งสอนองค์ชายองค์หญิงมาก่อน ยอมไม่ธรรมดาแน่นอนหากแต่รักสันโดษและใช้ชีวิตสมถะ การเงินของใต้เท้าไม่ลำบากแต่ถ้าไม่คิดเงินเลยก็ดูจะไม่เป็ธรรมต่อนายท่านของเรานัก เอาอย่างนี้ พวกเ้าหาคนมาซ่อมแซมคฤหาสน์ของนายท่านหน่อยจะเป็ไร ตรงไหนที่รกก็จัดการเสียกำแพงที่เป็ช่องก็หาอะไรมาปิดให้มิดชิด ไม่ต้องรีบร้อน พ่อแม่ของเด็กคนไหนว่างก็มาช่วยกันทำ”
“ถ้าเป็เื่เล็กน้อยเหล่านี้ พวกเรายินดีทำขอรับ”
“เช่นนั้นก็ถือว่าเราเข้าใจตรงกันแล้วนะ”เยว่ซินยิ้มร่า “อ้อ เื่เวรยามที่คุยกันไว้ ท่านจัดการเรียบร้อยแล้วรึ”
“เรียบร้อยแล้ว ผลัดเวรกันดูแลจนกว่าจะมั่นใจว่าหมาป่าไม่กลับมาอีก”
“ดีแล้ว”
“เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อนจะได้เตรียมตัวส่งเด็กๆ มาเรียนหนังสือกันที่นี่”
“ค่อยๆ เดินนะ ข้าไม่ไปส่ง”
ผู้ใหญ่บ้านผงกศีรษะให้นางเล็กน้อยแล้วหันไปประสานมือคารวะฉู่ห่าวหรานแล้วจึงเดินจากไปด้วยใบหน้าเบิกบาน
“แม่นางเหอเหตุใดท่านพูดเช่นนั้น”
“ประโยคไหน” นางเลิกคิ้วจ้องหน้าหันซู “ข้าพูดไปตั้งเยอะ”
“ท่านก็รู้ว่า...”
“อ้อ!เื่ที่ท่านฉู่ไม่ลำบากเื่เงินนะหรือ?” นางตบหน้าผากตัวเอง“เื่แบบนี้มีใครไม่รู้บ้าง ฮ่องเต้พระราชทานสิ่งใด ใต้เท้าปฏิเสธไปหมดสิ้นสกุลฉู่เหลือท่านราชครูเพียงผู้เดียว ยามเดินทางออกจากเมืองหลวงไม่นำพาบ่าวไพร่ออกมาด้วย พร้อมทั้งจวนเดิมก็ส่งคืนในราชสำนัก ออกจากเมืองหลวงราวกับผู้เดินทางไปบำเพ็ญเพียรแต่กระนั้น ฮ่องเต้ทรงเมตตา พระราชทานที่ดินบริเวณนี้ให้ไดู้เาลูกหนึ่งย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว”
“แม่นางเหอ!”ใบหน้าหันซูกลายเป็เขียวคล้ำด้วยความโกรธ นั้นเป็เื่ที่ผู้อื่นร่ำลือกันไปเอง แท้จริงแล้วฮ่องเต้มิได้พระทัยดีขนาดนั้น ทรงอ้างโน้นอ้างนี้ขับไล่ไสส่งทางอ้อมต่อให้คนหูหนวกตาบอดยังรู้ว่าเจตนาของพระองค์้าสิ่งใด
“อ้าวไม่ใช่เื่นี้รึ”นางแสร้งทำหน้าครุ่นคิดแล้วเอ่ย “ข้ารู้ว่าท่านฉู่มีความรู้ความสามารถไม่เช่นนั้นจะเป็ราชครูได้อย่างไร” หญิงสาวหัวเราะร่า“แต่ท่านจะกอดเก็บความรู้ไว้ทำไมกันหรือแค่เขียนตำราทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังก็พออย่างนั้นหรือ?ข้าเองก็ไม่ได้ร่ำเรียนเขียนอ่านสูงส่งอะไรนัก แต่เชื่อว่าหากนำความรู้นั้นมาสั่งสอนคนให้เป็คนยิ่งขึ้นย่อมดีกว่าความรู้ที่มีบันทึกไว้ในกระดาษ”
ถ้อยคำของหญิงสาวทำให้ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าระบายยิ้มอยู่เสมอเยว่ซินไม่เคยหลบตาเขาสักครั้ง ราวกับไม่มีสิ่งใดทำให้หวาดกลัว นางอายุเท่าไหร่กัน สิบหกหรือสิบเจ็ดเหตุใดจึงเหมือนผ่านอะไรมากมาย สิ่งแวดล้อมแบบใดกันที่ส่งผลให้นางยังคงยิ้มเช่นนี้ได้
“ข้าจะกลับไปพักผ่อน” เขาหมุนล้อรถเข็นเพื่อจะกลับที่พักแต่เยว่ซินกลับะโมาขวางไว้ก่อน
“นี่เ้า!” หันซูหลุดปากตวาดเยว่ซินออกมา
“ก็บอกให้เรียกข้าว่าเยว่ซิน”นางแลบลิ้นใส่หันซู แล้วหันมายิ้มหวานใส่ชายบนรถเข็น “ท่านก็คิดเหมือนกันใช่ไหมให้ชาวบ้านมีความรู้ย่อมดีกว่าให้พวกเขาโง่งมแล้วตกเป็เพียงเบี้ยล่างมันเป็เื่น่าเศร้าที่ความเป็ความตายของประชาชนขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของเหล่าขุนนาง”
ดวงตาคมกริบตวัดมองแม้เพียงวูบเดียว นางก็เห็นได้ถึงเพลิงโทสะในดวงตาของเขาเยว่ซินฉลาดพอที่จะไม่สะกิดแผลในใจเขาไปมากกว่านี้ นางยังคงทำหน้าทะเล้นแล้วเปลี่ยนเื่
“วันก่อนได้ข้าถลกหนังหมาป่าไว้ให้ท่านแต่ข้าอ่อนด้อยเื่งานเย็บปัก เกรงว่าลงกรรไกรตัดแล้วจะเสียของข้าจึงอยากถามว่าท่านอยากได้อะไรเป็พิเศษหรือไม่”
เขาไม่ได้ตอบนางเพียงแค่ส่งสัญญาณให้หันซูเข็นรถกลับเรือนของตน เยว่ซินไม่ได้ขวางทางอีกแต่เดินตามเขาไปด้วย
“นี่ๆแล้วอาหารที่ข้าเตรียมให้ทุกมื้อ ท่านชอบหรือไม่” นางยังคงเดินตามเขา แม้อีกฝ่ายมีสีหน้าราบเรียบเช่นเดิม “ข้านี่ก็ถามอะไรโง่ๆท่านกินหมดก็แสดงว่าถูกปากสินะ”
หันซูกลอกตามองบนสตรีนางนี้ช่าง...ช่างมีความมั่นใจอย่างล้นเหลือที่สำรับอาหารของนายท่านหมดเกลี้ยงเพราะเขาต่างหาก จะว่าไป นายท่านก็กินอาหารได้มากกว่าปกติเอาเถอะ ถือว่าทำให้เขารอดพ้นเคราะห์กรรมเื่อาหารการกินของนายท่านไปได้
“ข้ายังมีต้องเื่คุยใต้เท้าฉู่”นางก้าวตามไปด้วย แต่เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงบ่าวชายเรียกจากด้านหลังนางจึงจำใจหยุดเดินแล้วหมุนตัวหันกลับมา
“มีเื่ใดอีก”นางแยกเขี้ยวใส่ “ถ้าเรียกชื่อข้าอีก ข้าคิดสิบอีแปะ!”
“เอ่อ..”บ่าวชายถึงกับสะอึกแล้วหดคอเหมือนเต่าในกระดอง “มะ...มีคน้าพบคุณหนูขอรับเขาบอกว่าชื่ออาหยวนเป็ช่างตีเหล็ก”
“ช่างตีเหล็ก...อ้อ...ข้าจะไปประเดี๋ยวนี้ล่ะ” นางยิ้มแหยลืมไปว่าตัวเองนัดหมายกับช่างตีเหล็กเอาไว้นางก้าวเท้าตามบ่าวรับใช้ได้สองสามก้าวก็นึกอะไรบางอย่างออกล้วงมือในอกเสื้อหยิบตลับยาออกมาจังหวะหมุนตัวกลับส่งเสียงเรียกพร้อมปาตลับยาในมือออกไป
“หันซู!”
ปฏิกิริยาของหันซูรวดเร็วตามที่เยว่ซินคิดไว้ไม่ผิดเขาหันกลับมายกมือขึ้นรับตลับยาไว้ได้ทัน หญิงสาวยกนิ้วโป้งให้แล้วะโออกไป
“นั้นเป็ยาสมานแผลสูตรลับที่ประเมินค่ามิได้ ทาบริเวณที่เป็รอยแผลเป็จะทำให้รอยแผลจางลง”นางเห็นแววตาลังเลของพ่อบ้านแล้วก็หัวเราะออกมา “ลองทดสอบดูก็ได้ มิใช่ยาพิษหรอกอ้อ! ใต้เท้าฉู่ลานด้านหลังยังว่างอยู่ ข้าขออนุญาตทำคอกเลี้ยงไก่นะ”
“เลี้ยงไก่?”
“ตอนเย็นมีบะหมี่ไข่กับเกี๊ยวกุ้งด้วยท่านอยากกินอะไรเพิ่มอีกไหม”
“กุ้ง?” หันซูประหลาดใจ นางซื้อกุ้งมาจากที่ใด
“อืมกุ้งแม่น้ำ แล้วตอนเย็นข้าจะไปกินข้าวด้วย” นางไม่รอให้อีกฝ่ายได้โต้ตอบอะไร รีบเดินเร็วๆ ไปพบคนที่นัดหมายไว้
“หันซู”ฉู่ห่าวหรานเอ่ยขึ้น
“ขอรับ” หันซูมัวแต่นึกถึงอาหารที่จะได้กินเย็นนี้ก็ทำให้สติหลุดไปชั่วขณะ
“กลืนน้ำลายของเ้าเสีย”
“ขอรับ!” หันซูรีบกลืนน้ำลายลงคอทันที
ฉู่ห่าวหรานกลอกตาแล้วระบายลมหายใจเบาๆ “เ้าตรวจสอบยาตลับนั้น”
“ขอรับ” เขาเปิดตลับยาขึ้นดมกลิ่นแต่ยังไม่กล้าแตะต้องเพราะเกรงจะมีพิษ
“เ้าคิดว่านางมีวรยุทธ์หรือไม่”
“จะลองหาทางทดสอบนางดูขอรับนายท่านคิดว่านาง...”
“ข้าก็ไม่รู้ว่าเหอเยว่ซินตัวจริงเป็เช่นไรหรือสิ่งที่เราได้ยินเป็เพียงการปล่อยข่าวให้เชื่อว่านางเป็เช่นนั้น”
ฉู่ห่าวหรานกล่าวไปตามที่คิดแต่ถ้อยคำที่นางเอ่ยกับเขานั้น ทุกถ้อยคำกรีดลึกที่หัวใจของเขา จนเผลอกำมือแน่นทว่าความเ็ปนั้นกลับทำให้เขาแค่นยิ้มออกมา
นางคิดว่าจะเปลี่ยนอะไรได้หรือ?
อุดมการณ์เ่าั้มันเป็เพียงภาพเพ้อฝันในวันวาน
เอาเถอะเขาจะลองเล่นสนุกกับนางดูสักหน่อยหรือเป็เพราะฮ่องเต้ยังคงเคลือบแคลนในตัวเขาอยู่ เขาวางมือลงบนหน้าขาของตัวเอง ต้องสูญเสียเท่าไหร่ จึงจะยืนยันได้ว่าเขาคือผู้บริสุทธิ์!