คำพูดของหลินฝูช่างตรงไปตรงมาและเป็ความจริงที่โหดร้าย แต่เมื่อเทียบกับการที่มีความสำเร็จในการบำเพ็ญเพียรอย่างจำกัด การได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้บำเพ็ญเซียนสำหรับหลายคน ก็นับว่าน่าพึงพอใจมากแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรต่อให้อ่อนแอเพียงใด อย่างไรเสียก็ยังเป็ผู้บำเพ็ญเพียร เมื่อเทียบกับเหล่าปุถุชนทั่วไปแล้ว ย่อมแข็งแกร่งกว่าหลายเท่าตัว ดังนั้นหลังจากเกิดความวุ่นวายอยู่ครู่สั้น ๆ ทุกคนก็ค่อย ๆ สงบลง
บางคนถึงกับแอบตัดสินใจในใจว่า ภายในสิบปีนี้ต้องพยายามมีบุตรให้ได้มากที่สุด เพื่อ่ชิงทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรมาให้ได้มากขึ้น
ต่อจากนั้น หลินฝูได้เชิญผู้าุโของตระกูลท่านหนึ่งมาเพื่อให้คำแนะนำในการบำเพ็ญเพียรแก่เหล่าเขยแต่งเข้าตระกูล
โจวลั่วนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่งพลางจ้องมองการบรรยายของผู้าุโตรงหน้าด้วยสายตาเป็ประกาย โดยไม่กล้าละสายตาหรือวอกแวกแม้แต่น้อย
ในเวลานี้โจวลั่วยังเป็เพียงคนธรรมดา นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ัักับความรู้ด้านการบำเพ็ญเพียร เขาจึงมีความกระหายใคร่รู้เป็อย่างยิ่ง ราวกับอยากจะดูดซับความรู้ทั้งหมดให้หมดสิ้นในคราวเดียว
เหล่าเขยแต่งเข้าตระกูลคนอื่น ๆ ก็ไม่ต่างจากเขา ทุกคนต่างตั้งใจฟังคำสั่งสอนของผู้าุโด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทว่าผู้าุโท่านนี้เพียงแค่อธิบายวิธีการบำเพ็ญเพียรเบื้องต้นและแนะนำระบบการบำเพ็ญเพียรคร่าว ๆ เท่านั้น ระดับการบำเพ็ญเพียรเรียงจากต่ำไปสูงได้แก่ ระดับฝึกปราณ ระดับกลั่นปราณ ระดับจินตาน ระดับหยวนอิง...
สิ่งที่ผู้าุโสอนเป็เพียงพื้นฐานการเข้าสู่ระดับฝึกปราณเท่านั้น
ระดับฝึกปราณแบ่งออกเป็เก้าชั้น แม้ผู้าุโจะสอนเพียงการเริ่มต้น แต่ความเข้าใจในการบำเพ็ญเพียรหลังจากนั้นย่อมต้องขึ้นอยู่กับตัวบุคคล อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ได้เปิดประตูบานใหม่สู่โลกกว้างให้กับทุกคนที่อยู่ที่นี่
เมื่อผู้าุโและหลินฝูจากไป เหล่าเขยแต่งเข้าตระกูลภายในสวนก็เริ่มสนทนากันอย่างออกรส ในฐานะคนที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันและไม่เคยบำเพ็ญเพียรมาก่อน ในยามนี้พวกเขาต่าง้าใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ
โจวลั่วกลับไม่ได้สนใจเื่เหล่านี้นัก เพราะเขาได้รับคำรับรองจากหลินชิงหานแล้วว่าหากมีปัญหาใดสามารถไปสอบถามนางได้โดยตรง ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าเดินจากไป ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็พลันเข้ามาขวางหน้าเขาไว้ โจวลั่วมองอีกฝ่ายพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ตอนที่ฟังผู้าุโสอนเขาก็สังเกตเห็นชายผู้นี้แล้ว อีกฝ่ายมักจะลอบมองเขาด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความริษยาอยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้ทำให้เขาค่อนข้างสับสนว่าตนเองไปล่วงเกินชายตรงหน้าตอนไหนกัน
“มีธุระอะไรหรือ?” เขาถาม
“ไม่มีอะไร ข้าแค่สงสัยว่าขยะที่มีรากปราณเพียงระดับเก้าอย่างเ้า ถูกเลือกให้เข้ามาอยู่ในกลุ่มคุณภาพเยี่ยมได้อย่างไร” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยวาจาเชือดเฉือน ทำให้สีหน้าของโจวลั่วหมองลงทันที
“จะบอกว่าเ้ากำลังกังขาในสายตาของผู้ดูแลหลินอย่างนั้นหรือ?” โจวลั่วสวนกลับไปทันควัน
เมื่อได้ยินชื่อของหลินฝู ใบหน้าของชายผู้นั้นก็ปรากฏร่องรอยแห่งความตื่นตระหนกวูบหนึ่ง แต่เขาก็สงบอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว เขาอ้าปากคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ทำเพียงแค่แค่นเสียงเหอะหนึ่งครั้ง แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป
“ช่างไร้สาระสิ้นดี!” โจวลั่วที่จู่ ๆ ก็ถูกคนเขม่นรู้สึกอ่อนใจอย่างบอกไม่ถูก
“เขาชื่อจางต้าเปิ่น มีรากปราณระดับแปด ที่เขามีท่าทีเป็ศัตรูกับเ้าก็เพราะไม่พอใจที่คนที่มีรากปราณระดับเก้าอย่างเ้าถูกเลือก แต่เขากลับไม่ได้รับสิทธิ์นั้น”
ทันใดนั้น เสียงที่ราบเรียบเสียงหนึ่งดังขึ้น โจวลั่วหันไปมองพบว่าเป็ชายหนุ่มสวมชุดยาวสีเขียวอ่อน ยังไม่ทันที่โจวลั่วจะเอ่ยถาม ชายผู้นั้นก็ประสานมือคารวะ
“สวี่ฉางเซิง”
“โจวลั่ว” โจวลั่วคารวะตอบ
เขาจำได้ว่าคนผู้นี้มีรากปราณระดับเจ็ด และถูกเลือกเมื่อวานนี้เช่นกัน เขยแต่งเข้าตระกูลชุดนี้มีเพียงแปดคนที่ถูกเลือกให้เข้าสู่กลุ่มคุณภาพเยี่ยม ซึ่งคนในกลุ่มนี้จะได้แต่งงานกับสตรีที่มีภูมิหลังโดดเด่นกว่าผู้อื่น อย่างเช่นหลินชิงหานที่บิดามารดาพอจะมีฐานะในตระกูลหลิน สามีรุ่งโรจน์เพราะภรรยา นี่คือเอกสิทธิ์ที่จางต้าเปิ่นกล่าวถึงนั่นเอง ไม่แปลกเลยที่เขาจะมีความแค้นเคืองถึงเพียงนี้
“คนประเภทนี้เ้าอย่าได้ไปใส่ใจเลย” สวี่ฉางเซิงกล่าวปลอบ โจวลั่วมีสีหน้าไม่เข้าใจ สวี่ฉางเซิงจึงอธิบายต่อ “เพราะหลังจากผ่านพ้นเมื่อวานไปแล้ว พวกเรากับคนอย่างเขาก็อยู่กันคนละโลกแล้ว...”
เหล่าผู้ที่ตกเป็เขยแต่งเข้าตระกูล ไม่ว่าจะรากปราณระดับเก้าหรือระดับแปด ความจริงแล้วก็ไม่ได้ต่างกันนัก ต่อให้มีศักยภาพในการบำเพ็ญเพียรสูงเพียงใด สุดท้ายก็เป็ได้เพียงเครื่องมือผลิตทายาท และชีวิตนี้คงไม่อาจบรรลุความเป็ะได้
ในเมื่อเป็เช่นนี้ ฐานะภายในตระกูลหลินหลังจากนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งฐานะสูงเท่าไหร่ ทรัพยากรและสิทธิ์ที่ได้รับย่อมดีกว่าแน่นอน ตามคำบอกเล่าของสวี่ฉางเซิง ทั้งแปดคนที่ได้รับเลือกเข้าสู่กลุ่มคุณภาพเยี่ยมนั้น สตรีที่พวกเขาแต่งงานด้วยล้วนเป็ผู้มีฐานะระดับกลางของตระกูลหลิน ซึ่งสูงกว่าพวกที่แต่งเข้าสู่ครอบครัวระดับล่าง
ต่อให้นางจะไม่ชอบหน้าพวกเขาสักเพียงใด แต่ฐานะและตำแหน่งก็ยังคงอยู่ ดังนั้นจากนี้ไปพวกเขาทั้งแปดจึงถือว่าอยู่คนละระดับกับเหล่าเขยแต่งเข้าตระกูลคนอื่น ๆ แล้ว
สวี่ฉางเซิงบอกกับโจวลั่วว่า เมื่อมีที่พึ่งพิงแล้วก็ต้องรู้จักดูทิศทางลมและแสวงหาผลประโยชน์ให้มากที่สุด อย่าได้ปล่อยให้เื่เล็กน้อยเช่นนี้มาขัดขวาง โจวลั่วรับฟังพลางครุ่นคิด
ระหว่างทางกลับ โจวลั่วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรที่มารดาของหลินชิงหานมอบให้เขาเป็การส่วนตัว ดูเหมือนเขายังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองจึงมองไม่เห็นข้อได้เปรียบที่อยู่รอบตัว
“อยากตายนักหรือ?”
ทันใดนั้น เสียงสตรีเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหูของโจวลั่ว ไม่ทันที่เขาจะได้เงยหน้ามอง พลังปราณสายหนึ่งก็พุ่งเข้ากระแทกร่างของเขา วินาทีต่อมา ร่างของเขาก็กระเด็นลอยไปไกลก่อนจะตกลงกระแทกพื้นอย่างแรง
โจวลั่วที่กำลังมึนงงพยายามฝืนความเ็ปพยุงตัวลุกขึ้น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือสตรีโฉมงามที่แต่งกายหรูหราผู้หนึ่ง นางสวมชุดกระโปรงรัดอกสีขาวนวลที่ขับเน้นรูปร่างอันสมบูรณ์แบบออกมาได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะผิวขาวนวลตรง่อกที่ทำให้ผู้มองถึงกับตาพร่า นางจ้องมองโจวลั่วด้วยสายตาเรียบเฉย รอบกายแผ่แสงปราณจาง ๆ ออกมา
สาวใช้ของหลินซินที่อยู่ข้างกายตวาดขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว “เ้าเดินไม่ดูทางหรืออย่างไร? ไม่เห็นหรือว่าคุณหนูสามอยู่ที่นี่!”
โจวลั่วกุมหน้าอก ใบหน้าซีดขาวเล็กน้อย เมื่อครู่เขากำลังจดจ่ออยู่กับคำพูดของสวี่ฉางเซิงจนไม่ทันสังเกตว่ามีคนเดินสวนมา แต่อีกฝ่ายสามารถเอ่ยเตือนได้ ทว่ากลับเลือกที่จะลงมือทันที ทำให้ในใจของโจวลั่วรู้สึกสลดใจขึ้นมาบ้าง ค่านิยมที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอมันช่างรุนแรงและตรงไปตรงมาเกินไป โจวลั่วที่เติบโตมากับการศึกษาที่เน้นความเท่าเทียมในชาติก่อนจึงยากจะยอมรับได้
“เป็ใบ้ไปแล้วหรือ?”
สาวใช้ที่ทำท่าทางยะโสผู้นั้นเห็นโจวลั่วเงียบไปจึงแผดเสียงถาม หากเป็เมื่อก่อนโจวลั่วคงะเิโทสะไปแล้ว แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ฐานะของเขาคือเขยแต่งเข้าตระกูล เป็เพียงเครื่องมือผลิตทายาท ต่อให้ฝ่ายนั้นจะตีเขาจนตายก็คงไม่มีใครเดือดร้อนหรือใส่ใจ
เมื่อนึกถึงคำพูดที่หลินชิงหานเคยเตือนไว้ โจวลั่วจึงก้มหน้าลงและข่มความโกรธแค้นในใจพลางกล่าวว่า “ขออภัยด้วย เป็ข้าที่ไม่ระวังทางเอง”
“หากมีคราวหน้า ดวงตาคู่นั้นก็ไม่จำเป็ต้องเก็บไว้แล้ว” เสียงอันเ็าหลุดออกมาจากปากของคุณหนูสาม จากนั้นนางก็เดินผ่านโจวลั่วไปทันที
โจวลั่วกัดฟันแน่นโดยไม่ปริปากพูดอะไร มีเพียงสายตาที่มองตามนายบ่าวคู่นั้นไปด้วยความหมายบางอย่าง ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะมีความสุขกับการปรากฏของระบบและการได้รับเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เขาตระหนักได้อย่างกะทันหันว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะดีใจ ในตอนนี้เขายังเป็เพียงมดปลวกที่ใครจะเหยียบให้ตายเมื่อไหร่ก็ได้!
สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องรีบทำให้หลินชิงหานตั้งครรภ์โดยเร็วที่สุด เพื่อกระตุ้นให้ระบบมอบรางวัล
โจวลั่วคิดเช่นนั้น และจดชื่อของคุณหนูสามเอาไว้ในใจเงียบ ๆ