อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 103 วิบากกรรมตระกูลแบล็ควิง

            เมื่อกลับมาถึงปราสาทสิ่งที่เออร์วินได้เจอก็คือแม่ของเขาราชินีเอลิเซียที่ยืนรอพร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้าอยู่ ขณะที่เขากำลังยืนงงไม่เข้าใจราชินีเอลิเซียก็พูดว่า

            “ใจร้าย!”

            “ครับ?”

            “ใจร้ายที่สุด”

            “ฮะ? อะไรนะครับท่านแม่ใครใจร้ายครับ”

            “เออร์วินใจร้ายที่สุด”

            “เอ๊ะ?”

            “พักนี้ไม่เห็นมาสนใจแม่เลยนะ”

            “เอ่อ…”

            “ทั้งที่แม่เฝ้ารอทุกวันว่าเมื่อไหร่ลูกจะมาสอนแม่ทำอาหาร แต่ลูกก็ไม่มาเลยสักวันใจร้ายที่สุดเลย”

            ราชินีเอลิเซียทำหน้างอนแก้มป่องจนเออร์วินรับมือไม่ถูก เขาหันไปจะขอความช่วยเหลือจากเรเวน แต่พอหันไปมองด้านหลังก็พบว่า เรเวน ลูซี่และเดซี่ต่างก็เอาแต่ยืนนิ่ง ซึ่งเรเวนก็มองมาที่เขาพร้อมกับรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเห็นในวันที่โดนพี่สาวกับน้องสาวซ้อมในเช้าวันนั้น ก่อนที่เขาจะถูกแม่ของเขาหิ้วคอแล้วลากเข้าไปในครัว

            “ไม่สนแหละวันนี้ลูกต้องสอนไม่ทำอาหารไม่งั้นแม่ไม่ยอมแน่”

             

            “พวกเราปลีกตัวมาแบบนี้จะดีหรอคะ”

            ลูซี่ถามขึ้น เรเวนตอบว่า

            “ทำไมจะไม่ดีล่ะให้แม่ลูกเขาอยู่ด้วยกันดีออก”

            ลูซี่ดูท่าทางลังเลเล็กน้อยในขณะที่เดซี่ก็ถามถามขึ้นว่า

            “คือว่าหนูขอถามได้ไหมคะว่าที่หนูตื่นมาวิ่งตั้งแต่เมื่อวานนี้และที่วันนี้หนูต้องมา ฝึกทุ่มทั้งหมดเพื่ออะไรหรอคะ”

            เรเวนหยุดเดินทันทีหันกลับมามองเดซี่ด้วยสายตาไม่เชื่อถามว่า

            “เขาไม่ได้บอกอะไรเธอเลยเหรอ”

            เดซี่ส่ายหน้าช้าๆ เธอหันกลับไปถามลูซี่

            “เธอไม่ได้อธิบายอะไรให้น้องสาวเธอฟังเลยเหรอ”

            ลูซี่ตอบว่า

            “คือว่าฉันเข้าใจว่ามันเป็นความลับค่ะก็เลยไม่ได้บอกอะไรกับพวกน้องๆ เลย”

            เรเวนหันกลับมาถามเดซี่ว่า

            “แล้วโซอี้ไม่ได้บอกอะไรเธอเลยหรอ”

            หนึ่งในคนที่รู้แผนการของเออร์วินก็มีโซอี้อยู่ด้วยแม้ว่าเธอจะไม่รู้รายละเอียดมากก็ตาม แต่ที่ผ่านมานั้นคนที่มักอยู่กับโซอี้คือเดซี่ซึ่งซึ่งทั้งสองมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุด สาเหตุที่โซอี้มักจะอ่านหนังสืออยู่เสมอเพราะเธอมองว่าร่างกายของเธอที่เป็นแบบนี้มีสิ่งเดียวที่จะทำให้เป็นประโยชน์กับเออร์วินได้ก็คือการศึกษาหาความรู้ บวกกับเดซี่ที่พออ่านออกเขียนได้ก็ชอบที่จะศึกษาตำราต่างๆ เป็นอย่างมาก เดิมทีเรเวนคิดว่าโซอี้คงได้บอกเรื่องต่างๆ กับเดซี่บ้างแต่ไม่นึกเลยว่าเธอจะไม่ได้บอกอะไรเลย

            เรเวนถึงกับนวดขมับซึ่งก็โทษเธอไม่ได้และไม่สามารถโทษลูซี่ได้ เพราะเธอก็คงรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นความลับและโซอี้ก็เช่นกัน ถ้าจะโทษก็คงต้องโทษตัวการอย่างเออร์วินที่ลากพวกเธอเข้ามาเกี่ยวแต่แทบไม่บอกอะไรพวกเธอเลย เรเวนบอกกับสองพี่น้องว่า

            “คืนนี้พวกเธอก็มาที่ห้องฉันแล้วกัน”

            ลูซี่นั้นเข้าใจว่าเรเวนคงต้องการจะอธิบายสิ่งต่างๆ ให้น้องสาวเธอฟังแต่เดซี่ยังงงๆ อยู่ ทันใดนั้นลูซี่ก็ทักขึ้นว่า

            “นั่นเจ้าหญิงลิลิธนี่คะ”

            เรเวนหันไปมองพบว่าเป็นเจ้าหญิงลิลิธที่กลับมาจากการฝึกประจำวันเสร็จแล้วกำลังเดินมายังพวกเธอ แววตาและสีหน้าของเจ้าหญิงลิลิธยังคงความเย็นชาเหมือนเช่นทุกที พวกเรเวนที่เห็นเธอเดินมาต่างก็พากันหลีกทางพร้อมกับทำความเคารพด้วยการถอนสายบัว ทว่าเจ้าหญิงลิลิธกับทำเหมือนไม่เห็นพวกเธอโดยการเดินผ่านพวกเธอไป แต่เมื่อเธอเดินมาถึงหน้าเรเวนเธอกลับหยุดเดินก่อนจะพูดโดยไม่หันมามองเรเวน

            “วันนี้เขาก็ปลอดภัยดีใช่ไหม”

            เรเวนรู้ดีว่าคำว่าเขาที่เธอพูดถึงหมายถึงเออร์วินจึงตอบไปว่า

            “เรียนเจ้าหญิงเจ้าชายเออร์วินอยู่กับหม่อมฉันย่อมต้องปลอดภัยดีเพคะ”

            เรเวนพูดโดยเน้นคำว่าอยู่กับหม่อมฉันซึ่งเมื่อกระทบโสตของเจ้าหญิงลิลิธแล้วสร้างความรู้สึกขุ่นเคืองให้เจ้าหญิงลิลิธเป็นอย่างมาก ลิลิธรู้ดีว่าเรเวนต้องการยั่วโมโหเธอแต่เธอกลับเหลือบตามองก่อนจะตอบไปว่า

            “ดูแลเขาให้ดีถ้าเขาเป็นอะไรเธอไม่ได้ตายดีแน่”

            เรเวนยิ้มตอบยังไม่สะทกสะท้านหรือมีท่าทีหวั่นเกรง

            “สบายใจได้เพคะมีหม่อมฉันอยู่ด้วยจะไม่มีสายฟ้าผ่าลงมาบนร่างเขาเด็ดขาด”

            ลิลิธรู้ว่าเรเวนเสียดสีที่เธอเคยใช้เวทย์สายฟ้าผ่าใส่เออร์วินก็ขมวดคิ้วแล้วหันมาจ้องหน้าเรเวนตรงๆ ประกายรังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากตัวเธอจนลูซี่และเดซี่ก็ยังรู้สึกได้ หูของเดซี่หักลงหางของเธอก็ลู่ลงขนลุกไปทั่วร่างแตกต่างกับลูซี่ที่หูของเธอตั้งขึ้นพร้อมกับดึงตัวเดซี่มาหลบที่หลังเธอ ส่วนเรเวนนั้นกับจ้องมองสายตาของลิลิธยังไม่สะทกสะท้านใดๆ ทั้งสิ้นทั้งยังยิ้มเล็กน้อย

            เจ้าหญิงลิลิธกับเรเวนต่างก็จ้องมองกันอยู่อย่างนั้น ก่อนที่เจ้าหญิงลิลิธจะเป็นฝ่ายหันหน้ากลับไปแล้วก็พูดว่า

            “เพราะเออร์วินหรอกนะเธอถึงยังมีชีวิตอยู่แต่ถ้าฉันเห็นว่าเธอเป็นอันตรายกับเขาเมื่อไหร่ต่อให้เขาร้องขอชีวิตเธอด้วยตัวเอง…” พูดเพียงเท่านี้เจ้าหญิงลิลิธก็เดินจากไปโดยทิ้งเรเวนกับพวกลูซี่ว่าอย่างนั้น

            จนเมื่อเจ้าหญิงลิลิธเดินพ้นสายตาไปแล้วลูซี่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ส่วน เดซี่น้องสาวเธอนั้นกำชายเสื้อพี่สาวแน่นพร้อมกับยื่นหน้าออกมา เมื่อพบว่าว่าเจ้าหญิงลิลิธได้เดินจากไปแล้วก็ถอนเช่นเดียวกับพี่สาว ลูซี่หันไปถามเรเวนด้วยความสงสัยว่า

            “ดูเหมือนเจ้าหญิงลิลิิธจะไม่ค่อยชอบคุณเรเวนเลยนะคะ”

            เรเวนยิ้มให้ลูซี่ก่อนจะตอบว่า

            “ความจริงแล้วเธอไม่ชอบพวกเราทุกคนเลยต่างหาก”

            “เอ๊ะ? ทะทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะคะ” ลูซี่ไม่เข้าใจว่าทำเหมือนเจ้าหญิงลิลิธถึงไม่ชอบพวกเธอ จนความคิดหนึ่งหัวซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเกือบจะหลงลืมมันไปแล้วเพราะความเป็นมิตรของผู้คนในปราสาทแห่งนี้ ทันใดนั้นเธอก็หน้าซีดขึ้นมาทันทีก้มหน้าถามเรเวนไปว่า “หรือว่าจะเป็นเพราะพวกเราเป็นเผ่ามารหูสัตว์ใช่ไหมคะ”

            คำถามของลูซี่พลอยทำให้เดซี่หน้านึกถึงความทรงจำแย่ๆ ขึ้นมาจนหน้าซีดไปด้วย ทว่าเรเวนกลับยิ้มให้เธอแล้วตอบว่า

            “มันไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นหรอก”

            “เอ๊ะ?” ลูซี่อุทานด้วยความแปลกใจ “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอคะ”

            “ก็แหงสิฉันบอกแล้วนี่ว่าเธอไม่ชอบพวกเราทุกคนทั้งฉันและโซอี้ก็ด้วย”

            ลูซี่ลองคิดตามจึงพบว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นสาเหตุที่เจ้าหญิงลิลิธไม่ชอบพวกเธอก็คงเป็นสาเหตุอื่น เพราะทั้งเรเวนและโซอี้ต่างก็ไม่ใช่เผ่ามารหูสัตว์เช่นเดียวกับพวกเธอ

            “ถะ ถ้าอย่างนั้นมันเป็นเพราะสาเหตุอะไรกันแน่คะที่ทำให้เจ้าหญิงลิลิตไม่ชอบพวกเรา” ลูซี่สงสัยและอยากรู้สาเหตุเพื่อที่เธออาจจะสามารถแก้ไขได้แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นว่า

            “เพราะพวกเราใกล้ชิดกับน้องชายสุดที่รักของเธอไงล่ะ”

            “เอ๊ะ?” ลูซี่เข้าใจว่าตัวเองหูฝาดซึ่งเดซี่ที่เอาแต่จ้องหน้าเรเวนเขม็งก็ไม่ต่างกัน ทั้งสองพี่น้องต่างไม่เข้าใจว่าการที่พวกเธอใกล้ชิดครับเจ้าชายเออร์วินจะทำให้เจ้าหญิงลิลิธไม่ชอบพวกเธอได้ยังไง จนเมื่อได้ยินเรเวนพูดว่า

            “เจ้าหญิงลิลิธก็แค่พี่สาวที่หวงน้องชายจนเกินพอดี และเธอก็ไม่ชอบผู้หญิงทุกคนที่มาข้องแวะกับน้องชายเธอก็แค่นั้น”

            ลูซี่นิ่งไปทันทีเธอไม่นึกว่าเหตุผลที่เจ้าหญิงลิลิธจะเป็นเรื่องนี้ทำเอาเธอพึมพำออกมาว่า

            “ก็แค่พี่สาวที่หวงน้องชายเท่านั้นหรอ”

             

            เจ้าหญิงลิลิธกลับมาที่ห้องของตนพบว่าเกรซสาวใช้ส่วนตัวได้รออยู่ก่อนแล้วพร้อมกับเตรียมน้ำให้อาบไว้เรียบร้อย เกรซหันมาทำถอนสายบัวให้เธอ

            “เจ้าหญิงลิลิธเกรซเตรียมน้ำอาบพร้อมแล้วเพคะ”

            ลิลิธพยักหน้าก่อนจะได้ทำการถอดเสื้อแล้วลงไปในถังน้ำที่เกรซเตรียมไว้ โดยมีเกรซคอยทำการปรนนิบัติ ขณะที่เธอกำลังอาบน้ำโดยให้เกรซขัดถูตามร่างกายให้อยู่นั้นก็ถามขึ้นว่า

            “ได้ข้อมูลอะไรมาจากผู้หญิงตระกูลแบล็ควิงคนนั้นบ้าง”

            เกรซตอบว่า

            “ตามข้อมูลที่ได้มานั้นปัจจุบันตระกูลแบล็ควิงนั้นแทบจะเรียกได้ว่าล่มสลายทั้งตระกูลแล้วค่ะ”

            “ล่มสลาย?”

            เกรซพยักหน้า

            “อย่างที่เกรซได้แจ้งเจ้าหญิงไปในคราวก่อนว่าตระกูลแบล็ควิงนั้นเป็นตระกูลของมือสังหาร ที่มีเวทย์ประจำตระกูลเป็นเวทย์เคลื่อนย้ายผ่านเงา ตามข้อมูลที่ได้รับมาตระกูลแบล็ควิงนั้นได้รับใช้กษัตริย์ของอาณาจักรหนึ่ง ที่อยู่ไกลจากที่นี่มากดูเหมือนว่าอาณาจักรนั้นจะเกิดเรื่องภายในเกี่ยวกับการชิงราชบัลลังก์แล้วตระกูลแบล็ควิงได้สนับสนุนเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งจนขึ้นครองราชย์ได้สำเร็จ แต่ว่าหลังจากที่คนๆ นั้นได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว สิ่งแรกที่เขาทำคือฆ่าล้างตระกูลแบล็ควิงทั้งหมด ส่วนที่ใช้คำว่าเกือบจะล่มสลายนั้นเพราะดิฉันเองก็นึกไม่ถึงว่าจะมีสายเลือดของตระกูลแบล็ควิงมาอยู่ที่นี่ได้เพคะ”

            ลิลิธที่ฟังอยู่ก็ถามว่า 

            “เป็นไปได้ไหมที่เธออาจจะมาจากตระกูลอื่นที่ไม่ใช่ตระกูลแบล็ควิง”

            เกรซที่อยู่ด้านหลังเธอนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นที่เรเวนมุดออกจากเงาของเออร์วินแล้วพาเขาหลุดพ้นจากมือขนาดใหญ่ที่ร่างอัญเชิญขึ้นเงาของมาร์ควิสราฟาเอลฟาดลงมาก็ส่ายหน้าทันทีก่อนจะตอบว่า

            “เป็นไปไม่ได้หรอกเพคะเวทย์ที่เธอคนนั้นใช้เป็นเวทย์ประจำตระกูลของตระกูลแบล็ควิงไม่ผิดแน่เพคะเจ้าหญิงลิลิธ”

            ลิลิธหลับตาลงแล้วถามว่า

            “แล้วคนที่หักหลังตระกูลแบล็ควิงคนนั้นพอมีข้อมูลมั้ย”

            เกรซพยักหน้ากว่าจะตอบว่า

            “เขาคือเบเนดิกพระราชาคนปัจจุบันของอาณาจักรชีวาส เพียงแต่ว่าในตอนที่เขาลงมือกับตระกูลแบล็ควิงกลับมีคนอื่นอยู่ด้วยเพคะ”

            ลิลิธลืมตาขึ้นมาแล้วถามว่า

            “ใคร?”

            เกรซเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า

            “เป็นหนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์เพคะเจ้าหญิง”

            ลิลิธขมวดคิ้วทันที

            “สิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์?” แน่นอนว่าในฐานะเจ้าหญิงรู้จักตำแหน่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์ดี แม้ว่าตำแหน่งนี้จะมีเพียงสิบสองคนทั้งยังมีการผลัดเปลี่ยนเมื่อคนเก่าตายลงแต่ไม่ว่าใครจะมารับตำแหน่งต่อ ชื่อเสียงในเรื่องความแข็งแกร่งของพวกเขานั้นก็เป็นที่เลื่องลือมาโดยตลอด แม้ว่าเธอจะไม่เคยเผชิญหน้ากับอัศวินศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่คนเดียว แต่เธอก็ไม่คิดจะดูถูกคนพวกนั้นเด็ดขาด เจ้าหญิงลิลิธมีสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะถามว่า

            “แล้วเรื่องการชิงบัลลังก์และการฆ่าล้างตระกูลแบล็ควิงนั้นเกิดขึ้นนานหรือยัง?”

            “เรียนเจ้าหญิงเรื่องนั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เพคะ”

            ลิลิธเหลียวไปมองเกรซที่อยู่ด้านหลังพร้อมกลับทวนคำ

            “เพิ่งเกิดเรื่องเมื่อไม่นานมานี้งั้นเหรอ?”

            เกรซพยักหน้ายืนยัน

            “เป็นช่วงเวลาราวๆ 1 เดือนก่อนเพคะ”

            เมื่อลิลิธได้ยินว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเราราวๆ 1 เดือนก่อน เธอก็นึกถึงเหตุการณ์นั้นได้ทันทีเป็นเหตุการณ์เมื่อราวๆ 1 เดือนก่อน ที่เธอตื่นมาแล้วพบกับเรเวนนอนอยู่บนเตียงเดียวกับน้องชาย

            “เป็นช่วงเวลานั้นไม่ผิดแน่นะ?”

            “ไม่ผิดแน่นอนเพคะเจ้าหญิงตอนที่หม่อมฉันสามารถยืนยันได้ว่าเธอเป็นคนตระกูลแบล็ควิง หม่อมฉันฉันก็เกิดความลังเลจนไม่แน่ใจเพคะ เพราะด้วยระยะทางจากอาณาจักรชีวาสมาถึงเมืองไพร์ล็อกไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆ หากคำนวณเวลาระยะห่างจากเหตุการณ์ฆ่าล้างตระกูลแบล็ควิงบวกกับระยะทางที่ไกลมากมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะมาโผล่ที่นี่ได้ หากไม่ใช่เพราะว่าเวทย์เคลื่อนย้ายผ่านเงาที่เธอใช้เป็นตัวยืนยันล่ะก็ หม่อมฉันก็ไม่กล้าฟันธงเด็ดขาดเพค่ะว่าเธอคนนี้จะเป็นคนตระกูลแบล็ควิง”

            ลิลิธหันหน้ากลับไปก่อนจะถามว่า

            “แล้วพอทราบไหมว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้”

            เกรซตอบพลางขณะที่มือกำลังถูหลังให้ลิลิธว่า

            “สำหรับเรื่องนี้ทางเราเองก็ไม่ทราบเพคะเรารู้แต่เพียงว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นคือราอูลสมญานามของเขาก็คือ ราอูลขวานแสงอรุณ”

            ลิลิธพยักหน้าก่อนจะพูดว่า

            “คอยจับตาดูผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ฉันไม่สนหรอกว่าอดีตของเธอจะเป็นยังไง หรือจะมีเรื่องบาดหมางกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ยังไง ตราบใดที่เธอยังไม่ได้คิดร้ายกับเออร์วินก็ยังไม่ต้องทำอะไร ถ้าเธอแสดงท่าทีคิดร้ายต่อเขาแม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ลบการมีอยู่ของเธอให้หายไปซะ”

            เกรซรับคำว่า

            “รับทราบแล้วเพคะเจ้าหญิง”

            ลิลิธลุกขึ้นจากถังไม้โดยมีเกรซตามไปเช็ดตัวให้เธอก่อนจะช่วยเธอแต่งตัว ซึ่งเมื่อแต่งตัวเสร็จลิลิธก็พูดขึ้นมา

            “แต่เธอก็ไม่ธรรมดานะเกรซทั้งที่เรื่องที่เกิดขึ้นนี้อยู่ไกลกับไพร์ล็อกมาก แต่ก็ยังอุตส่าห์สืบมาจนได้ ทำเอาฉันสงสัยจริงๆ ว่าองค์กรที่อยู่เบื้องหลังเธอมีอิทธิพลมากขนาดไหนกันแน่”

            เกรซยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า

            “เป็นเรื่องเล็กน้อยเพคะเจ้าหญิงทุกสิ่งที่หม่อมฉันทำล้วนแต่เป็นไปตามหน้าที่ ส่วนองค์กรที่อยู่เบื้องหลังหม่อมฉันนั้นเจ้าหญิงจะทรงรู้แน่นอนเพคะ เมื่อได้เข้าเรียนที่อาณาจักรลูมิเนีย”

            ลิลิธพูดประชดเกรซว่า

            “ความลับเยอะเสียจริงนะ” ก่อนจะหันไปมองเกรซแล้วถามว่า “ถ้าอย่างนั้นพอจะตอบได้ไหมว่าเธอมาจากที่เดียวกับลาน่าใช่ไหม หรือว่าเรื่องนี้ก็ต้องรอให้ฉันไปเรียนที่อาณาจักรลูมิเนียก่อนถึงจะตอบได้”

            เกรซซยิ้มก่อนจะตอบว่า

            “ถ้าเรื่องนั้นหม่อมฉันตอบได้เพคะว่าทั้งหม่อมฉันและลาน่าพวกเรานั้นมาจากที่เดียวกัน”

            ลิลิตจ้องหน้าเกรซก่อนจะถามเธอว่า

            “แล้วองค์กรของพวกเธอคิดจะทำร้ายเออร์วินหรือเปล่า”

            แม้จะดูเหมือนเป็นการถามธรรมดาแต่น้ำเสียงของเธอคล้ายกับการสอบปากคำ เกรซกับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเธอยังคงยิ้มแย้มก่อน 

            “คนอื่นนั้นหม่อมฉันไม่สามารถตอบได้ แต่ว่าเกรซคนนี้จะทำทุกอย่างตามประสงค์ของเจ้าหญิงลิลิธเพคะ ทั้งการตัดสินว่าใครเป็นศัตรูหรือใครเป็นมิตรใครที่ควรช่วยเหลือและใครกันที่ควรถูกกำจัด”

            ลิลิธที่ได้ฟังคำตอบเช่นนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก

             


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน