หลังจากที่หลินเยี่ยนเจ๋อ น้องชายของหลินเยว่ซิงเข้ามานั่งในบ้านได้ไม่ทันถึงสิบห้านาทีดีก็ได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งเข้ามาจอดในที่จอดรถและอีกไม่กี่อึดใจต่อมาก็มีเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นก่อนที่ตัวจะปรากฏเสียอีก
“ไหนๆ เสี่ยวซิงอยู่ไหน เสี่ยวซิงกลับมาแล้วจริงๆหรือ”หลินหนิงเฉิง ผู้เป็บิดาของหลินเยว่ซิงกล่าวเสียงดังด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับเปิดประตูพรวดพราดก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาอย่างรวดเร็ว
เสียงของหลินหนิงเฉิงที่ดังขึ้นทำให้ทุกคนในห้องหันไปมองตามทิศทางที่มาของเสียงเป็ทางเดียวกัน
“คุณพ่อ” หลินเยว่ซิงยิ้มกว้างน้ำตารื้นคลอหน่วยทันทีที่เห็นหน้าของบิดา เธอลุกขึ้นยืนราวกับติดสปริงยังไม่ทันได้ก้าวเท้าออกไป หลินหนิงเฉิงก็เข้าประชิดถึงตัวเธอเสียแล้วเขาเอื้อมมือทั้งสองข้างขึ้นแล้วรั้งร่างลูกสาวเข้าไปกอดด้วยมืออันสั่นเทา
“เสี่ยวซิง เสี่ยวซิงจริงๆด้วย พ่อดีใจที่สุดเลยในที่สุดลูกสาวพ่อก็กลับมา” หลินหนิงเฉิงละล่ำละลักกล่าวด้วยความดีใจ
"หนูก็ดีใจค่ะ หนูคิดถึงคุณพ่อ คุณแม่และเสี่ยวเจ๋อที่สุดเลยค่ะ” หลินเยว่ซิงกอดตอบบิดาแน่น
หลินลู่เสียนและหลินเยี่ยนเจ๋อนั่งมองสองพ่อลูกยืนกอดกันด้วยความเข้าใจเพราะตอนที่พวกเขาเจอหลินเยว่ซิงครั้งแรก ความรู้สึกก็ไม่ได้แตกต่างจากหลินหนิงเฉิงในตอนนี้มากนักทั้งสองจึงไม่ได้ขัดสองพ่อลูกแต่อย่างใด
หลังจากที่หลินหนิงเฉิงสำรวจร่างกายของลูกสาวของตนและไม่พบว่าได้รับาเ็ที่ส่วนใดก็วางใจจึงปล่อยร่างของเธอแล้วนั่งลงเพื่อพูดคุยสอบถามเธอ
“ตอนนี้ยังไม่เลิกงานไม่ใช่เหรอคะ คุณพ่อโดดงานเหมือนที่เสี่ยวเจ๋อโดดเรียนเลยใช่ไหมคะเนี่ย”หลินเยว่ซิงชิงถามขึ้นก่อน
“ก็นะ พอพ่อได้รับโทรศัพท์จากอาเจียงพ่อก็ลางานกลับบ้านทันทีเลย แต่รถติดไปหน่อยเลยมาช้าน่ะ” หลินหนิงเฉิงกล่าวพอดีกับที่จินเจียงนำน้ำเย็นมาวางให้เขาตรงหน้า
“แล้วเ้านายของคุณพ่อเขาอนุญาตหรือคะลากะทันหันแบบนี้” หลินเยว่ซิงถาม
“ไม่ว่าหรอก เขาเข้าใจ แต่ถึงแม้เขาจะต่อว่าพ่อก็ไม่สนใจหรอก จะมีอะไรสำคัญไปกว่าลูกสาวที่หายไปของพ่อกลับมาล่ะ”หลินหนิงเฉิงยิ้มรู้สึกสบายใจแบบที่ไม่ได้ัักับความรู้สึกแบบนี้มานานนับั้แ่วันที่ลูกสาวของเขาหายไป
หลินเยว่ซิงยิ้มกับคำตอบของบิดา ‘นั่นสินะ สำหรับคุณพ่ออะไรจะสำคัญไปกว่าคนในครอบครัว ถ้าเป็ฉันก็คงคิดเหมือนกับคุณพ่อนั่นแหละ’
“มันเกิดอะไรขึ้นกับลูกหรือแล้วลูกหายไปอยู่ที่ไหนมาตั้งปีครึ่ง ไม่ติดต่อกับพวกเราเลย” หลินหนิงเฉิงถามซึ่งคำถามเหล่านี้ไม่ต่างกับหลินลู่เสียนและหลินเยี่ยนเจ๋อเลยซึ่งเธอก็คิดไว้อยู่แล้ว ว่าต้องถูกสัมภาษณ์ยกใหญ่
“หนูเล่าให้คุณแม่ฟังคร่าวๆ ไปรอบหนึ่งแล้วต่อมาเสี่ยวเจ๋อก็ถามหนูหนูเลยคิดว่าจะรอคุณพ่อกลับมาก่อนจะได้ฟังทีเดียวพร้อมกันน่ะค่ะ” หลินเยว่ซิงกล่าวจากนั้นเธอหันไปมองจินเจียง
“ป้าเจียงคะ หนูไม่ได้กินเป็ดปักกิ่งมานานมากแล้วค่ะป้าเจียงช่วยไปซื้อให้หน่อยได้ไหมคะแล้วก็หนูอยากกินขนมร้านที่หนูชอบกินเป็ประจำด้วยช่วยจัดให้สักสองสามอย่างเถอะค่ะเพราะถึงอย่างไรเื่ที่หนูจะเล่าให้คุณพ่อกับเสี่ยวเจ๋อฟังมันก็ซ้ำสำหรับป้าเจียงแล้วค่ะ”หลินเยว่ซิงหันไปกล่าวกับจินเจียงด้วยใบหน้าออดอ้อน ดูน่ารัก
“ได้ค่ะ” จินเจียงรับคำ แล้วเดินออกไป
เมื่อเหลือกันเพียงสี่คนในห้องนั่งเล่นหลินหนิงเฉิงทำหน้าสงสัยและคิดในใจ ‘มันเป็เื่ราวซับซ้อนหรือเพราะอาเจียงฟังแล้วจริงๆกันนะ ถึงกับต้องไล่ให้อาเจียงออกไป’
“เื่มันมากกว่าที่เล่าให้แม่ฟังใช่ไหมลูกถึงไม่อยากให้อาเจียงอยู่ฟังด้วยน่ะ” หลินลู่เสียนถามอย่างรู้ทัน
“ค่ะ” หลินเยว่ซิงตอบสั้นๆ เข้าใจง่าย
พ่อและน้องชายมองหน้ากันแล้วหันไปมองผู้หญิงต่างวัยสองคนที่กำลังสนทนาโต้ตอบกันพวกเขาเอียงคอทำหน้าฉงนสงสัยมากยิ่งขึ้น
“เล่าเลย เล่าเลยพี่เยว่ซิง ผมอยากรู้จะแย่อยู่แล้วอย่ามัวยึกยัก รู้กันแค่สองคนกับคุณแม่สิ” หลินเยี่ยนเจ๋อเร่ง
“ได้ๆๆๆ พี่ก็กำลังจะเล่าอยู่เนี่ย อย่าเร่งสิ”หลินเยว่ซิงกล่าวกับน้องชาย
“วันนั้นที่พี่หายไป เกิดจากมีคนร้ายจะจับตัวพี่น่ะ”หลินเยว่ซิงเริ่มเล่า
“คนร้าย!!!” สามเสียงกล่าวประสานพร้อมกัน ใตาโต
“ใช่” หลินเยว่ซิงพยักหน้า
“แล้วรู้หรือเปล่าว่าพวกมันเป็ใคร” หลินหนิงเฉิงถามใบหน้าเคร่งเครียด
“ไม่ทราบค่ะ” หลินเยว่ซิงตอบหน้าตายทั้งที่จริงๆแล้วเธอรู้ว่าพวกมันถูกใครจ้างให้มาทำร้ายเธอแต่ในส่วนนั้นเธอวางแผนเอาไว้แล้วว่าจะไปจัดการคนบงการในภายหลังเองและเพื่อความสบายใจของทุกคนเธอจึงไม่บอกความจริง
“หนูหนีคนร้ายสองสามคนเข้าไปในป่าข้างทางซึ่งน่าจะห่างจากถนนมากๆ นั่นแหละค่ะ จากนั้นหนูก็ไปแอบอยู่หลังพุ่มไม้ หลบอยู่ในนั้นพักใหญ่ๆเพื่อความแน่ใจว่าพวกมันจะหาหนูไม่เจอ เมื่อไม่เห็นใครมาหนูก็คิดว่าหนูรอดแล้วหนูจึงเดินออกมา จากนั้นหนูก็พยายามเดินๆ หลบๆอย่างระมัดระวังเพราะกลัวพวกมันจะมาเจอเดินอยู่ครึ่งค่อนวันก็ออกมาจากป่าไม่ได้เสียที จนหนูต้องยอมแพ้และนอนในป่านั้นคืนหนึ่งเช้ามาก็พยายามเดินหาทางออกต่อ ในที่สุดก็ออกจากป่านั้นได้ แล้วก็ไปเจอหมู่บ้านคนพวกเขาแต่งกายประหลาดอย่างกับดูซีรีส์โบราณแน่ะ” หลินเยว่ซิงทบทวนเื่ราวและเล่าให้ทั้งสามคนฟังตามความจริงที่ตนได้ประสบมา
ทั้งสามคนเริ่มขมวดคิ้ว ไม่กล่าวดักคอ หรือทักท้วงอะไรทำเพียงตั้งใจฟัง จากนั้นหลินเยว่ซิงก็เล่าให้ฟังทั้งหมดทั้งเื่เกือบถูกจับไปขาย มีคนมาช่วย ได้ไปฝึกวิชา ได้เรียนอะไรมาบ้างเล่าถึงอาจารย์ ศิษย์พี่ศิษย์น้อง การผจญภัยในแดนบำเพ็ญเพียรขณะฝึกวิชาการต่อสู้ครั้งสุดท้ายแล้วตกลงมาจากเขา เข้าช่วยเย่อ้ายฉิง และเล่ามาจนถึงกลับถึงบ้าน
“ว้าว สุดๆ ไปเลยพี่เยว่ซิงอย่างกับพี่เล่านิยายให้ฟังแน่ะ ถามจริง ที่พี่เล่าให้ฟังเนี่ยเื่จริงแท้ๆเลยใช่ไหม” หลินเยี่ยนเจ๋ออ้าปากค้างขณะฟังพี่สาวเล่าและอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาเมื่อหลินเยว่ซิงเล่าจบ
“หึหึหึ นายคิดว่าฉันแต่งเื่รึ หรือคิดว่าฉันบ้าเฮอะ ก็เพราะงี้ไง ฉันถึงต้องไล่ให้ป้าเจียงออกไปก่อนเพราะหากป้าเขาเอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง คงมีคนมองว่าฉันบ้า” หลินเยว่ซิงกล่าวกอดอกปากยู่ทำหน้าบูดบึ้ง
“สรุปว่าที่ลูกเล่านี่ เป็เื่จริงทั้งหมดเลยหรือมันไม่น่าเชื่อจริงๆนั่นแหละ” หลินลู่เสียนกล่าว เธอขมวดคิ้วยังไม่อยากปักใจเชื่อในสิ่งที่ลูกสาวเล่า เื่แบบนี้มันจะมีจริงได้อย่างไรกัน
“เพราะเราเป็ครอบครัวไงคะ จึงไม่อยากโกหกไม่อยากปิดบัง และไม่อยากแต่งเื่ให้ฟัง ก็เลยเล่าเื่จริงทุกอย่าง”หลินเยว่ซิงกล่าวด้วยความจริงใจ เพราะหลินลู่เสียนเลี้ยงดูเธอเหมือนเป็ทั้งแม่และเพื่อนสาวหลินเยว่ซิงจึงสบายใจและเชื่อใจที่จะเล่าเื่จริงโดยไม่ต้องปิดบังอีกทั้งหากเธอทำอะไรแปลกๆ ในสายตาของคนโลกยุคปัจจุบันอย่างน้อยคนในครอบครัวของเธอก็จะเข้าใจ
“อืม” หลินหนิงเฉิงไม่มีข้อคิดเห็น นิ่งพิจารณาในสิ่งที่ลูกสาวเล่า
“ดวงดาวในจักรวาลมีมากมายนับไม่ถ้วนมันก็ไม่แน่ว่าจะมีมนุษย์แค่เพียงดาว ‘โลก’ เราไม่เห็นก็ใช่ว่าจะไม่มี”หลินหนิงเฉิงกล่าว
แปะ แปะ แปะ
“เยี่ยม คุณพ่อพูดได้มีเหตุผล”หลินเยี่ยนเจ๋อปรบมือให้หลินหนิงเฉิง แล้วยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นให้เขา
“แปลกจริงๆ พี่เยว่ซิงบอกว่าพี่อยู่ที่นั่นนานถึงหนึ่งร้อยห้าสิบปีเชียวหรือถ้าอย่างนั้นเวลาของที่นั่นก็มากกว่าที่นี่เป็ร้อยเท่าเลยน่ะสิ”หลินเยี่ยนเจ๋อสรุป และยังรู้สึกประหลาดใจไม่หาย
“ใช่” หลินเยว่ซิงพยักหน้ารับ
“ถ้าอย่างนั้น...” หลินเยี่ยนเจ๋อพูดขึ้น แล้วจู่ๆก็เงียบแล้วมองหน้าพี่สาว จนหลินเยว่ซิงขมวดคิ้ว คิดว่าเ้าเด็กนี่คิดอะไรอีก
“ตอนนี้พี่เยว่ซิงก็มีอายุหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกว่าปีแล้วสิโอ้ พระเ้า พี่สาวแก่เกือบจะถึงระดับบรรพบุรุษเลยนะนั่น ถ้าผมเรียกพี่ยังจะเหมาะอยู่ไหมนะ” หลินเยี่ยนเจ๋อยกนิ้วขึ้นทำเป็นับ แล้วทำหน้าตกอกใหยอกล้อพี่สาว
หลินเยว่ซิงชะงักนิ่งค้าง เมื่อนึกได้ถึงความจริงข้อนี้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”หลินเยี่ยนเจ๋อะเิเสียงหัวเราะเมื่อเห็นหน้าตาตื่นตะลึงเพราะคาดไม่ถึงของพี่สาว
“หยอก หยอก หยอก ถึงพี่สาวจะอายุร้อยเจ็ดสิบกว่าปีแต่สำหรับโลกที่นี่ พี่ก็หายไปแค่ปีครึ่ง ดังนั้นตอนนี้พี่อายุแค่ยี่สิบห้ากว่าๆเท่านั้นครับ แถมหน้าพี่ก็ยังสาวยังสวยเหมือนเดิม ไม่ได้เป็ยายแก่ด้วย”หลินเยี่ยนเจ๋อกล่าวแก้ตัวให้พี่สาว
“พูดอย่างนี้ สงสัยเสี่ยวเจ๋ออยากลองนอนกินข้าวต้มสินะ”หลินเยว่ซิงกล่าวพร้อมกับหักนิ้วมือตนเองเสียงดังกร่อบแกร่บ
เห็นพี่น้องหยอกล้อกันทำให้หลินหนิงเฉิงและหลินลู่เสียนหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างผ่อนคลาย
“ใช่แล้วพี่สาว มีอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากรู้”หลินเยี่ยนเจ๋อทำสีหน้าจริงจังถามขึ้น
“อะไรหรือ” หลินเยว่ซิงยกคิ้วขึ้นสูงแล้วถาม
“ผมอยากรู้ ผมอยากรู้ ผมเคยอ่านนิยายแนวกำลังภายในมันมีพวกถุงเฉียนคุน หรือพวกแหวนมิติไว้เก็บของอะไรพวกนี้ ถามจริง มันมีจริงไหม”หลินเยี่ยนเจ๋อถามดวงตาแสดงออกเต็มที่ถึงความอยากรู้อยากเห็น
“แน่นอน” หลินเยว่ซิงพยักหน้า
“ว้าว อะเมซิ่ง แล้วพี่มีไหม”หลินเยี่ยนเจ๋อตื่นเต้นใกล้จะถึงขีดสุดแล้ว
หลินเยว่ซิงไม่ตอบ แต่จู่ๆ เธอก็หงายมือขึ้นในมือมีขวดหยกบรรจุยาไว้สองขวด เธอวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นเธอคว่ำมืออีกครั้งเมื่อหงายมือขึ้นก็มีแส้หนึ่งเส้น แล้วเธอก็วางลงบนโต๊ะ
“โอ้ว สุดยอด นี่ นี่ นี่ คือ....ว้าวอะเมซิ่งเกินไปแล้ว” หลินเยี่ยนเจ๋อตื่นเต้นขั้นสุดไปแล้ว
หลินหนิงเฉิง และหลินลู่เสียนก็ไม่ต่างกันใบหน้าขณะนี้ตื่นเต้น ตื่นตะลึง จนพูดไม่ออก
“กำไลมิติคืออะไรหรือ” หลินหนิงเฉิงถามหลังจากที่พยายามหยุดความตื่นเต้นของตนได้บ้างแล้ว เขาไม่ค่อยได้สนใจนิยายหรือละครเขาชอบดูข่าวมากกว่า เื่เหล่านี้เขาจึงไม่รู้จัก
“มันคือสิ่งที่เอาไว้สำหรับเก็บของค่ะมันเป็เหมือนห้องห้องหนึ่งที่มีพื้นที่ว่างภายใน เราสามารถเก็บของหรือนำของที่เก็บไว้ภายในออกมาใช้ภายนอกได้ตามที่เรา้าด้วยการนึกเพียงเท่านั้นค่ะ” หลินเยว่ซิงอธิบาย
“โอ้ มหัศจรรย์ปานนั้นเชียวหรือ” หลินหนิงเฉิงอุทาน
“ใช่แล้วค่ะแต่ว่ามันเก็บได้เฉพาะแค่สิ่งไม่มีชีวิตเท่านั้นนะคะ” หลินเยว่ซิงกล่าว
“พี่เยว่ซิง ของพวกนี้พี่เอามาจากตรงไหนน่ะแหวนมิติพี่อยู่ที่ไหน ผมไม่เห็นพี่สวมแหวนอะไรเลย” หลินเยี่ยนเจ๋อถามสายตาจับจ้องที่มือของพี่สาว
“จากนี่” หลินเยว่ซิงชี้ไปที่กำไลข้อมือของเธอ
“นี่คือกำไลมิติท่านอาจารย์มอบให้ั้แ่วันที่ท่านยอมรับให้พี่เป็ศิษย์ท่านอาจารย์มอบให้ศิษย์ของท่านทุกคนน่ะของมิติจะเป็อะไรก็ได้ไม่จำเป็ต้องเป็ถุงเฉียนคุณหรือแหวนมิติเท่านั้นขึ้นอยู่กับคนที่สร้างน่ะ” หลินเยว่ซิงอธิบาย
“มันเก็บของได้เท่าไรเหรอครับ พี่เยว่ซิง”หลินเยี่ยนเจ๋อถาม แล้วปล่อยมือพี่สาว
“ของมิติมีพื้นที่เก็บหลายขนาดนะ ส่วนกำไลมิติอันนี้ภายในมีพื้นที่ว่างประมาณสิบตารางเมตร”
“โอ้โห ใหญ่มากนะ เก็บรถได้เลยนะนั่น”หลินลู่เสียนกล่าว แล้วจินตนาการภาพรถจอดในกำไลมิติ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า หนูเพิ่งเคยได้ยินนี่แหละค่ะเก็บรถในกำไลมิติ” หลินเยว่ซิงหัวเราะ ในแดนบำเพ็ญเพียรไม่มีรถยนต์จึงไม่เคยมีใครเก็บรถไว้ในนั้น
“แล้วผมจะใช้กำไลของพี่ได้ไหม”หลินเยี่ยนเจ๋อยังคงสนใจกำไลมิติของพี่สาว เขาดึงมือข้างที่สวมกำไลของพี่สาวขึ้นมาเพื่อมองกำไลใกล้ๆอย่างพิจารณา ดูแล้วมันก็เหมือนกับกำไลทั่วๆ ไป ดูไม่ออกเลยว่าเป็กำไลมิติ
“ถ้าพี่ยกเลิกการเป็เ้าของ และเสี่ยวเจ๋อมีพลังลมปราณก็จะสามารถเปิดใช้กำไลมิติได้” หลินเยว่ซิงกล่าวตอบน้องชาย
“ผมอยากมีพลังลมปราณ อยากทำแบบพี่ได้บ้างต้องทำยังไงล่ะครับ” หลินเยี่ยนเจ๋อรู้สึกสนใจ
“ที่นี่มีแหล่งชี่น้อยมาก ถ้าจะฝึกก็ยากเหลือเกินหากเจอแหล่งชี่หนาแน่นแล้วพี่จะสอนการเดินลมปราณนะ” หลินเยว่ซิงกล่าว
“มันอันตรายไหมลูก” หลินลู่เสียนรู้สึกเป็กังวล
“ไม่อันตรายหรอกค่ะ มันมีประโยชน์มากกว่าค่ะหากมีพลังลมปราณเพราะคนที่มีจะแข็งแรงกว่าคนปกติทั่วไปด้วยค่ะ” หลินเยว่ซิงบอกมารดาเพื่อไม่ให้เธอต้องเป็กังวล
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็ดี” หลินลู่เสียนพยักหน้าเบาๆกล่าวพึมพำ
“คุณเยว่ซิง และคุณๆทุกท่าน ขออนุญาตค่ะ”เสียงของจินเจียงจากด้านนอกดังเข้ามา
ทุกคนหยุดคุยกัน จากนั้นหลินเยว่ซิงตอบกลับจินเจียง“เชิญค่ะป้าเจียง”
“เป็ดปักกิ่ง และขนมได้แล้วค่ะ จะทานกันเลยไหมคะ”จินเจียงเดินเข้ามาแล้วถาม
“จัดเลยค่ะป้าเจียง อยากกินจะแย่แล้ว”หลินเยว่ซิงยิ้มจนตาหยี เมื่อนึกถึงขนมร้านโปรดเพราะไม่ได้กินมานานเหลือกิน