ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อยกั๋วคังเหรินแน่ใจว่าเมื่อครู่เขาเห็นแววตารื่นเริงของหญิงสาวตรงหน้าแม้จะแค่เสี้ยววินาทีก็ตาม เพราะนั่งประจันหน้ากัน เธออยู่ตรงข้ามกับเขากั๋วคังเหรินจึงโน้มตัวไปข้างหน้าและยื่นหน้าไปใกล้
“คุณอยากให้พิสูจน์หรือเปล่าล่ะ”
เพราะลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะใบหน้าทำให้หลินเหยาซื่อตัวเกร็งไปเล็กน้อยแต่ยังบังคับไม่ให้เอนหลังถอยหนี หรือเขาก็ ‘รู้สึก’ว่าเธอไม่ใช่ภรรยาผู้แสนว่านอนสอนง่ายคนนั้น
ทั้งสองประสานสายตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
ก่อนที่จะทันได้ ‘พิสูจน์’ว่าคนตรงหน้าคือ ‘สามี’ ตัวจริงหางตาก็เห็นเงาร่างเล็กๆ ที่มุมห้อง ดวงตาสองคู่แอบมองอยู่ กั๋วคังเหรินก็รู้เช่นกันเขาย้ายสายตากลับไปมองเด็กน้อยทั้งสองด้วยแววตาอ่อนโยน คล้ายทุกสิ่งมันตรงข้ามกับที่เขาคิดหลินเหยาซื่อไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายหรือแม้แต่ทุบตีเขา แต่เธอกลับใช้ ‘สายตา’ไม่เชื่อใจจ้องมองจนเขาไม่อาจประเมินสถานการณ์เช่นนี้ได้
เด็กสองคนเห็นรอยยิ้มของผู้ชายที่เหมือนในรูปที่ติดผนังห้องเป๊ะ! ก็ยิ้มตอบ แต่พอเห็นสายตาดุๆของแม่ก็หดคอกลับไปทันที
กั๋วคังเหรินกลัวหญิงสาวจะดุลูกจึงยื่นมือไปจับมือที่วางอยู่บนโต๊ะเป็เชิงห้าม เธอหันมามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะหันไปฉีกยิ้มให้ลูกทั้งสอง เป็จังหวะที่ป้าฮุ่ยชิวรีบเดินมาจูงมือเด็กน้อยเข้าไปในครัว เธอจึงหันมาสบตากับเขา
“คิดว่าฉันจะดุลูกหรือไง” เธอแยกเขี้ยวใส่“ว่าแต่คุณหายไปไหนมา”
เขาเลิกคิ้วขึ้นไม่คิดว่านี้จะเป็ประโยคที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินจากภรรยาที่อ่อนโยนั้แ่เขารู้จักหลินเหยาซื่อจะมีดวงตาคู่หนึ่งลอบมองเขาอย่างอ่อนหวานและหากเขาสบตาก็จะพบแววตาประหม่าเขินอาย ต่อให้แต่งงานกันแล้ว ก็ยังเป็เช่นนั้นอยู่
หรือเพราะวันเวลาที่เขาไม่อยู่ทำให้เธอกลายเป็แบบนี้
คงเป็เพราะเขาถึงทำให้ทุกอย่างมาถึงจุดนี้สินะ
เห็นแววตาอ่อนล้าของเขาแล้วหลินเหยาซื่อรู้สึกผิดขึ้นมา เขาคือคนที่คุณพ่อเชื่อใจและไว้ใจให้แต่งงานด้วย จู่ๆ กลับหายไป คงมีเื่จำเป็ถึงกลายเป็แบบนี้ หลินเหยาซื่อกระแอมไอพลางคิดว่าต้องพูดใหม่ ต้องงัดวิชายุทธ์ที่เคยเรียนการแสดงออกมาเธอต้องเป็หลินเหยาซื่อที่อ่อนแอ
“ขอโทษที่ทำให้ลำบาก”
ยังไม่ทันจะปั้นสีหน้าหลินเหยาซื่อก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาก่อน เธอเงยหน้าสบตากับแววตาที่รู้สึกผิดซึ่งเธอมั่นใจว่าเขาไม่ได้เสแสร้ง
“เอ่อ...” เธออึกอักไปครู่หนึ่ง จะพูดกับคนที่ไม่เจอกันสามปีหกเดือนยังไงดี
“กลับมาก็ดีแล้วค่ะ” คราวนี้เธอพูดเบาลง
“ผมไม่รู้ว่าคุณท้อง...”
‘ถ้ารู้แล้วจะหายไปไหมล่ะ?’
หลินเหยาซื่อกลืนคำประโยคของตัวตัวเองลงท้องยังไม่อยากสร้างรอยร้าวขึ้นในเวลานี้
“ตอนนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เธอพูดไปตามที่อ่านในไดอารี่ของหลินเหยาซื่อ“ถ้าไม่มีพวกเขา ฉันก็คงไม่มีกำลังใจอยู่มาถึงตอนนี้”
‘ส่วนประโยคนี้เธอคิดอย่างนั้นจริงๆนะจู่ๆ เธอก็ฟื้นในร่างของผู้หญิงที่ชื่อเดียวกันแต่ในปี1980 แถมมีลูกแฝดด้วยแต่เพราะเ้าเด็กแฝดนั้นแหละ ที่ทำให้เธออยากมีชีวิตอยู่ต่อไป’
‘นั้นสินะถ้าเขารู้...เขาคงหาทางกลับมาได้เร็วกว่านี้’
“เราค่อยๆคุยเื่พวกนี้กันเถอะนะ”หลินเหยาซื่อรีบพูดออกไป เธอเอง จู่ๆมีลูกก็ใช้เวลาทำใจอยู่หลายวันตอนนี้จู่ๆสามีก็โผล่มาอีก ไม่รู้จะมีเ้ากรรมนายเวรที่ไหนโผล่มาอีกไหม
“อืม” เขาพยักหน้ารับ “ผมขอเข้าห้องตัวเองได้ไหม”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าหงึกหงัก“ป้าฮุ่ยชิวทำความสะอาดเป็ประจำ เผื่อคุณกลับมาก็ใช้ห้องนั้นได้ทันที”
เขาชะงักไปเล็กน้อยเกือบสี่ปีที่หายไป เธอคงหวังให้เขากลับมาเสมอเลยสินะกั๋วคังเหรินหลุบตาลงแล้วลุกขึ้นยืน เดินในบ้านที่คุ้นเคยมันคือบ้านหลังเดิมที่เขารู้จักมานานกว่าสิบปี ั้แ่เขายังเป็นักศึกษาท่านประธานหลินให้ทุนการศึกษากับเขามาตลอด เรียนจบก็กลับมาทำงานรับใช้ท่านที่ผ่านมาเขารู้ว่าสายตาของหลินเหยาซื่อมองเขาด้วยความรู้สึกมากกว่าพี่ชายแต่ตัวเขาไม่เคยคิดเกินเลย จนกระทั่งคำขอของท่านประธานทำให้เขาแต่งงานกับเธอ
แม้แต่งงานกัน แต่แยกห้องนอนเขามีห้องส่วนตัวบนชั้นสองของบ้าน แม้บ้านก็ยังคงเป็บ้านหลังเดิม เพียงแต่บรรยากาศต่างไปอาจเพราะมีเด็กเล็กๆ อยู่ในบ้าน ความสดใสจึงละลายความหมองหม่นที่ปกคลุมมานาน
หลินเหยาซื่อเดินตามแผ่นหลังของเขาเพียงอยากสังเกตว่าเขาจำข้าวของของตัวเองได้หรือไม่ดูเหมือนเขาจะเดินตรงไปที่ห้องของตัวเองจริงๆ ห้องของเขาไม่ได้ล็อกไว้ ในบ้านตอนนี้มีแค่ป้าฮุ่ยชิวเธอกับลูกแฝด ไม่มีคนอื่น จึงไม่จำเป็ต้องล็อกประตูห้อง
ในห้องแทบไม่มีฝุ่นผงความรู้สึกปวดใจขุมหนึ่งแล่นขึ้นมา ชายหนุ่มกวาดตามองในห้องทุกอย่างยังอยู่ที่เดิม ราวกับเขาไม่ได้เดินออกจากบ้านนี้ไป
“คุณ...เอ่อ..จัดการธุรส่วนตัวก่อนก็แล้วกันนะฉันต้องทำงานก่อน”
เธอไม่รู้จะคุยอะไรกับเขาตอนนี้เธอก็อยากตั้งหลักตั้งสติเหมือนกัน
“ทำงาน?” เขาหันมามองอย่างแปลกใจ
“ค่ะ อ้อ! ฉันเพิ่งรับงานออกแบบเสื้อผ้าใช้ห้องนั่งเล่นเป็ที่ทำงาน รับรองว่าจะไม่รบกวนคุณแน่ๆ”
“ออกแบบเสื้อผ้า?” เขางุนงง“เงินกงสีไม่พอใช้หรือ?”
“คือ...เด็กๆ ก็โตขึ้นทุกวันเงินเดือนละหนึ่งหมื่นหยวนอยู่กันสี่ปากสี่ท้องก็ไม่ค่อยพอเท่าไหร่” เธอพูดพลางยิ้มน้อยๆกลัวว่าเขาจะเป็ผู้ชายหัวเก่าไม่ยอมให้เมียออกไปทำงานนอกบ้าน “แต่ไม่ต้องห่วงนะฉันไม่ทำเื่เสื่อมเสียแน่นอน”
เขาขมวดคิ้ว “หนึ่งหมื่นหยวน?”
หลินเหยาซื่อพยักหน้ารับ
“ั้แ่เมื่อไหร่”
“ก็ั้แ่คุณไม่อยู่นั้นแหละ”
‘คือก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้นะ เพราะฉันเพิ่งมาอาศัยร่างนี้อยู่’
“เข้าใจแล้ว”กั๋วคังเหรินยกมือขึ้นนวดขมับ “เื่ผมกลับมาอย่าเพิ่งบอกคนอื่น”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าอีกครั้ง
“คุณเห็นสมุดบัญชีผมไหม”
“เอ่อ...อยู่ในลิ้นชักหรือเปล่าคะ” เธอไม่แน่ใจแต่เดินไปที่โต๊ะทำงานในห้องนอนของเขาทว่ามือของเธอก็ถูกคว้าไว้ก่อน
“มีอะไรคะ” เธอมองเขาอย่างงุนงง
“คุณไม่รู้หรือว่าของสำคัญแบบนั้นอยู่ที่ไหน?”
คำถามเหมือนจับผิดทำให้หลินเหยาซื่อเค้นยิ้มออกมา
“ขอโทษด้วยก่อนหน้านี้ฉันป่วยหนักไข้ขึ้นสูงจนหมดสติไปนานนับสัปดาห์พอฟื้นขึ้นมาความทรงจำก็ขาดๆหายๆไป หมอบอกว่าสมองขาดออกซิเจนไปชั่วขณะความจำเสื่อมชั่วคราว ตอนนี้ฉันก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง”
“แล้วตอนนี้...” เขาคว้าไหล่เธอไว้ใช้สายตาสำรวจทั่วร่าง ทำเอาใบหน้าหวานแดงเรื่อขึ้นมาทันที
“ก็ค่อยๆ ทบทวนความทรงจำอยู่ค่ะ” เธอรู้สึกแปลกๆร่างกายเหมือนจะโหยหาความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่รู้จัก ใช่สิ! ก็ยัยมนุษย์เป็ดเหยาซื่อไม่เคยมีแฟนหรือคนรักจะเคยรู้จักรสชาติวาบหวามใจอะไรได้เล่า!
“มิน่า คุณถึงจำผมไม่ได้”
“เอ๊ะ!เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอคะ” เธอเบิกตากว้างขึ้น แล้วก็นึกได้ว่าคลับคล้ายคลับคลาว่า ...“คงไม่ใช่ผู้ชายที่ฉันให้ซื้อเค้กให้หรอกนะ”
คราวนี้เขาเข้าใจทุกอย่างแล้วมือใหญ่รั้งร่างเล็กเข้ามาในวงแขน หลินเหยาซื่อตัวเกร็งขึ้นมาทันทีชายหนุ่มย่อมรู้ถึงปฏิกิริยาของเธอได้จึงค่อยๆ คลายวงแขนออก
“คนอื่นๆในบ้านล่ะ”
“ต้องลดค่าใช้จ่ายเลยให้ลาออกไปค่ะ”เธอขยับตัวออกจากวงแขนของเขา “แต่ป้าฮุ่ยชิวอยู่มานานและไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนป้าเองก็ยินดีช่วยเลี้ยงหย่งหย่งกับลี่ลี่ เราอยู่กันแบบครอบครัวไม่ใช่คนรับใช้เพราะฉะนั้นคุณต้องดีกับป้าฮุ่ยชิวด้วย”
“เข้าใจแล้ว...ที่ผ่านมาลำบากคุณจริงๆ”
ฝ่ามืออุ่นลูบใบหน้าเธอเบาๆต่อให้เธอผ่านคอร์สการแสดงมาแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าควรแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างไร
“คุณ...คุณ...เอ่อ...ฉัน..ฉันลงไปข้างล่างนะคะ”
ร่างเล็กหมุนตัวเดินออกไปแล้วในห้องเหลือเพียงเ้าของห้องยืนอยู่ เขาสูดลมหายใจลึกแล้วเดินไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้าเขาถอดเสื้อโปโลออกทางศีรษะแล้วมองเงาร่างของตนที่กระจกที่ติดอยู่ที่ประตูตู้เสื้อผ้าบนแผลหลังยังเหลือรอยแผลเป็ขนาดใหญ่ แต่เดิมเขาไม่ใช่คนเ้าคิดเ้าแค้น แต่ผู้อื่นเอาเปรียบเช่นนี้คงต้องใช้วิธี ‘ตาต่อตาฟันต่อฟัน’ แล้ว