บทที่ 1: อาคันตุกะยามวิกาลแห่งวัดร้าง
พายุฝนฤดูใบไม้ร่วงกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว สายลมกรรโชกแรงหอบเอาใบไม้แห้งหมุนวนไปทั่วป่าทึบทางตอนเหนือของเมืองจินหัว เสียงฟ้าร้องครืนครั่นประสานกับเสียงหอนโหยหวนของสุนัขป่าในระยะไกล สร้างบรรยากาศวังเวงจนผู้เดินทางทั่วไปคงรีบเร่งหาที่หลบภัย แต่สำหรับขบวนเดินทางขบวนหนึ่ง ดูเหมือนพวกเขาจะไม่รีบร้อนแต่อย่างใด
รถม้าคันใหญ่ที่สร้างจากไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายเมฆาอย่างวิจิตรบรรจง เทียมด้วยม้าสีหมอกพันธุ์ดีสี่ตัว ค่อยๆ เคลื่อนผ่านเส้นทางโคลนตมอย่างมั่นคง โคมไฟกระดาษทาน้ำมันที่แขวนอยู่หน้ารถส่องแสงสีนวลตา ตัดกับความมืดมิดรอบด้าน
"คุณชายขอรับ ด้านหน้ามีวัดร้างอยู่แห่งหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็ที่เดียวในละแวกนี้ที่เราจะพอหลบฝนได้" เสียงของบ่าวรับใช้คนสนิทนามว่า 'อาเจาท์' ดังแข่งกับเสียงฝน เขาเป็ชายร่างท้วมท่าทางคล่องแคล่ว สวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหนา
ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้นเผยให้เห็นมือเรียวยาวขาวสะอาดดุจหยกมันแพะ เ้าของมือคือนรชนหนุ่มวัยประมาณยี่สิบต้นๆ ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ดวงตาดำขลับล้ำลึกดุจสระน้ำพันปี สวมชุดแพรต่วนสีขาวปักลายเมฆสีเงิน เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหราที่ไม่อาจประเมินค่าได้
เขาคือ 'ไป๋อวิ๋น'
"วัดหลานรั่ว (Lan Ruo Temple) สินะ..." ไป๋อวิ๋นพึมพำเบาๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "เข้าพักที่นั่นเถอะ คืนนี้ดูท่าฝนคงไม่หยุดตกง่ายๆ"
"ขอรับ!" อาเจาท์รับคำสั่ง บังคับม้าให้เลี้ยวเข้าไปยังเส้นทางรกชัฏที่นำไปสู่วัดเก่าแก่
สภาพของวัดหลานรั่วนั้นทรุดโทรมจนน่าใจหาย กำแพงพังทลายไปกว่าครึ่ง พระพุทธรูปองค์ใหญ่ในวิหารหลักมีหยากไย่เกาะเต็มไปหมด สีทองลอกล่อนจนเห็นเนื้อดิน ทว่าท่ามกลางความมืดมิดนั้น กลับมีแสงไฟสลัวๆ ดวงหนึ่งลอดออกมาจากหน้าต่างของเรือนพักด้านทิศตะวันออก
"เอ๊ะ คุณชาย ดูเหมือนจะมีคนพักอยู่ก่อนแล้วนะขอรับ" อาเจาท์กล่าวพลางะโลงจากรถม้า กางร่มคันใหญ่รอรับผู้เป็นาย
ไป๋อวิ๋นก้าวลงจากรถม้า ท่วงท่าของเขาแ่เบาราวกับเหยียบย่างบนปุยเมฆ รองเท้าบูทปักลายของเขาแทบไม่เปื้อนโคลนแม้แต่น้อย เขาสะบัดพัดจีบในมือเบาๆ แม้อากาศจะเย็นชื้น แต่เขากลับไม่มีทีท่าหนาวสั่น
"ไปทักทายเพื่อนร่วมทางกันหน่อยเถอะ"
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูเรือนพัก อาเจาท์เคาะประตูไม้เก่าคร่ำคร่า "ขออภัย! มีใครอยู่หรือไม่ เ้านายข้า้าขออาศัยหลบฝนสักคืน"
ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นชายหนุ่มรูปร่างผอมบาง สวมชุดบัณฑิตเก่าๆ ที่ผ่านการปะชุนมาหลายจุด ใบหน้าซีดเซียวแต่แววตามุ่งมั่นและซื่อตรง
"เชิญ... เชิญเลยครับ" บัณฑิตหนุ่มกล่าวตะกุกตะกัก "ข้าน้อยแซ่หนิง นาม 'ไฉ่เฉิน' (หนิงไฉ่เฉิน) เพียงแต่อาศัยวัดร้างนี้ค้างแรมเพื่อรอเข้าเมืองจินหัว สถานที่คับแคบและสกปรก เกรงว่าจะไม่สะดวกสบายสำหรับพวกท่าน"
ไป๋อวิ๋นหุบพัดดัง พรึ่บ สายตาคมกริบกวาดมองหนิงไฉ่เฉินเพียงแวบเดียว ก็เห็นรัศมีสีจางๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวบัณฑิตผู้นี้ มันคือ 'ปราณธรรม' ของคนจิตใจดีที่หาได้ยากยิ่งในยุคโกลาหล
"พี่หนิงเกรงใจเกินไปแล้ว" ไป๋อวิ๋นยิ้มอย่างเป็มิตร "คนเดินทางสี่ทิศล้วนเป็พี่น้องกัน ข้าแซ่ไป๋ นามอวิ๋น คืนนี้ฝนตกหนัก ได้พบสถานที่มีหลังคาคุ้มหัวก็นับว่าโชคดีนัก ยิ่งได้พบวิญญูชนเช่นท่าน ยิ่งนับเป็วาสนา"
ไป๋อวิ๋นเดินเข้าไปในห้องพัก อาเจาท์รีบจัดแจงปัดกวาดพื้น นำเบาะรองนั่งขนสัตว์ราคาแพงออกมาปู และจุดตะเกียงน้ำมันหอมที่เตรียมมา ทำให้ห้องที่เคยมืดทึบและเหม็นอับ กลับสว่างไสวและอบอวลด้วยกลิ่นหอมสดชื่น
หนิงไฉ่เฉินมองดูความหรูหราเ่าั้ด้วยความประหม่า เขาขยับตัวไปนั่งที่มุมห้อง พยายามเก็บตำราที่อ่านค้างไว้ "คุณชายไป๋ดูท่าทางเป็ผู้มีฐานะ ไม่น่าจะต้องมาลำบากในที่เช่นนี้"
"ความลำบากคือรสชาติของชีวิต" ไป๋อวิ๋นตอบเรียบๆ ก่อนจะส่งสายตาให้อาเจาท์นำสุราชั้นดีและไก่ย่างหอมกรุ่นออกมาวางบนโต๊ะเตี้ยๆ "พี่หนิง เชิญร่วมดื่มกับข้าสักจอกเถอะ อากาศเย็นเช่นนี้ สุราอุ่นๆ จะช่วยให้เืลมเดินสะดวก"
หนิงไฉ่เฉินกลืนน้ำลาย กลิ่นหอมของอาหารช่างเย้ายวนนักสำหรับคนกระเป๋าแบนอย่างเขา สุดท้ายเขาก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจได้
ในขณะที่บทสนทนาเริ่มลื่นไหล ไป๋อวิ๋นกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับเื่เล่าการเดินทางของบัณฑิตหนุ่มมากนัก สมาธิของเขาพุ่งตรงไปยัง "ความผิดปกติ" ภายนอกห้อง
สายลมหวีดหวิวที่พัดผ่านรอยแตกของกำแพงวัด ไม่ได้มีเพียงความเย็นของฝน แต่มันแฝงมาด้วย "กลิ่นไอหยิน" (ไอปีศาจ) ที่เข้มข้น รุนแรง และเต็มไปด้วยความอาฆาต
‘มาแล้วสินะ...’ ไป๋อวิ๋นคิดในใจ เขายกจอกสุราขึ้นจิบ ั์ตาสว่างวาบขึ้นชั่วครู่
ที่สระบัวด้านหลังวัด เงาตะคุ่มของบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว เสียงพิณแ่เบาลอยมาตามลม ฟังดูโศกเศร้าและยั่วยวนในเวลาเดียวกัน
หนิงไฉ่เฉินชะงัก "ท่านได้ยินเสียงดนตรีหรือไม่? ในป่าเขาลึกเช่นนี้ เหตุใดจึงมีเสียงพิณ?"
ไป๋อวิ๋นวางจอกสุราลงช้าๆ รอยยิ้มที่มุมปากดูลึกลับยิ่งขึ้น "บางที... อาจจะเป็เ้าถิ่นที่ออกมาต้อนรับแขกผู้มาเยือนก็ได้ พี่หนิง ท่านเชื่อเื่ภูตผีปีศาจหรือไม่?"
"ข้า... ข้าเชื่อในคำสอนของปราชญ์ หากจิตใจเราตั้งมั่น ไม่ทำชั่วฟ้าดินย่อมคุ้มครอง ภูตผีไม่อาจกล้ำกราย" หนิงไฉ่เฉินตอบเสียงแข็งเพื่อปลุกใจตนเอง
"ดี... จิตใจแน่วแน่เช่นนี้ดียิ่ง" ไป๋อวิ๋นลุกขึ้นยืน จัดเสื้อคลุมให้เข้าที่ "เช่นนั้นท่านนั่งพักผ่อนเถิด ข้าขอออกไปสูดอากาศชมจันทร์... เอ้อ คืนนี้ไม่มีจันทร์นี่นะ เอาเป็ว่าข้าขอไปเดินชม 'ความมืด' สักหน่อย"
"คุณชาย! ข้างนอกอันตราย..."
"ไม่ต้องห่วง" ไป๋อวิ๋นหันมา เอามือไพล่หลัง ท่วงท่าองอาจดุจขุนเขา "ในโลกนี้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ผีสาง... แต่คือการที่คนดีต้องพบจุดจบที่เลวร้าย และคืนนี้ ข้าไป๋อวิ๋น จะไม่ยอมให้เื่เช่นนั้นเกิดขึ้น"
เขาเดินก้าวออกจากประตูไปสู่ความมืดมิดของวัดร้าง ทิ้งให้หนิงไฉ่เฉินมองตามด้วยความงุนงง ส่วนอาเจาท์ที่กำลังแทะน่องไก่อยู่เพียงแค่ยักไหล่
"ไม่ต้องห่วงนายน้อยหรอกท่านบัณฑิต" อาเจาท์พูดทั้งที่ปากยังมันแผล็บ "ปีศาจแถวนี้ต่างหาก... ที่ควรจะเป็ฝ่ายกลัว"