เอ็นโซ่ในวัยสิบปี ยังจำครั้งแรกที่พบ เอเตอร์ ได้
เขาเป็นักเตะเยาวชนของสโมสรฟุตบอลแห่งหนึ่งในลีกอิตาลีซึ่งตัวเขาได้เข้ามาอยู่อะคาเดมี่ของที่นี่ั้แ่อายุเก้าขวบ หรือพูดง่าย ๆว่าเมื่อปีที่แล้ว
เขามีเพื่อนร่วมรุ่นที่สนิทกันคือมาริโอ้ และ นิค ซึ่งคนแรกนั้นมีอายุอ่อนกว่าเขาสองปี
พวกเขาทั้งสามรู้จักกันที่นี่เติบโตมาด้วยกัน แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ทั้งสองไม่เคยรู้ก็คือเอ็นโซ่ แอบชอบพี่เอเตอร์
เอเตอร์คือรุ่นพี่ในทีมชุดใหญ่ซึ่งทางสโมสรมักจะมีนักเตะรุ่นพี่มาสอนแบ่งปันเทคนิคให้น้อง ๆ ทีมเยาวชนอยู่เสมอ
และจุดเริ่มต้นมันก็มาจากตรงนั้น…
เอ็นโซ่ถือกระเป๋าใส่รองเท้าสตั๊ดกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในห้องแต่งตัวของทีมชุดใหญ่
ใช่แล้วฟังไม่ผิดหรอก‘ทีมชุดใหญ่’
เพราะตอนนี้เอ็นโซ่มีอายุยี่สิบสี่ปีแล้วและเป็นักเตะตัวหลักของทีมด้วยเขาเล่นตำแหน่งกองกลางเช่นเดียวกับเพื่อนหนึ่งคน มาริโอ้
ชายหนุ่มเดินเร็วๆ เข้าไปที่นั่นเพราะรู้ตัวว่าเหมือนตนเองจะมาสายแล้ว เขากลัวที่จะถูก จีโอ้รุ่นพี่กัปตันทีมสุดโหดตำหนิซึ่งสาเหตุของการมาช้าก็เพราะเขาต้องช่วยมารดาดูน้องสาวเล็ก ๆที่เพิ่งหัดเดินเตาะแตะ
น้องของเขาเพิ่งจะอายุขวบกว่าๆ เท่านั้นเอง เรียกได้ว่ามาเกิดช้าไปมาก ก.ไก่ล้านตัว ภารกิจที่จะต้องทำในตอนเช้าก็คือช่วยมารดาดูน้องนี่แหละเพราะลำพังมารดาเขาก็มีงานยุ่งมากพออยู่แล้วเนื่องจากเปิดร้านซักแห้ง
เอ็นโซ่มักจะมาซ้อมหวุดหวิดก่อนเวลาเสมอเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้จริง ๆและเขาก็มักจะถูกปรับเงินอยู่บ่อยครั้งสำหรับวันที่มาไม่ทัน
“สายอีกแล้ว ๆ”
นักเตะคนอื่นๆ เป่าปากวี้ดวิ้วทำเสียงล้อเลียนเอ็นโซ่ซึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
ขณะนี้ในห้องแต่งตัวมีพวกเขาอยู่ประมาณ4-5 คนซึ่งเป็กลุ่มที่เอ็นโซ่ไม่ได้สนิทเสียด้วย
“...”
ส่งรอยยิ้มเฝื่อนๆ ไปให้ พวกนั้นพูดอะไรกันอีก 2-3 ประโยคจากนั้นก็หมดความสนใจกับเขาเอ็นโซ่จึงรีบมารวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่สนามซ้อม
จีโอ้กัปตันทีมรุ่นใหญ่เห็นเขาก็รีบปรี่เข้ามา
“อีกแล้วนะแก”
จีโอ้กอดอกเพ่งสายตามองอย่างเดือดดาลเอ็นโซ่เห็นดวงตาของรุ่นพี่หรี่ลงก็รู้เลยว่ากำลังอารมณ์เสียสุด ๆ
“ขอโทษครับ”
เขาว่าก้มหน้าลงอย่างยอมรับโดยดี
ไหนจะต้องถูกทางสโมสรปรับเงินไหนจะถูกจีโอ้ตำหนิ ไหนจะ…
“อ้าว โค้ชไปไหนล่ะครับ”
เอ็นโซ่กวาดตามองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นวี่แววของ แองเจลโล ผู้เป็โค้ชเลย
“อยู่นั่นไง” จีโอ้ไหวไหล่ “กำลังคุยกับอาโรลูกรักอยู่”
“อ้อ…”
อาโรเป็นักเตะลูกครึ่งฝรั่งเศส ซึ่งแองเจลโลท่าจะชอบเด็กคนนี้เอามาก ๆเพราะมักจะให้ความดูแลอาโรเป็พิเศษเสมอ
...แต่จะไปเรียกอีกฝ่ายว่า ‘เด็กคนนี้’ ก็ไม่ถูกนัก เพราะที่จริงแล้วอาโรมีอายุมากกว่าเอ็นโซ่หนึ่งปีทีเดียวยังมีหน้าไปว่าคนอื่นด้วยนะคนเรา
เอ็นโซ่มองไปที่อีกฝั่งหนึ่งของสนามตามที่รุ่นพี่กัปตันทีมบอกก็เห็นแองเจลโลและอาโรเอาเถอะ อย่างไรก็ช่าง อย่างน้อยขอให้โค้ชไม่มาจ้องจับผิดดุด่าเขาก็พอที่เหลือจะเป็อย่างไรก็ธุระไม่ใช่แล้วล่ะ
เอ็นโซ่เดินเข้าไปรวมกลุ่มกับมาริโอ้และนิคสองคนนั้นกล่าวทักทาย
“ไง”
“ไงแก”
“เออ”
เขาตอบออกไปและเริ่มซ้อมยืดเส้นยืดสายขณะสอดส่ายสายตาไปว่าจะจับคู่ซ้อมกับใครดี เพราะมาริโอ้คู่กับนิคไปแล้ว
ั์ตาสีเขียวของชายหนุ่มผู้ซึ่งมีภาระต้องเลี้ยงน้องเล็กทุกเช้ากวาดไปป๊ะเข้ากับพี่เอเตอร์คนนั้นพอดี
“เอิ๊ก”
เอ็นโซ่เผลอกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอไม่นึกว่าพี่เอเตอร์ก็มองมาทางนี้ด้วย ให้ตายก็ไม่ชินสักทีถึงตอนเด็กพี่จะเคยสอนให้ก็เถอะ แต่พอโตขึ้นได้มาอยู่ทีมชุดเดียวกันเนี่ยมันก็แบบ…
‘อาย’
เอ็นโซ่สะบัดศีรษะพรืดแล้วส่งยิ้มให้เมื่อเอเตอร์คนสวยมองมา
พี่เอเตอร์ผู้ซึ่งมีผมสีน้ำตาลแต่มักจะย้อมเป็สีบลอนด์จนใครหลาย ๆ คนไม่อาจรู้สีผมที่แท้จริงของเขาได้เลย ตาสีน้ำตาลเข้มแต่ตอนนี้ผมของพี่เขากลับมาเป็สีธรรมชาติแล้วล่ะ
ริมฝีปากเล็กแก้มแดง ดูจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาเด็กผู้หญิงเลย ท่าทางตอนเด็กต้องน่ารักมากแน่
ชายหนุ่มรุ่นน้องส่งยิ้มเก้อๆ ไปให้ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ยิ้มตอบและเดินเข้ามาหา
ตึกๆๆ
เสียงหัวใจสั่นระรัวเสียจนเหมือนตีกลองในอกน่ากลัวว่าฝ่ายตรงข้ามจะได้ยิน
“เอ็นโซ่” เอเตอร์เรียก “มาซ้อมกันไหม”
“ค...ครับ”
นี่แหละที่รอคอยชายหนุ่มรีบพยักหน้าและเดินตามไปง่าย ๆ ทันที
มีโอกาสไม่บ่อยนักหรอกที่จะได้จับคู่ซ้อมกับพี่เอเตอร์แบบสองต่อสองก็แหม ! บางทีนะบางที มาริโอ้ก็ตัวดีที่ชอบตามติดพี่เอเตอร์แจแต่ตอนนี้หมอนั่นไปซ้อมกับนิคก็ดีแล้วล่ะ
เขาไม่กล้ามองหน้ารุ่นพี่คนสวยมากนักจึงเลี่ยงสายตาไปทางอื่นที่จริงแล้วเอเตอร์ย้ายทีมออกไปเล่นนอกลีกและกลับมาใหม่อีกครั้งซึ่งเอ็นโซ่ดีใจมาก อย่างไรเสียออกไปเล่นต่างแดนก็ไม่สุขใจเหมือนบ้านเราหรอกจริงไหมล่ะ
ถึงจะไปพเนจรเสียไกลแต่เอเตอร์ก็ยังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสโมสรและแฟนบอล อ้อก็แองเจลโลน่ะสมัยที่ยังเป็นักเตะ เคยเป็กัปตันทีมของเอเตอร์มาก่อนด้วยนี่นะสุดท้ายทุกคนก็กลับมายังสโมสรแรกที่ตนเองเคยอยู่กันหมด เป็เื่ที่น่ายินดีจริงๆ
พวกเขาซ้อมเสร็จและกลับบ้านเอ็นโซ่เข้ามายังห้องแต่งตัวก็พบมาริโอ้
“อ้าว”
มาริโอ้ทัก
“ไง”
เอ็นโซ่ตอบเพื่อนกลับไปจากนั้นก็เดินไปยังกระเป๋าใส่สมบัติพัสถานของตนเอง หยิบมันขึ้นมา
“วันนี้คู่กับใครเนี่ย”
มาริโอ้ถาม
“พี่เอเตอร์”
“เห ?”
“พี่เอเตอร์”
เอ็นโซ่ตอบย้ำอีกครั้งเห็นมาริโอ้ทำปากจู๋ จากนั้นก็พูดว่า“ดีว่ะ”
มาริโอ้เป็เพื่อนรุ่นน้องที่ค่อนข้างพูดน้อยและเรียบร้อยกว่าเขาหากมองจากภายนอกแต่ภายในใครจะรู้เล่าว่าเอ็นโซ่น่ะขี้อายหนักมาก โดยเฉพาะกับเอเตอร์ด้วยแล้ว
ทางด้านอาโรหนุ่มลูกครึ่งเชื้อสายฝรั่งเศสเองเดินอาด ๆ เข้ามายังห้องแต่งตัวพอดี
อาโรเมื่อเห็นทั้งเอ็นโซ่และมาริโอ้ก็ยิ้มให้
“หวัดดี”
ชายหนุ่มตัวเล็กหน้าตาน่ารักทัก
“หวัดดี”
ทั้งสองคนตอบพร้อมกัน
“เป็ไงมั่งวันนี้”
เป็มาริโอ้ที่ถามออกไป
“เป็ไงคืออะไร”
อาโรไม่เข้าใจ
“โหย ก็พี่กับเจลโลน่ะออกจะสนิทกัน”
มาริโอ้พูด
“แล้วไง เดี๋ยวนะ พี่งง”
เ้าตัวดูจะงงจริงๆ เอ็นโซ่เห็นท่าทีของรุ่นพี่ลูกครึ่งแล้วถึงกับเอามือแปะหน้าผาก
“เฮ้อ---”
เขาเผลอถอนหายใจออกมานั่นทำให้อาโรหันขวับมาทางเขา
“อะไรกันพวกนาย” คิ้วเข้มของอาโรขมวดขึ้นอย่างสงสัย“มีอะไรก็บอกกันสิ”
“คือ…”
มาริโอ้เข้ามายืนชิดและเอาศอกกระทุ้งแขนของเขาเอ็นโซ่ได้แต่ยิ้มแห้ง
“คือไม่มีอะไรหรอกพี่”
ชายหนุ่มตาสีเขียวรีบกลบเกลื่อนแก้สถานการณ์
“???”
แต่อาโรไม่เชื่ออย่างแน่นอนเพราะพวกเขาดันเปิดประเด็น แบบแปลก ๆ ออกไปตอนนี้อยากให้ใครก็ได้บังเอิญเข้ามาที่นี่จะได้ฉวยโอกาสเปลี่ยนเื่หรืออย่างดีสุดก็คือรีบ เผ่น ออกไป
“อาโร !”
เสียงเรียกชื่อรุ่นพี่ฝรั่งเศสดังขึ้นทั้งสามจึงหันไปมองก็เห็นกุนซือของพวกเขา แองเจลโลนั่นเอง
“เจลโล ?”
อาโรยิ้มกว้างทันทีทั้งเอ็นโซ่และมาริโอ้มองหน้าเหมือนรู้กัน
“ยังไม่กลับอีกเหรอ”
กุนซือหนุ่มใหญ่พูดอันที่จริงแล้วแองเจลโลยังเป็กุนซือที่หนุ่มแน่นอยู่มากหากเทียบกับพวกกุนซือด้วยกันเพราะเขามีอายุเพียงสี่สิบปีเท่านั้นเอง เป็กุนซือที่อายุน้อยที่สุดในลีก
“กำลังจะกลับแล้วครับ”
สองคนนั้นพูดคุยกันอย่างสนิทสนมและเป็ธรรมชาติเหมือนมีบรรยากาศบางอย่างที่กั้นพวกเขาให้ห่างจากคนภายนอกอย่างอีกสองคนที่เหลือโดยสิ้นเชิงเอ็นโซ่คิดว่าอยู่แบบนี้ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาชายหนุ่มเ้าของสายตาสีเขียวจึงเอ่ยขึ้น
“ผมกลับแล้วครับเจลโล”
เขายิ้มให้ผู้เป็โค้ช
“เออ พรุ่งนี้รีบ ๆ มาซ้อมล่ะ อย่ามาสายถ้าไม่อยากถูกปรับเงินอีก”
คนาุโกว่าสำทับ
“คร้าบ ๆ”
เอ็นโซ่เดินออกมาพร้อมกับมาริโอ้และแยกกันตรงหน้าสนามซ้อมชายหนุ่มมองเห็นหลังของมาริโอ้ซึ่งไปเอาจักรยานไฟฟ้าแล้วรู้สึกเลื่อมใสนิด ๆที่อีกฝ่ายดูจะเป็คนอินดี้แบบน่าเอาเป็เยี่ยงอย่าง ช่วยชาติประหยัดพลังงาน
ส่วนตัวเขานั้นขับรถยนต์มา...เอาเถอะ ขนาดขับรถมาเองยังมาสายตลอดควรคิดว่าไง ?เอ็นโซ่เริ่มคิดว่าวันหลังเขาควรเปลี่ยนมาใช้จักรยานไฟฟ้าอย่างมาริโอ้ท่าจะคล่องตัวกว่า
ชายหนุ่มผู้เล่นตำแหน่งกองกลางเดินไปที่รถยนต์และกำลังจะเข้าไปนั่งตอนนั้นเองที่สายตาของเขาดันไปเห็นเอเตอร์กำลังออกไปเช่นกัน
“พี่เอเตอร์ !”
เขาะโเรียกและโบกไม้โบกมือให้ฝ่ายนั้นรู้สึกแปลกใจที่อีกฝ่ายไม่ได้เอารถมา
“เอ็นโซ่”
เอเตอร์ตอบกลับมาชายหนุ่มรุ่นน้องจึงรีบเดินเข้าไปหา
“พี่กำลังจะกลับเหรอครับ”
ถามอย่างมีน้ำใจ
“ใช่”
“แล้วรถล่ะ” มองซ้ายมองขวา “วันนี้ไม่ได้เอารถมาเหรอ”
“ส่งซ่อมน่ะ”
รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าของเอเตอร์เอ็นโซ่ใจสั่นยิ่งนัก เขาพูดกับอีกฝ่ายโดยที่ไม่ได้มองหน้าเท่าไหร่
“อ...เอ่อ ถ้าอย่างนั้นมารถผมไหม”
พูดออกไปแล้วก็อายยิ่งนักแต่เอเตอร์ตอบกลับมาทันทีว่า
“ไปสิ”
เพราะฉะนั้นทั้งสองคนจึงนั่งอยู่บนรถยนต์ของเอ็นโซ่ด้วยกันภายในห้องโดยสารมีแต่เสียงของเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเท่านั้นเพราะเ้าของรถมือกำพวงมาลัย สายตาเพ่งตรงไปที่ถนน เหมือนตั้งใจขับรถมากแต่จริง ๆคือรู้สึกประหม่าที่รุ่นพี่ซึ่งตนเองแอบชอบมานั่งอยู่ใกล้ ๆ เช่นนี้
ด้านฝ่ายเอเตอร์ชายหนุ่มมองออกไปยังถนนหนทางของกรุงโรมเส้นทางที่คุ้นเคยซึ่งจะนำทางไปสู่บ้านของตน
“...ขอบใจมากที่มาส่งนะเอ็นโซ่ แล้วไม่ต้องรีบกลับไปเลี้ยงน้องเหรอ”
เอเตอร์พูดทำลายความเงียบขึ้นเมื่อใกล้ถึงที่หมาย
“ครับ ก็รีบแต่ไม่เป็ไร”
ดูคำตอบฟังดูแปลกๆ ไหมล่ะนั่น รุ่นพี่คนสวยหัวเราะเบา ๆ แล้วยิ้มให้
“ยังไงก็ขอบใจนะ”
พูดพลางลงจากรถแล้วปิดประตูให้เอ็นโซ่มองตามแผ่นหลังบางที่เดินเข้าบ้านไป