แม้ตระกูลฉินพยายามจะปกปิดเรื่องน่าอายของฉินซีหลางมากเท่าใด แต่ก็ยังมีข่าวลือเกิดขึ้นมากมายว่ามีคุณชายตระกูลใหญ่ผู้มักมากในกามคนหนึ่ง เกิดมีความคิดพิสดาร จากที่เคยชมชอบเด็กสาวกลับหันมาชื่นชอบชายงามรูปร่างผอมบาง และหอชายงามก็ขึ้นชื่อเรื่องมีหนุ่มรูปงามรอให้บริการมากที่สุด ดังนั้นผู้คนจึงคาดเดากันไปว่าที่หอชายงามถูกเกิดเพลิงไหม้ คงมาจากที่คุณชายมักมากท่านนั้นไม่อยากให้มีคนไปใช้สถานที่แห่งนั้นร่วมกับตน
ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อข่าวลือที่มีสีสันนี้ไม่น้อย ทั้งยังมีบางคนที่จินตนาการเป็นเลิศ คิดเชื่อมโยงไปถึงคดีของเรือนดอกเหมยที่ถูกเพลิงไหม้ไปก่อนหน้านี้ขึ้นมาอีก
เจ้าหน้าที่จากสำนักตรวจราชการเขียนฎีกาเสนอต่อฝ่าบาทเพื่อให้รื้อคดีสอบสวนเหตุเพลิงไหม้ของเรือนดอกเหมย พร้อมกับให้สอบสวนคดีลอบวางเพลิงของหอชายงามไปพร้อมกัน
ซึ่งฝ่าบาทมอบหมายเรื่องนี้ให้รัชทายาทเป็นผู้ตรวจสอบ ทั้งยังทรงกำชับว่า หากพบว่าผู้ใดกระทำความผิด รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้จับมารับโทษสูงสุดตามกฎหมายของแคว้นได้ทันที
เพล้ง!
อัครเสนาบดีฉินขว้างถ้วยชาลงพื้นด้วยความโมโห
“ข้าจะเลี้ยงพวกเจ้าไว้ทำไม งานง่ายๆ แค่นี้ทำไมถึงปล่อยให้มีคนรู้ ข่าวลือกระจายไปทั่วเมืองหลวงแล้ว แม้แต่เด็กสามขวบยังเดาได้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดคือตระกูลฉิน”
“ท่านพ่อโปรดระงับโทสะ เรื่องของเรือนดอกเหมยกับหอชายงามไม่เกี่ยวกับเรา ชาวบ้านก็แค่ลือกันไปเองเท่านั้น” ฉินซีหลางเตือนบิดา
“ระงับโทสะอย่างนั้นหรือ เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นก็เพราะเจ้า อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าเรือนดอกเหมยนั้นเป็นของใคร เจ้ามีนิสัยรักสนุกแบบใดข้ารู้ทั้งหมด แต่ตอนนี้ความสนุกของเจ้ามันเกินขอบเขตไปแล้ว ถึงกับ...” อัครเสนาบดีฉินกัดฟัน “เจ้าถึงกับหันไปชื่นชอบชายหนุ่ม เจ้าวิปริตไปแล้วหรือ!”
“ท่านพ่อ! ข้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ข้าถูกปรักปรำ” ฉินซีหลางคุกเข่าลงด้วยความตกใจ แต่ไหนแต่ไรบิดาไม่เคยดุด่าเขา แต่ครั้งนี้นอกจากบิดาจะต่อว่าเขาต่อหน้าบ่าวไพร่มากมาย บิดายังขว้างถ้วยชาใส่และยังจะลงมือกับเขาอีก คราวนี้บิดาคงโมโหเขามากแล้วจริงๆ
“เป็นเพราะเรื่องของเจ้า ข้าจึงต้องรับปากช่วยเหลือเจ้ากรมอาญาเพื่อปิดบังเรื่องที่มีคนถูกวางยาในคุก ทั้งเวลานี้ข้าก็สั่งให้คนนำศพหญิงชายพวกนั้นไปทำลายทิ้งหมดแล้ว แต่ในเมื่อสำนักตรวจราชการเขียนฎีกาถึงฝ่าบาทให้สอบสวนเรื่องของเรือนดอกเหมยและหอชายงามใหม่ก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่กรมอาญาจะต้องถูกตรวจสอบ”
“ท่านพ่อหมายความว่าจะให้กรมอาญาเป็นคนรับผิดเรื่องนี้แทนเราหรือขอรับ”
“ทีแรกข้าคิดจะเก็บกรมอาญาไว้ใช้งาน แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ทันใช้ก็ต้องสลัดพวกเขาทิ้งแล้ว”
“แล้วรองเจ้ากรมอาญาฟู่เต๋อหย่ง ท่านพ่อจะตัดเขาทิ้งด้วยหรือขอรับ”
“ไม่ ฟู่เต๋อหย่งยังถือเป็นบุตรเขยของสกุลหลี่ เรายังต้องการเงินสนับสนุนจากพวกเขาอยู่ กิจการของพวกเขาทำเงินได้มากมาย ยกตัวอย่างโรงรับจำนำของพวกเขาแค่อย่างเดียวก็ทำเงินได้มากมายแล้ว ไม่ใช่ว่าหนึ่งล้านตำลึงเจ้าก็เพิ่งไปรีดไถจากพวกเขามาหรือ”
“ท่านพ่อรู้เรื่องนี้ด้วยหรือขอรับ”
“หึ...เรื่องของเจ้า ข้ารู้ทั้งหมด” อัครเสนาบดีฉินตอบเสียงเข้ม
ฉินซีหลางไม่กล้าสบตาบิดา “ทีหลังข้าจะระวังกว่านี้ขอรับ ว่าแต่รองเจ้ากรมอาญาฟู่ ท่านพ่อจะจัดการอย่างไร”
“ในเมื่อใช้งานฟู่เต๋อหย่งไม่ได้ เราก็สนับสนุนฟู่วั่งเสียนขึ้นมาแทน เจ้าไปอธิบายให้ฟู่เต๋อหย่งกับคนสกุลหลี่ฟังให้เข้าใจ แต่จำไว้ว่าข้าไม่ได้ให้ทางเลือกกับพวกเขา แค่ให้เจ้าไปบอกให้พวกเขารับรู้เท่านั้น หากพวกเขาไม่ยอมรับ ก็กำจัดพวกเขาทิ้งเสีย”
สองพ่อลูกตระกูลฉินไม่รู้เลยว่าตระกูลฉินที่ยิ่งใหญ่ของตนเองกำลังจะไม่เหลืออำนาจนั้นอีกแล้ว
“ว้าว! ทองคำทั้งหมดนี้เป็นของเราหรือเจ้าคะ” จูจื้อโหยวตาลุกวาวเมื่อมองเห็นทองคำกองโต
“ทองคำพวกนี้มีมูลค่านับล้านตำลึง คุ้มค่ากับที่ฉินซีหลางสั่งให้คนไปทำลายไข่ไก่ของเจ้าหรือไม่” ซ่งอี้เซวียนยิ้มถาม
“คุ้มมากเจ้าค่ะ” จูจื้อโหยวยิ้มกว้าง “ข้าจะเอาทองพวกนี้ไปเป็นทุนสำหรับขยายกิจการโรงน้ำชา และยังจะขยายกิจการของจวนอ๋องของเราไปอีกหลายๆ อย่าง เอาให้ครอบคลุมทั่วทั้งแคว้นเลยดีหรือไม่เจ้าคะ รับรองว่าต่อไปกองกำลังทหารทั้งสามหน่วยของพ่อบุญธรรมจะไม่ขาดแคลนอาหาร เสื้อผ้า แล้วก็อาวุธอีกต่อไปแล้ว”
“โหยวเอ๋อ แล้วเจ้าไม่คิดที่จะช่วยเอาทองคำเหล่านี้ไปเติมในท้องพระคลังให้ข้าบ้างเลยหรือ ดูไปแล้วในแคว้นนี้ ข้ากับเสด็จพ่อคงเป็นคนที่ยากจนที่สุด” รัชทายาทซ่งอี้เฉินแสร้งทำหน้าเศร้า “อีกอย่างครั้งนี้ข้าก็ช่วยเหลือเจ้าเหมือนกันนะ กว่าจะขนทองคำพวกนี้มาได้ เจ้ารู้ไหมว่าข้าต้องเรียกองครักษ์ลับของข้ามาใช้งานกี่คน”
“เอาไว้ข้าจะทำของอร่อยมาให้ท่านเป็นพิเศษเลยดีหรือไม่เจ้าคะ” จูจื้อโหยวตอบซ่งอี้เฉิน
“อืม...ค่อยน่าพอใจขึ้นมาหน่อย” ซ่งอี้เฉินตอบรับอย่างพอใจ
“เจ้าไม่ต้องไปขอบคุณพี่อี้เฉินมากนักหรอก เพราะครั้งนี้ต้องยกความดีให้กับเจี้ยนกั๋วเขาโน่น” ซ่งอี้เซวียนชี้ไปที่ชายหนุ่มสวมหน้ากากที่ยืนอยู่ตรงมุมห้อง
ฟู่ซีซวนกับจูจื้อโหยวมองตาม ก็เห็นชายสวมหน้ากากคนนั้นกำลังถอดหน้ากากออกพอดี แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่รู้ว่าชายหนุ่มคือใคร
“เจี้ยนกั๋วเป็นหัวหน้ากองกำลังพิทักษ์เมือง และยังเป็นคู่หมั้นของเยว่เอ๋อด้วย เขาจะเข้ามาเป็นน้องเขยเล็กในจวนอ๋องของเรา” ซ่งอี้เซวียนยิ้มให้ฟู่ซีซวนกับจูจื้อโหยว ก่อนจะเดินไปตบไหล่อู๋เจี้ยนกั๋ว “เจ้าสองคนควรจะขอบใจเขาถึงจะถูก”
“คารวะพี่รอง พี่สะใภ้รองขอรับ ขออภัยที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้มาทักทายท่านทั้งสอง” อู๋เจี้ยนกั๋วคำนับฟู่ซีซวนและจูจื้อโหยวอย่างนอบน้อม
“ได้ยินพ่อบุญธรรมพูดถึงคู่หมั้นของเยว่เอ๋ออยู่บ่อยๆ ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันวันนี้ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” จูจื้อโหยวทักทายด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าคือคนที่คอยคุ้มกันข้ากับพี่ใหญ่ที่สนามสอบไม่ใช่หรือ” ฟู่ซีซวนถามอย่างนึกขึ้นได้
“ขอรับ ถึงแม้ข้าจะมีตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองกำลังพิทักษ์เมือง แต่บางครั้งก็ได้รับภารกิจให้อารักขาบุคคลสำคัญด้วย” อู๋เจี้ยนกั๋วตอนยิ้ม
“คนสำคัญอะไรกัน เราคนกันเองทั้งนั้น” ฟู่ซีซวนก็ยิ้มตอบ
“สำคัญสิขอรับ เพราะท่านกับพี่ใหญ่เป็น เอ่อ...พี่ชายของว่าที่ภรรยาข้านี่ขอรับ” อู๋เจี้ยนกั๋วตอบอย่างเขินๆ
“ข้าว่านะพี่ใหญ่ ท่านไม่ต้องห่วงว่าเยว่เอ๋อจะถูกสามีรังแกแล้ว ดูท่าทางของเจี้ยนกั๋วสิเจ้าคะ เขาจะกล้าขัดใจน้องเล็กของเราได้ยังไง แต่งกันไปข้ากลัวก็แต่น้องเล็กของเราจะรังแกเจี้ยนกั๋วเสียมากกว่า” จูจื้อโหยวหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนนางจะขอตัวออกไปข้างนอกเพราะคิดว่าหนุ่มๆ คงมีเรื่องต้องปรึกษากัน “ข้าขอตัวไปดูที่ห้องครัวก่อนนะเจ้าคะ”
“หลังจากมีฎีกาส่งขึ้นไป เสด็จพ่อก็ให้เราตรวจสอบคดีเพลิงไหม้ของเรือนดอกเหมยกับหอชายงามทันที เป็นไปตามที่เสด็จอาคาดการณ์ไว้ทุกอย่าง” ซ่งอี้เฉินพูดขึ้น
“ท่านพ่อบอกไว้แล้วว่าเรื่องคราวนี้คงเล่นงานอัครเสนาบดีฉินได้ไม่มากนัก แต่อย่างน้อยก็คงจะกำจัดคนของเขาไปได้หลายคน และยังจะยึดคืนหน่วยงานสำคัญกลับมาได้” ซ่งอี้เซวียนเสริม
“คิดว่าเจ้ากรมอาญากับรองเจ้ากรมอาญาฟู่เต๋อหย่งคงเลี่ยงความผิดนี้ไม่พ้น” อู๋เจี้ยนกั๋วมองฟู่ซีซวนอย่างไม่มั่นใจ
“ข้ากับเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันแล้ว อีกอย่างเรื่องไหนดีไม่ดีเขาย่อมรู้อยู่แก่ใจ ในเมื่อตัดสินใจที่จะเลือกอยู่ข้างคนผิด เขาก็ต้องยอมรับผลจากการกระทำของตัวเอง” ฟู่ซีซวนพูด
“น่าเสียดาย ถ้าเราหาหลักฐานว่าอัครเสนาบดีฉินเป็นคนทำลายหลักฐานและกำจัดพยานในคดีของเรือนดอกเหมยได้ ตำแหน่งอัครเสนาบดีฝ่ายขวาจะต้องถูกเปลี่ยนแน่นอน” ซ่งอี้เฉินพูดขึ้นอย่างเสียดาย
แต่ใครจะรู้ว่าอีกไม่นาน หลักฐานที่ว่าจะถูกส่งมาให้พวกเขาใช้จัดการกับอัครเสนาบดีฉินได้จริงๆ