หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกว่าวันนี้ตนเองดวงดียิ่งนักนางจึงตัดสินใจที่จะเชื่อในเจตนารมณ์ของสวรรค์ รีบวิ่งไปในทิศทางที่กิ่งไม้ชี้ไปเส้นทางนี้ทอดยาวและมืดมิด ทั้งยังมีหนามรกชัฏ คนปกติย่อมไม่เดินมาถึงที่นี่
แต่หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกว่าการตัดสินใจของตนเองถูกต้องแม้ว่าจะถูกหญ้าที่ขึ้นสูงพันแข้งพันขา อีกทั้งใบหน้าและแขนยังถูกหนามบาดจนเป็นแผลนางก็เพิกเฉยกับสิ่งเหล่านี้ นางรีบพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด
ดวงจันทร์ลอยเหนือยอดหลิวส่องแสงผ่านช่องว่างของต้นไม้ลงมาเป็นครั้งคราว
หลินเสวี่ยจู๋ไม่รู้ว่าตนเองเดินมานานเพียงใดจู่ๆ นางก็ได้ยินน้ำเสียงอ่อนแรงเอ่ยเรียก “พี่หญิง”
นางหันไปมองตามเสียงก็เห็นหลินเสวี่ยอีนอนอยู่ในพงหญ้าเพียงลำพังโดยมีบาดแผลทั่วร่างกาย
“เจ้าเป็นอันใดไป?” หลินเสวี่ยจู๋ตกตะลึงรีบประคองนางลุกขึ้นนั่ง
ใบหน้าของหลินเสวี่ยอีเต็มไปด้วยคราบน้ำตานางเอ่ยราวกับจะหมดลมหายใจ “พี่หญิง ข้ารู้ว่าท่านต้องพบสัญลักษณ์ที่ข้าจงใจทิ้งเอาไว้”
“เป็นเจ้าเองหรือ?”หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง
หลินเสวี่ยอีพยักหน้าพยายามเหยียดนิ้วชี้ไปทางเบื้องหน้า
“มารดาข้าพาน้องชายเซวียนไปทางนั้นเจ้าค่ะ”
เป็นอย่างที่คิด!
สายตาของหลินเสวี่ยจู๋เปลี่ยนเป็นดุดันทันทีนางหยิบถุงใส่น้ำที่ด้านในเป็นน้ำพุจิตวิญญาณออกมากรอกปากให้หลินเสวี่ยอีดื่มสองสามอึกแล้วหยิบยาบำรุงหยวนชี่ออกมาใส่ปากนางอีก จากนั้นก็ถาม “เจ้าลุกขึ้นแล้วเดินกลับค่ายพักแรมไหวหรือไม่?”
หลินเสวี่ยอีส่ายหน้า “ไม่ไหวเจ้าค่ะแต่พี่หญิงไม่ต้องสนใจข้า ไปช่วยน้องชายเซวียนก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
หลินเสวี่ยจู๋ลังเลเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือไปดึงพุ่มหนามที่อยู่ข้างๆ มาคลุมร่างของหลินเสวี่ยอีเอาไว้“รอข้านะ” จากนั้นก็เดินไปทางซ้าย
เมื่อนึกถึงข้อเท้าของหลินเสวี่ยอีที่บวมปูดราวกับหมั่นโถวก้อนใหญ่นางก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟันแน่น
เดินไปอีกราวๆ หนึ่งเค่อนางก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาดังมาจากเบื้องหน้ายิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งได้ยินชัดเจนมากขึ้น
เป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
หลินเสวี่ยจู๋ผ่อนฝีเท้าลงแล้วมองไปรอบๆ
ได้ยินเพียงเสียงแต่ไม่เห็นคนและเสียงนั้นก็ราวกับดังแว่วมาจากใต้ดิน
หลินเสวี่ยจู๋เดินตามเสียงไปในที่สุดก็พบหลุมลึกในบริเวณที่ปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้และใบไม้แห้ง
นางยืนอยู่ปากหลุม เมื่อมองลงไปก็เห็นกัวซื่อพยายามที่จะชะเง้อคออย่างสุดชีวิตร่างเล็กๆ ของหลินอวี่เซวียนนอนนิ่งอยู่แทบเท้าของกัวซื่อ
“ท่านทำอันใดกับน้องชายข้า?” หลินเสวี่ยจู๋ตะโกนเสียงดัง โทสะแล่นขึ้นมาในอกทันที
นับตั้งแต่ทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องนี้แม้ว่าสกุลหลินสายหลักจะใช้กลอุบายสกปรกบ่อยครั้ง นางก็ยังไม่เคยโมโหขนาดนี้มาก่อน
กัวซื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋ก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกลับฉีกยิ้มให้ “สมกับเป็นนางแพศยาตัวน้อยเสียจริง แม้แต่ที่นี่ยังหาเจอ”
ขณะที่พูดนางก็คว้าหลินอวี่เซวียนขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนแล้วบีบคอเขา ก่อนจะเอ่ยอย่างชั่วร้าย “ดึงข้าขึ้นไป มิฉะนั้นข้าจะตายไปพร้อมกับไอ้เด็กเหลือขอคนนี้!”
แสงจันทร์ทำให้หลินเสวี่ยจู๋มองเห็นว่าหน้าอกของหลินอวี่เซวียนยังคงกระเพื่อมขึ้นลงเมื่อรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ก็โล่งใจอย่างยิ่ง นางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มดูแคลน พลางเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน“ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านมีความแค้นอันใดกับพวกเรากันแน่? เหตุใดถึงต้องมาระบายโทสะกับเด็กน้อยคนหนึ่งด้วย?”
“ความแค้นอันใดอย่างนั้นหรือ?” กัวซื่อเอ่ย นางปรารถนาที่จะฉีกปากของหลินเสวี่ยจู๋เสีย“ครอบครัวสกุลรองชั้นต่ำของพวกเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาอวดเบ่งต่อหน้าข้า? พวกเจ้าทำให้ข้าถูกเนรเทศ ถูกทุบตี แล้วยังแย่งเงินกับรถม้าของข้าไปอีกทำให้ข้ามีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย!”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของนางก็บิดเบี้ยวยิ่งกว่าเดิม“ข้าจะให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดด้วยเช่นกันไม่เพียงแต่ไอ้เด็กเหลือขอคนนี้เท่านั้น คนในครอบครัวพวกเจ้า ข้าจะตอบแทนทีละคนทำให้พวกเจ้าตายกันให้หมด ตายกันให้หมด!”
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มหยันสายตาลุ่มลึก “ป้าสะใภ้ใหญ่ นี่คือโอกาสสุดท้ายที่ข้าจะมอบให้ท่านหากท่านยอมคุกเข่าร้องขอการให้อภัยจากข้า ข้าก็จะดึงท่านขึ้นมา”
กัวซื่อฉีกยิ้มบิดเบี้ยวพร้อมกับบีบคอหลินอวี่เซวียน“เช่นนั้นก็ให้ไอ้เด็กเหลือขอคนนี้ไปรอข้าที่ฝั่งนั้นก่อนก็แล้วกัน”
“ย่อมได้!”หลินเสวี่ยจู๋ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มราวกับยกภูเขาออกจากอก “ป้าสะใภ้ใหญ่ข้าให้โอกาสท่านแล้ว เป็นท่านที่ไม่อยากได้เอง”
สิ้นเสียงนางก็ยกมือขึ้นแล้วโบกเบาๆ
กัวซื่อเห็นเพียงหลินอวี่เซวียนที่อยู่ในอ้อมแขนตนเองหายวับไปกับตา
ต่อมาหลินอวี่เซวียนก็ถูกหลินเสวี่ยจู๋อุ้มไว้ในอ้อมแขนนางตรวจสอบเด็กน้อยอย่างระมัดระวังรอบหนึ่ง พบว่านอกจากสีหน้าของเขาจะคล้ำเล็กน้อยแล้วก็ไม่มีปัญหาอื่นอีกคาดว่ากัวซื่อทำให้เขาสลบก่อนที่จะนำตัวมาที่นี่
หลินเสวี่ยจู๋หยิบยาบำรุงหยวนชี่ออกมาป้อนเขาครึ่งเม็ดเมื่อกินยาเข้าไปได้ครู่หนึ่ง สีหน้าของเด็กน้อยก็ดีขึ้นไม่น้อย
“เจ้า...”กัวซื่อล้มก้นจ้ำเบ้าด้วยความตกใจ นางเอามือตบหน้าตนเองหลายที
“เจ้าเป็นปีศาจเจ้าเป็นปีศาจ อ๊าก——”
ขณะที่กัวซื่อกำลังจะเป็นลมไปด้วยความตกใจอะไรบางอย่างก็ตกใส่ศีรษะของนาง เมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็เห็นมือของหลินเสวี่ยจู๋กำลังหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากความว่างเปล่า
ทุกครั้งที่นางขยับมือดินสีเหลืองกองหนึ่งก็จะร่วงลงมาจากอากาศ
กัวซื่อกลิ้งตัวไปมา นางต้องการที่จะลุกขึ้นแต่เนื่องจากแข้งขาอ่อนแรงจึงทำได้เพียงดิ้นรนเท่านั้น
ดินสีเหลืองร่วงลงมามากขึ้นเรื่อยๆกลบฝังร่างของกัวซื่อไปกว่าครึ่งภายในเวลาอันรวดเร็ว
นางเริ่มหายใจลำบาก ความดุร้ายที่แสดงออกมาเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหวาดผวามาตั้งนานแล้ว
“ช่วย ช่วยข้าด้วย...”นางมองหลินเสวี่ยจู๋ด้วยสายตาอ้อนวอน
หลินเสวี่ยจู๋หวนนึกถึงตอนที่ตนเองถูกจับได้ในชีวิตก่อนคนพวกนั้นทรมานนางสารพัดวิธีเพื่อที่จะถามถึงที่ตั้งของมิติ
เพื่อผลประโยชน์แล้วคนเราล้วนทำได้ทุกวิธีทาง
แม้กระทั่งเพื่อสิ่งที่เรียกว่า‘ความแค้น’ ก็สามารถลงมือกับเด็กที่ไร้เดียงสาคนหนึ่งได้
ความชั่วร้ายที่ฝังอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันล้วนไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย!
สายตาของหลินเสวี่ยจู๋ลุ่มลึกนางจ้องมองกัวซื่ออย่างเย็นชา
ใบหน้าของกัวซื่อดำคล้ำเช่นเดียวกับหลินอวี่เซวียนเมื่อครู่นางอ้าปาก แต่ไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมา
สุดท้ายนางก็ล้มลงและหมดสติไป
เสียงที่อ่อนเยาว์และอ่อนแอของหลินอวี่เซวียนดังแว่วมาจากในอ้อมแขนของหลินเสวี่ยจู๋เสียงนี้ราวกับปลุกหลินเสวี่ยจู๋ให้ตื่นก็ไม่ปาน
นางรีบมองกัวซื่อ แล้วเก็บดินสีเหลืองที่โยนลงไปเมื่อครู่กลับเข้าไปในมิติ
สวรรค์ เมื่อครู่นางเข้าสู่ด้านมืดหรือ?
น่ากลัวเหลือเกิน นางเกือบจะฆ่าคนแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋สะบัดศีรษะอย่างแรงสลัดความคิดดำมืดที่ผุดขึ้นในหัวออกไป จากนั้นก็ส่งยิ้มให้หลินอวี่เซวียน “ไม่ต้องกลัว พี่หญิงจะพาเจ้ากลับไป”
หลินอวี่เซวียนยื่นมือเล็กมาโอบรอบลำคอของนางแนบใบหน้าที่เล็กนุ่มนิ่มและร้อนผ่าวเข้าที่ไหปลาร้าของนาง แล้วพยักหน้าเล็กน้อย
ตอนนั้นเองที่หัวใจของหลินเสวี่ยจู๋พลันละลายนางรู้สึกเพียงว่าน้องชายตัวน้อยเป็นเด็กที่น่ารักที่สุดในโลก
สำหรับกัวซื่อนั้น นางย่อมไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจ แต่ในฐานะคนที่มาจากยุคปัจจุบัน นางย่อมไม่มีความกล้ามากพอที่จะฆ่าคน
ดังนั้นนางจึงหยิบผงยาสลบออกมากำมือหนึ่งแล้วโปรยลงไปในหลุมจากนั้นกวาดเอากิ่งไม้และใบไม้แห้งที่หล่นอยู่บริเวณใกล้เคียงเข้าไปข้างในหลุม
ขอเพียงกัวซื่อสลบไปสักสองสามวันขบวนเนรเทศก็คงเดินทางไปไกลแล้ว แม้ว่านางจะได้รับความช่วยเหลือและเอาชีวิตรอดมาได้ก็คงเป็นได้เพียงสตรีบ้านนอกที่ไม่มีทะเบียนบ้าน และไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
บทลงโทษนี้เจ็บปวดยิ่งกว่าความตายเสียอีก
หากนางโชคร้าย มีสัตว์ป่าตกลงไปในหลุมก็ทำได้แต่โทษตัวนางเองเท่านั้น นี่หมายความว่าทำชั่วไม่สำเร็จ ทั้งยังโดนแว้งกัดอีก
เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็โอบกระชับหลินอวี่เซวียนแน่นแล้วหันหลังจากไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ลาก่อนนะ ป้าสะใภ้ใหญ่
.............................