ตอนที่ 38 : เมืองเบื้องล่างนครเน็กซัส
หลังเคดสั่งผ่านวิทยุให้เตรียมทีมเคลื่อนย้ายข้อมูลและจัดแผนออกจากฐานบางส่วน ฐานทั้งฐานก็เริ่มเคลื่อนไหวเหมือนสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย
ก่อนหน้านี้ทุกอย่างยังเหมือนสถานที่ที่พยายามรักษารูปร่างของความปลอดภัยเอาไว้ ต่อให้ผนังมีรอยแตก ต่อให้ใต้พื้นมีเสียงครืดคราดของฝูง ต่อให้ในห้องทดลองเก่ามีวิดีโอของเด็กคนหนึ่งที่ชื่อคาเอลนั่งอยู่ในห้องสีขาวพร้อมเสียงแม่ที่เรียกเขาจากหลังแผ่นกระจก ฐานแห่งนี้ก็ยังพยายามแสดงตัวเป็นฐานทหาร เป็นศูนย์อพยพ เป็นระเบียบสุดท้ายของมนุษย์ในโลกที่ไร้ระเบียบ
แต่หลังคำว่า “จัดแผนออกจากฐานบางส่วน” ถูกส่งผ่านสายวิทยุออกไป ทุกอย่างก็เปลี่ยน
เสียงฝีเท้าดังขึ้นทุกทิศ
ไม่ใช่เสียงเดินปกติของเจ้าหน้าที่อีกต่อไป แต่เป็นเสียงรีบเร่งของคนที่พยายามเอาชนะเวลาที่ไม่มีใครมองเห็น เสียงรองเท้าบูตกระแทกพื้นโลหะ เสียงล้อเตียงคนเจ็บฝืดกับรางพื้น เสียงตู้เวชภัณฑ์ถูกลากเปิด เสียงกล่องกระสุนถูกยก เสียงเอกสารและอุปกรณ์ถูกโยนลงกระเป๋าอย่างไม่เรียบร้อย เสียงเด็กที่อยู่ไกลออกไปร้องไห้เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ทุกคนจู่ ๆ จึงเริ่มพูดเร็วขึ้น หายใจแรงขึ้น และมองประตูทุกบานเหมือนมันอาจกลายเป็นปากของสัตว์ประหลาดได้ทุกเมื่อ
คาเอลยืนอยู่กลางทางเดินชั้นใน มือข้างหนึ่งยังมีเลือดซึมจากบาดแผลที่ต้นแขน อีกข้างกำแผ่นรหัสเล็ก ๆ ที่เคดเพิ่งส่งให้เพื่อเตรียมใช้ในเส้นทางล่างของนครเน็กซัส ขอบแผ่นโลหะเย็นกดอยู่ในฝ่ามือ ความเย็นนั้นแปลก มันเหมือนสิ่งเดียวที่เป็นรูปธรรมพอให้เขายึดไว้ได้ในขณะที่ทุกอย่างในชีวิตเริ่มกลายเป็นคำถามที่ไม่มีพื้น
พ่อแม่ของเขา
โปรเจกต์เทรชโฮลด์
การได้ยิน
กุญแจสำรองในนครเน็กซัสด้านล่าง
สิทธิ์การควบคุมระดับสูงที่ยังติดอยู่ตรงขอบความคิดเหมือนตัวอักษรสีขาวซีดที่ไม่ยอมดับตามจอ
และเหนือสิ่งอื่นใด เสียงฝูงที่ยังขยับอยู่ใต้ฐาน
ครืด…
ครืด…
มันไม่ได้ดังมากพอให้ทุกคนได้ยิน แต่คาเอลได้ยิน
ไม่สิ เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคำว่า “ได้ยิน” ยังถูกต้องหรือไม่ เสียงนั้นไม่ได้เข้ามาทางหูอย่างเดียว มันกดขึ้นมาตามกระดูกเท้า ลามผ่านหน้าแข้ง เข้าหากระดูกสันหลัง แล้วกระซิบอยู่หลังท้ายทอย เป็นจังหวะของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่เคลื่อนผ่านดิน เปลือก คอนกรีต และโลหะเหมือนโลกใต้พื้นไม่ใช่พื้นอีกต่อไป แต่เป็นร่างกายของบางสิ่งที่กว้างกว่าฐานทั้งฐาน
มิเลียยืนข้างเขา
มือของเธอถือแท็บเล็ตสำรองที่ยังไม่ได้ส่งคืนให้แจ็กซ์ สีหน้าของเธอซีด แต่ไม่แตก เธอดูเหมือนคนที่เพิ่งเดินผ่านห้องซึ่งมีอดีตของคนที่ตัวเองรักแขวนอยู่บนจอ แล้วไม่มีเวลาแม้แต่จะร้องไห้ให้กับมัน เพราะปัจจุบันกำลังพังลงมาทับพวกเขาทันที เธอเหลือบมองเขาเป็นระยะ ไม่ใช่สายตาของคนที่ตรวจบาดแผลทางกาย แต่เป็นสายตาของคนที่พยายามจับให้ได้ว่าชายตรงหน้ายังกลับมาอยู่ในตัวเองครบหรือไม่
แจ็กซ์กอดอุปกรณ์ข้อมูลแน่นเหมือนจะยอมให้ใครตัดแขนก่อนปล่อยของในมือ สีหน้าเขาเหมือนไม่อยากเชื่อว่าอดีตซึ่งเขาเคยฝังไว้ใต้ชื่อเล่น “ราชาหนู” กำลังจะถูกลากขึ้นมาใช้เป็นทางรอดของทุกคน เขามองไปทางป้ายชั้นล่างบนผนัง แล้วหลบตา เหมือนตัวหนังสือพวกนั้นกำลังพูดชื่อเก่าที่เขาไม่อยากได้ยิน
โวร่ายืนเงียบอยู่ใกล้กำแพง รอยช้ำที่ไหล่ยังทำให้ท่าทางของเธอแข็งกว่าปกติเล็กน้อย แต่ดวงตายังนิ่ง เธอมองการเคลื่อนย้ายข้อมูล มองทหาร มองจุดแตกร้าวบนพื้น และมองคาเอลด้วยสายตาของคนที่รู้ว่าความลับจากห้องทดลองไม่เคยหยุดอยู่ที่ห้องเดียว
นิกซ์นั่งอยู่บนลังอุปกรณ์ตรงมุมทางเดิน แจ็กซ์เพิ่งบังคับให้เขานั่งพักหลังจากเด็กหนุ่มเกือบล้มอีกครั้ง มือของนิกซ์กุมท้องตัวเอง ใบหน้าเหงื่อท่วมทั้งที่อากาศหนาว เส้นสีคล้ำใต้ผิวบริเวณคอขยับช้า ๆ เป็นระยะ เหมือนมีเงาของรากไม้เลื้อยอยู่ข้างใน เขาเงยหน้าขึ้นทุกครั้งที่พื้นส่งเสียงต่ำ ๆ แล้วหลับตาลงเหมือนพยายามไม่ตอบรับอะไรบางอย่างที่เรียกอยู่
เคดยืนคุยกับนายพลเมมฟิสใกล้จอแผนที่ชั่วคราว น้ำเสียงทั้งสองต่ำและเร็ว แผนที่ฐานถูกแบ่งเป็นสองเส้นทาง เส้นหนึ่งขึ้นไปยังจุดอพยพทางทหารด้านเหนือ อีกเส้นลากลงสู่พื้นที่ซึ่งไม่มีรายละเอียดมากนัก มีเพียงเส้นสีเทาที่ต่อไปยังเครือข่ายใต้เมือง
นครเน็กซัสด้านล่าง
คำนี้ไม่เหมือนชื่อสถานที่
สำหรับแจ็กซ์ มันเหมือนอดีต
สำหรับคาเอล มันเหมือนประตู
สำหรับทุกคนในตอนนี้ มันเหมือนทางที่ไม่มีใครอยากเลือก แต่ต้องเลือก เพราะทางอื่นกำลังถูกปิดด้วยกรงเล็บ เสียงปืน และความกลัวของมนุษย์ด้วยกันเอง
เสียงวิทยุดังแตกพร่าเข้ามาในช่องสื่อสารของเคด
“แนวประตูหลักมีผู้รอดชีวิตรวมตัวเพิ่มครับ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าผู้บริสุทธิ์กำลังปลุกปั่น บอกว่าคนที่มีค่าการเชื่อมโยงความจริงผิดปกติเป็นต้นเหตุที่ฝูงตามมา บางคนถืออาวุธทำเอง บางคนมีขวดไฟ”
ห้องเงียบลงอย่างน่าอึดอัด
แจ็กซ์หลับตาลงช้า ๆ
“โลกแตกไม่ทันข้ามสัปดาห์ มนุษย์ก็รีบตั้งชื่อให้ตัวเองดูดีตอนจะฆ่าคนอื่นแล้ว”
ไม่มีใครตอบมุกนั้น
เพราะมันไม่ใช่มุกจริง ๆ
เมมฟิสกดวิทยุ
“ตรึงแนวไว้ ห้ามยิงถ้าไม่ถูกโจมตีก่อน อย่าให้พวกเขาเข้าถึงเขตผู้ป่วยหรือเขตกักกันสีแดง”
เสียงปลายสายมีเสียงตะโกนแทรกเข้ามา
“ส่งพวกมันออกมา!”
“เผาพวกที่ได้ยินเสียงสัตว์ประหลาดก่อน!”
“ถ้าพวกมันยังอยู่ ฐานอพยพจะตายกันทั้งหมด!”
ประโยคสุดท้ายทำให้คาเอลรู้สึกคลื่นไส้
ถ้าพวกมันยังอยู่
เขาก้มมองเลือดที่แห้งอยู่บนหลังมือ เลือดของเขาเองยังเป็นสีแดงเหมือนคนอื่น แต่ในสายตาคนพวกนั้น บางทีสีของเลือดอาจไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่หลักฐาน แต่เป็นเหยื่อที่ทำให้ความกลัวของตัวเองมีรูปร่าง
นิกซ์ก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม
มิเลียเห็น
เธอเดินไปหาเขาอย่างเงียบ ๆ แล้ววางแท็บเล็ตลงข้างแจ็กซ์ ก่อนนั่งย่อตัวตรงหน้านิกซ์
“มองฉัน”
นิกซ์ส่ายหน้า
“พวกเขาพูดถึงผมด้วย”
“พวกเขาไม่รู้จักนาย”
“แต่ผมก็ได้ยินมันจริง ๆ”
มิเลียเงียบไปครู่หนึ่ง
แล้วพูดเสียงเบาแต่ชัด
“การได้ยินไม่ได้ทำให้นายเป็นสัตว์ประหลาด สิ่งที่นายเลือกทำหลังได้ยินต่างหาก”
นิกซ์เงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอในดวงตา
“ถ้าวันหนึ่งผมเลือกไม่ได้ล่ะ”
คำถามนั้นตกลงกลางทางเดินเหมือนเศษเหล็กร้อน
แจ็กซ์หันไปทันที
“งั้นฉันจะตบหัวนายก่อน แล้วค่อยลากนายกลับมา”
นิกซ์ฝืนยิ้มเล็กมาก
“ถ้าผมกัดล่ะ”
“ฉันจะใส่หมวกกันน็อก”
มิเลียมองแจ็กซ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย แม้มุกนั้นไม่ได้ลบความกลัว แต่มันทำให้ความกลัวมีรูเล็ก ๆ ให้ลมหายใจผ่าน
คาเอลมองภาพนั้น
แล้วรู้สึกว่าทีมของเขาเริ่มกลายเป็นอะไรบางอย่างที่ใกล้กับครอบครัวอย่างช้า ๆ
ไม่ใช่เพราะพวกเขาเลือดเดียวกัน
แต่เพราะโลกกำลังผลักทุกคนออกจากที่เดิมทีละคน จนคนที่ยังยืนอยู่ข้างกันกลายเป็นบ้านชั่วคราวโดยไม่ต้องมีผนัง
เสียงผู้หญิงในหัวดังขึ้น
“อย่ามองมันนาน”
คาเอลนิ่ง
“ทำไม” เขาถามในใจโดยไม่รู้ตัว
เสียงนั้นตอบสั้น ๆ
“เพราะสนามรบชอบลงโทษคนที่ยึดติดกับภาพที่อยากปกป้อง”
เขาเกือบโกรธ
แต่ก่อนจะคิดต่อ พื้นใต้เท้าก็สั่น
ไม่แรง
แต่ทุกคนในทางเดินรับรู้ได้พร้อมกัน
แก้วน้ำบนโต๊ะอุปกรณ์เลื่อนเล็กน้อย กระสุนในกล่องโลหะส่งเสียงกระทบกันเบา ๆ ไฟบนเพดานกะพริบถี่ขึ้น
นิกซ์ยกมือขึ้นกุมหูทันที
“มันกำลังขุด”
เวลหันขวับไปที่จอแผนที่
“แต่เครื่องยังไม่ขึ้นสัญญาณเตือน”
นิกซ์ส่ายหน้าแรงขึ้น
“ไม่ พวกมันกำลังขุด!”
คาเอลมองแผนที่
จุดที่ยังไม่มีสัญญาณคือโซนเก็บเวชภัณฑ์ด้านตะวันตก ใต้พื้นที่นั้นมีท่อเก่า เสาโครงสร้าง และช่องว่างที่แผนที่ระบุว่าเป็นคอนกรีตตัน แต่ความรู้สึกใต้พื้นบอกเขาว่าไม่ใช่
เขาก้าวไปข้างหน้า ชี้นิ้วไปยังตำแหน่งหนึ่งก่อนจะทันห้ามตัวเอง
“ตรงนี้”
เวลมองตาม
“ตรงนั้น ไม่มีโพรงนะ”
คาเอลพูดเสียงต่ำ
“ตอนนี้ยัง แต่พวกมันกำลังทำให้มี”
เมมฟิสหันมา
“มีเวลานานแค่ไหน”
คาเอลไม่อยากตอบ
เพราะคำตอบมาเร็วเกินไปอีกแล้ว
“ไม่พอให้ขนของทั้งหมดออก แต่พอสำหรับการเคลื่อนย้ายคน”
เมมฟิสไม่ลังเล
“ทุกหน่วยฟัง! ให้อพยพย้ายคนออก ทิ้งสิ่งของไว้ ปิดโซนเวชภัณฑ์”
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตะลึง
“แต่ท่านครับ ยาสำรอง—”
“ยาใช้กับคนตายไม่ได้”
คำพูดนั้นตัดอากาศเหมือนใบมีด
คาเอลได้ยินแล้วรู้สึกหนาวลึก
มันถูก
และเพราะมันถูก เขาจึงกลัวว่าตัวเองจะเริ่มพูดแบบนั้นได้ง่ายขึ้นในสักวันหนึ่ง
คำสั่งถูกส่งออกไปทันที แต่ฐานที่เต็มไปด้วยผู้รอดชีวิตไม่เคลื่อนที่เร็วเท่าคำสั่ง
โซนเวชภัณฑ์กลายเป็นความวุ่นวายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที เจ้าหน้าที่พยายามลากคนเจ็บออกก่อน กล่องยาและอุปกรณ์ถูกทิ้งไว้บนชั้น บางคนพยายามกลับไปเอายาส่วนตัวของญาติ ทหารต้องลากพวกเขาออกมา เสียงร้องว่า “ลูกฉันต้องใช้ยา” กับ “แม่ฉันจะตายถ้าไม่มีอินซูลิน” แทรกอยู่ในเสียงสัญญาณเตือนจนเหมือนทั้งฐานกำลังกัดลิ้นตัวเอง
คาเอลถูกดึงไปยังทางเดินหลักพร้อมเคด รูค มิเลีย แจ็กซ์ โวร่า เวล และนิกซ์
เขาไม่ได้ตั้งใจจะนำหน้า
แต่ทุกคนเริ่มมองเขาเมื่อถึงทางแยก
เขาเห็นทางเดินซ้ายมีคนเจ็บมากเกินไป ทางเดินขวามีประตูแคบและเสี่ยงติดขัด ทางใต้เป็นทางลงเส้นทางล่างแต่ยังเปิดไม่เต็มที่ ทางเหนือเชื่อมไปจุดอพยพทหาร ขบวนหลักจะต้องไปทางนั้น
แผนที่ในหัวเปิดออกเอง
ถ้าปล่อยให้คนจากโซนเวชภัณฑ์ไหลไปทางเหนือพร้อมขบวนหลัก จะตันตรงบันได
ถ้าเปิดทางใต้เร็วเกินไป คนจะเบียดลงนครเน็กซัสด้านล่างโดยไม่มีการคัดกลุ่ม
ถ้าปิดประตูตะวันตกช้ากว่าสิบวินาที โพรงจะแตกตอนเจ้าหน้าที่ชุดสุดท้ายยังอยู่ข้างใน
สิบวินาที
เขาเกลียดคำนี้
“แจ็กซ์” คาเอลพูด
แจ็กซ์หันมา
“เปิดประตูบริการใต้บันไดกลางสองบาน แล้วปิดประตูตะวันตกครึ่งหนึ่ง อย่าปิดหมด ให้คนเห็นทางถอย แต่บังคับให้ไหลลงใต้”
แจ็กซ์มองเขาเพียงเสี้ยววินาที
ไม่มีคำถาม
เขาพุ่งไปที่แผงควบคุมทันที
“รับทราบครับ คุณผู้บัญชาการที่ยังไม่อยากเป็นผู้บัญชาการ!”
คำพูดนั้นควรตลก
แต่มิเลียหันมามองคาเอลทันที
เขาเห็นแววตาเธอ
ความกลัวเล็ก ๆ ที่เธอไม่อาจซ่อนได้
แม้แต่รูคก็เห็น
แต่ไม่มีใครพูด
เพราะพื้นแตกในวินาทีถัดมา
เสียงระเบิดจากใต้โซนเวชภัณฑ์ดังทึบจนผนังสั่น เศษคอนกรีตและฝุ่นพุ่งออกจากประตูทางเดินด้านตะวันตก คนที่อยู่ใกล้ที่สุดกรีดร้องและล้มลง เซิร์กลิงตัวแรกพุ่งออกมาจากควันขาวปนดิน มันไม่ได้วิ่งมั่ว มันพุ่งต่ำ เล็งไปยังคนเจ็บที่ถูกลากผ่านประตู
คาเอลเห็นเส้นทางมันก่อนทุกคน
ไม่ใช่เพราะตามันเร็วกว่าอย่างเดียว
แต่เพราะเขารู้ว่าถ้าเป็นมัน เขาจะทำอะไร
ความคิดนั้นน่ารังเกียจ
แต่มันช่วยชีวิตคนได้
เขากระชากท่อนเหล็กจากราวกั้นข้างทางแล้วพุ่งตัดมุม ไม่ได้เข้าไปขวางตรง ๆ แต่เข้าตำแหน่งที่เซิร์กลิงจะถึงในอีกครึ่งวินาที ท่อนเหล็กฟาดลงบนขาหน้าของมันเต็มแรง เสียงกระดูกเปลือกแตกดังกรอบ ร่างมันเสียหลักแต่ไม่ล้ม กรงเล็บอีกข้างฟาดสวนกลับมา
“ก้มลงต่ำ”
เสียงผู้หญิงดังในหัว
คาเอลทิ้งตัวลงทันที ลมจากกรงเล็บเฉียดผ่านผมเขาไปจนหนังศีรษะเย็นวาบ ในจังหวะเดียวกัน รูคยิงจากด้านหลัง กระสุนเจาะหัวเซิร์กลิงจนร่างมันกระแทกผนังแล้วตกลงพื้น เลือดดำกระจายบนกระเบื้องสีขาว
คาเอลลุกขึ้น หายใจถี่
รูคมองเขา
“นายได้ยินเสียง?”
คาเอลพยักหน้า
“ใช่”
รูคไม่พูดว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ
เขาเพียงหันกลับไปยิงตัวต่อไป
นั่นอาจเป็นความไว้ใจแบบของรูค
หรืออย่างน้อยก็เป็นการยอมรับว่าในวินาทีที่กรงเล็บอยู่ตรงหน้า แหล่งที่มาของข้อมูลสำคัญน้อยกว่าการมีชีวิตรอด
เซิร์กลิงอีกสองตัวพุ่งออกมาจากควัน โวร่าเคลื่อนเข้าไปเหมือนเงาที่ถูกปล่อยจากพื้น แม้มีเพียงมีดสนามกับเศษเหล็ก เธอก็หลบกรงเล็บแรกด้วยการเอียงตัวน้อยที่สุดแล้วแทงเข้ารอยต่อใต้คอ เสียงเลือดดำพุ่งออกมาเปียกพื้น เธอดึงมีดออกไม่ทันเพราะใบมีดติดกับกระดูกเปลือก จึงปล่อยทันที หมุนตัวหลบอีกตัวที่พุ่งเข้ามา แล้วใช้ศอกกระแทกด้านข้างหัวมันให้เบี่ยงไปในแนวยิงของเวล
เวลยิงลำแสงพลังงานเข้าดวงตาของมัน เสียงไหม้ดังฉ่า สัตว์ตัวนั้นสะบัดหัวชนผนัง ก่อนรูคยิงปิดท้าย
แจ็กซ์จากด้านหลังตะโกน
“ประตูบริการเปิดแล้ว! แต่ถ้าใครวิ่งย้อนกลับไปเอากล่องยา ผมจะไม่รับผิดชอบทางจิตใจนะ!”
มิเลียกำลังช่วยลากคนเจ็บลงทางใต้ เธอไม่ใช่คนที่แรงมากที่สุดในห้อง แต่เธอมีเสียงที่ทำให้คนไม่แตกตื่น
“มองฉัน! ตามแสงสีฟ้าไป! คนที่เดินได้ช่วยจับคนที่เดินไม่ได้! อย่าหยุดตรงประตู!”
เธอจับมือเด็กหญิงคนหนึ่งที่ตัวสั่นจนเดินไม่ไหว ดึงให้เด็กมองตาเธอแทนมองซากเซิร์กลิง
“หายใจเข้าลึก ๆ นะ เด็กดี หายใจเข้า…ใจเย็น ๆ …แล้วเดินมากับฉัน”
คาเอลมองเธอเพียงเสี้ยวหนึ่ง
แล้วต้องหันกลับ เพราะพื้นทางเดินตะวันตกแตกกว้างขึ้น
โรชตัวหนึ่งดันตัวออกมาจากช่องแตกอย่างหนักหน่วง เปลือกแข็งสีดำคล้ำของมันขูดขอบคอนกรีตจนเกิดประกาย เศษฝุ่นหล่นลงบนหลังมันเหมือนหิมะสกปรก ร่างเตี้ยหนาแต่ทรงพลังของมันทำให้ทางเดินแคบลงทันที ดวงตาหลายจุดใต้แผ่นเกราะกวาดผ่านฝูงคน ไม่รีบร้อนเหมือนเซิร์กลิง
ความไม่รีบร้อนนั้นทำให้มันน่ากลัวกว่า
ทหารสองนายยิงใส่ด้านหน้า
กระสุนสะท้อนเกราะมันแทบไม่เข้า
“หลบ!” เคดตะโกน
โรชพุ่งกระแทกแผงกั้นโลหะ เสียงเหล็กบิดดังแสบหู ผู้รอดชีวิตด้านหลังร้องแตกฮือ
คาเอลเห็นผลลัพธ์ทันที
ถ้าโรชทะลุแผงนี้ ทางลงใต้จะถูกตัด
ถ้าทางลงใต้ถูกตัด คนเจ็บกลุ่มนี้จะย้อนขึ้นเหนือ ชนกับขบวนหลัก แล้วทางอพยพทั้งหมดจะพัง
“แจ็กซ์ สายไฟเพดาน!”
แจ็กซ์เงยหน้ามอง
“อีกแล้วเหรอ!”
“พื้นเปียก!”
“เหตุผลนายเริ่มซ้ำ แต่ก็ยังใช้ได้!”
เขาพุ่งไปที่แผงไฟข้างผนังทันที ใช้เครื่องมือเจาะเปิดแผงอย่างเร็ว นิ้วของเขาวิ่งผ่านสายไฟราวกับกำลังเล่นเครื่องดนตรีที่ถ้ากดผิดคีย์ทุกคนจะตาย
คาเอลหันไปตะโกน
“ทุกคนออกจากน้ำ! ขึ้นขอบ! ยกคนเจ็บขึ้น!”
มิเลียรับช่วงคำสั่งทันที
“ขึ้นเตียง! ขึ้นโต๊ะ! ใครยืนในน้ำออกมาเดี๋ยวนี้!”
โวร่ากระโจนไปช่วยยกชายแก่คนหนึ่งขึ้นบนลังเหล็ก แจ็กซ์ตัดไฟลงสายที่พาดเหนือพื้นน้ำขังในจังหวะที่โรชก้าวเข้ามา แสงสีน้ำเงินขาวระเบิดทั่วทางเดิน เสียงไฟฟ้าช็อตดังแสบหู กลิ่นควันไฟกับเนื้อไหม้พุ่งกระแทกจมูก
โรชกระตุกทั้งร่าง
แต่ยังไม่ล้ม
เวลหน้าซีด
“ไม่พอ!”
คาเอลเห็นรอยเปิดใต้เกราะคอที่ยกขึ้นเพราะมันเสียจังหวะ
“รูค ยิงขาซ้ายล่าง! เคด รอหัวมันยก!”
รูคทำตามทันที กระสุนเจาะเข้าขาซ้ายล่างจนโรชเสียสมดุล หัวมันยกขึ้นเพื่อทรงตัว เคดก้าวเข้าไปในระยะอันตราย ยิงสามนัดติดเข้าใต้คอ เสียงกระสุนระเบิดในเนื้อดังทึบ เลือดดำพุ่งออกมาจากรอยแตกของเกราะ
โรชทรุดลง แต่ยังดิ้น
โวร่าพุ่งเข้าไปแทงเศษเหล็กเข้ารอยเปิดอีกครั้งแล้วกลิ้งหลบกรงเล็บสุดท้ายที่ฟาดพื้นจนกระเบื้องแตก คาเอลเห็นเธอเสียจังหวะตอนลุก ไหล่ของเธอคงเจ็บหนักกว่าเดิม แต่เธอไม่ส่งเสียง
ร่างโรชแน่นิ่งลงในที่สุด
ทางเดินเต็มไปด้วยควัน กลิ่นไหม้ และเสียงหอบของคนเป็น
ไม่มีเวลาหยุด
เสียงปืนจากด้านบนดังขึ้นถี่กว่าเดิม
วิทยุของเมมฟิสแตกพร่า
“ประตูหลักถูกฝ่า! กลุ่มผู้บริสุทธิ์บางส่วนเข้ามาในเขตกั้นชั้นนอก พวกเขามีขวดไฟ!”
เมมฟิสสบถต่ำ ก่อนตะโกน
“หน่วยเหนือคุมแนว! ห้ามให้พวกเขาเข้าถึงเขตกักกันสีแดง!”
คาเอลได้ยินเสียงมนุษย์ก่อนเห็นตัว
เสียงตะโกนซ้อนกัน เสียงรองเท้าวิ่ง เสียงโลหะกระแทกโลหะ เสียงหวาดกลัวที่ปลอมตัวเป็นความชอบธรรม
“ส่งพวกมันออกมานะ!”
“คนได้ยินเสียงพวกมันคือภัยอันตราย!”
“เผามันก่อนแพร่กระจาย!”
กลุ่มผู้บริสุทธิ์ทะลุเข้ามาทางประตูด้านข้างบางส่วน พวกเขาไม่ได้ดูเหมือนปีศาจ พวกเขาดูเหมือนคนธรรมดาที่กลัวจนยอมให้ความกลัวสวมหน้าแทนตัวเอง ชายวัยกลางคนในเสื้อกันฝนขาด ๆ ถือขวดไฟ มือสั่นหนักจนเปลวไฟเกือบลามถึงนิ้ว หญิงคนหนึ่งร้องไห้ขณะตะโกนให้ส่ง “พวกผิดปกติ” ออกมา ชายหนุ่มสองคนถือปืนเก่า แต่ปลายนิ้วสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้
คาเอลมองพวกเขาแล้วรู้สึกสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
พวกเขาไม่ใช่คนเลวทั้งหมด
บางคนแค่กลัว
และความกลัวทำให้มนุษย์ทำสิ่งที่คนเลวไม่จำเป็นต้องสั่ง
ขวดไฟใบหนึ่งถูกโยนมา
มันหมุนผ่านอากาศช้าอย่างผิดธรรมชาติในสายตาของคาเอล ปลายทางคือกลุ่มผู้ป่วยสีแดงที่กำลังถูกพาออกจากห้องกักกันชั่วคราว เด็กหญิงที่เคยถูกเครื่องสแกนเตือนอยู่ตรงนั้นกับแม่ แม่ของเธอกอดลูกแน่นจนแทบกลืนร่างเล็ก ๆ ไว้ในอ้อมแขน
คาเอลเคลื่อนก่อนคิด
เขาคว้าผ้าห่มฉุกเฉินจากเตียงข้างทาง เหวี่ยงขึ้นรับขวดไฟกลางอากาศ ของเหลวไวไฟกระเซ็นใส่ผืนผ้า เปลวไฟลุกพรึบขึ้นทันที ความร้อนกัดผ่านแขนเสื้อและผิวหนังจนเขากัดฟัน เขากดผ้าห่มลงพื้น ใช้รองเท้ากระทืบดับไฟซ้ำ ๆ จนควันดำพุ่งขึ้นคลุมหน้า
กลิ่นผ้าไหม้กับผิวไหม้จาง ๆ ทำให้มิเลียร้องชื่อเขา
แต่เขายังหันไปทางกลุ่มผู้บริสุทธิ์
ชายที่โยนขวดไฟหยุดนิ่ง
เขาเห็นคาเอล
เห็นคนที่ข่าวลือบอกว่าเป็นต้นเหตุของฝูง ยืนอยู่ระหว่างไฟกับเด็กที่เขาเพิ่งพยายามเผา
ความสับสนผ่านดวงตาเขาเพียงเสี้ยวเดียว
แล้วเสียงคนด้านหลังตะโกน
“อย่าโดนมันหลอก!”
ปืนดังหนึ่งนัด
ไม่รู้ใครยิง
กระสุนกระแทกพื้นใกล้เท้าคาเอล เศษกระเบื้องแตกบาดหน้าแข้งเขา รูคพุ่งเข้ามากระแทกโล่แขนขวางทันที เคดตะโกนสั่งให้หยุดยิง ทหารยิงเตือนขึ้นเพดาน เสียงปืนในพื้นที่ปิดทำให้ทุกคนหูอื้อไปชั่วขณะ
แล้วพื้นด้านหลังกลุ่มผู้บริสุทธิ์ก็แตก
เซิร์กลิงสองตัวพุ่งขึ้นมาท่ามกลางคนที่เพิ่งบุกเข้ามา
เสียงความโกรธเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องในทันที
ฝูงไม่แยกว่ามนุษย์คนไหนบริสุทธิ์ คนไหนผิดปกติ คนไหนกลัว คนไหนถูกเกลียด มันฉีกผ่านทุกคนที่ช้าเกินไป
คาเอลมองภาพนั้นแล้วรู้สึกเหมือนเห็นคำตอบของโลกใหม่
มนุษย์อาจแบ่งฝ่ายเอง
แต่สิ่งใต้พื้นไม่ได้สนใจชื่อฝ่ายของมนุษย์
มิเลียพุ่งเข้าไปช่วยหญิงคนหนึ่งที่ล้มอยู่ใกล้แนวประตู แม้ผู้หญิงคนนั้นจะยังถือผ้าสัญลักษณ์ผู้บริสุทธิ์อยู่ในมือ
โวร่าเคลื่อนที่ตามเธอไป ตัดขาเซิร์กลิงตัวหนึ่งก่อนมันถึงชายที่เพิ่งตะโกนให้เผาคนอื่น แจ็กซ์ลากเด็กชายคนหนึ่งที่ยืนตัวแข็งกลางทางเดินเข้าหลังลังเหล็ก พร้อมตะโกนว่า
“ไอ้หนู ถ้ารอดไปได้ช่วยอย่าโตไปเป็นคนถือขวดไฟนะ!”
คาเอลยืนกลางเสียงทั้งหมด
ทางเลือกแตกเป็นเส้นในหัวเขา
ถ้าปิดประตูตอนนี้ กลุ่มผู้บริสุทธิ์ด้านนอกบางคนจะถูกเซิร์กลิงฆ่า
ถ้าเปิดกว้าง ฝูงอาจทะลุเข้ามาในเขตผู้ป่วย
ถ้าช่วยมากเกินไป ขบวนเส้นทางล่างจะช้า
ถ้าช่วยน้อยเกินไป เขาจะปิดประตูอีกบานในชีวิตตัวเอง
ประตูบีเจ็ดดังขึ้น
ปัง
เขาหายใจติดขัด
เสียงผู้หญิงในหัวดังขึ้น
“การช่วยคนส่วนใหญ่ไม่ใช่ความผิด แต่คนที่ตัดสินใจต้องเป็นคนแบกรับมัน”
เขาเกือบเกลียดเธอ
แต่คำแนะนำนั้นถูก
เขาตะโกน
“ปิดแนวกั้นครึ่งหนึ่ง! เปิดช่องซ้ายไว้! คนไม่มีอาวุธเข้ามาได้ คนถืออาวุธทิ้งอาวุธก่อน!”
เมมฟิสมองเขาหนึ่งวินาที
แล้วสั่งซ้ำทันที
ทหารเลื่อนแผงกั้น ปิดทางกว้างให้เหลือช่องแคบ ผู้คนด้านนอกถูกบังคับให้ทิ้งอาวุธก่อนลอดเข้ามา บางคนยังด่า บางคนร้องไห้ บางคนคลานผ่านเข้ามาแล้วกอดขาทหารที่เมื่อครู่ตัวเองเกือบทำร้าย
คาเอลไม่มองพวกเขานาน
เพราะถ้ามอง เขาอาจเริ่มคิดว่าใครคู่ควรกับการรอด
และเขายังไม่อยากรู้ว่าหัวของตัวเองจะตอบอย่างไร
เสียงกระแทกดังจากด้านใต้
ไม่ใช่จากโซนเวชภัณฑ์
แต่ใกล้ประตูเส้นทางล่าง
แจ็กซ์หันไปทันที
“ไม่ดีมั้ง ไม่ดีมาก ๆ เลย แบบนี้ต้องใช้เท้าวิ่งเดี๋ยวนี้!”
เคดออกคำสั่ง
“แยกขบวน!”
เสียงนั้นตัดผ่านทางเดินเหมือนระฆังของสนามรบ
“ขบวนหลักไปจุดอพยพเหนือ! หน่วยแบล็กแองเคอร์ชุดหนึ่งคุ้มกันผู้รอดชีวิต! กลุ่มเส้นทางล่างตามแจ็กซ์ลงไปเดี๋ยวนี้!”
ความโกลาหลถูกแบ่งออกเป็นสองกระแส ขบวนหลักของผู้รอดชีวิตจำนวนมากถูกทหารและหน่วยแบล็กแองเคอร์บางส่วนพาไปทางเหนือ เสียงล้อเตียง เสียงร้องไห้ เสียงปืน และเสียงสั่งการไหลไปทางนั้น ส่วนกลุ่มเล็กกว่าถูกผลักลงสู่ประตูเหล็กหนาที่ซ่อนอยู่หลังห้องเก็บพัสดุเก่า
ประตูนั้นเพิ่งเปิดได้ครึ่งเดียว
ด้านหลังมีทางลาดคอนกรีตลงสู่ความมืด แสงไฟฉุกเฉินสีแดงส่องอยู่เป็นช่วง ๆ กลิ่นที่พุ่งขึ้นมาไม่เหมือนกลิ่นใต้ฐาน มันคือกลิ่นของเมืองที่ถูกฝัง กลิ่นน้ำขัง น้ำมันเครื่อง ขยะเปียก เหล็กสนิม และอากาศที่ผ่านปอดของคนจำนวนมากมานานโดยไม่มีแสงอาทิตย์เข้าถึง
แจ็กซ์ยืนหน้าประตู สีหน้าของเขาซีดลงกว่าตอนสู้กับโรชเสียอีก
“บ้านเก่าราชาหนูเปิดทำการอีกครั้งแบบไม่สมัครใจ” เขาพึมพำ
โวร่ามองเขา
“ราชาหนู”
“ยังไม่ถึงเวลาล้อ”
“ฉันแค่พูดให้ฟัง”
รูคเดินมาหาคาเอล
“ตอนนี้ นายไปกับขบวนหลักไม่ได้”
มิเลียหันไปทันที
“คุณจะพูดแบบนี้ตอนนี้จริง ๆ เหรอ”
รูคสบตาเธอ
“ถ้าเขาไปกับผู้รอดชีวิตจำนวนมาก ฝูงจะตามคนจำนวนมาก ถ้าเขาแยก ฝูงส่วนหนึ่งจะถูกดึงออกจากขบวนหลัก”
“คุณพูดเหมือนใช้เขาเป็นเหยื่อล่อ”
“ฉันรู้นายเข้าใจฉัน ฉันไม่ได้อยากทิ้งใครไว้… แค่ต้องการให้มีคนตายน้อยที่สุด”
มิเลียก้าวเข้าไปใกล้เขาหนึ่งก้าว ดวงตาเธอโกรธจนแดง แต่คำเถียงติดอยู่ในลำคอ เพราะเธอรู้ว่ารูคไม่ได้พูดผิดทั้งหมด
คาเอลพูดเบา ๆ
“เขาพูดถูก”
มิเลียหันมามองเขา
สีหน้าเธอเจ็บทันที
“อย่ายอมรับง่ายขนาดนั้นสิ”
“ถ้าฉันอยู่กับขบวนหลัก—”
“ฉันรู้” เธอพูดแทรก
“ฉันรู้ว่านายคิดอะไร และนั่นแหละที่ทำให้ฉันกลัว”
คำว่า “กลัว” ไม่ได้แทงเพราะเธอพูด
มันแทงเพราะเธอยังยืนอยู่ข้างเขาขณะพูดมัน
เคดเดินเข้ามา ยื่นปืนพกหนึ่งกระบอก แผ่นรหัส และแผนที่ทหารฉบับย่อให้คาเอล
“รหัสนี้เปิดประตูทหารได้บางจุด กระสุนไม่มาก อย่าใช้ถ้าไม่จำเป็น”
คาเอลรับไว้ น้ำหนักของปืนในมือหนักกว่าที่ควร
เคดพูดต่อเสียงต่ำ
“ถ้านายยังเป็นมนุษย์อยู่ ใช้มันช่วยคนให้ได้มากที่สุด”
คาเอลมองเขา
“แล้วถ้าวันหนึ่งผมไม่ใช่ล่ะ”
เคดเงียบหนึ่งจังหวะ
“งั้นหวังว่าคนที่ยืนข้างนายจะรู้ก่อนฉัน”
สายตาของเขาเลื่อนไปทางมิเลียเพียงเสี้ยวเดียว
มิเลียไม่หลบ
เมมฟิสมาถึงตรงปากประตูในจังหวะนั้น ใบหน้าเขาเปื้อนฝุ่นและเขม่าควัน ดวงตาแข็งเหมือนเดิม แต่เมื่อมองมิเลีย ความแข็งนั้นร้าวออกเล็กน้อย
“มิเลีย”
เธอหันไปหาเขา
เสียงรอบตัวเหมือนเบาลงชั่วขณะ แม้ความจริงยังวุ่นวายไม่หยุด
“พ่อไม่ต้องพูดให้หนูอยู่”
เมมฟิสกลืนคำสั่งลงไปอย่างยากลำบาก
“ถ้าพ่อสั่งล่ะ”
มิเลียมองเขาตรง ๆ ดวงตาสั่นเล็กน้อย แต่เสียงไม่สั่น
“หนูก็จะฝ่าคำสั่ง”
เขามองเธอนานมาก
นานพอให้คาเอลเห็นว่าคำว่า นายพล กับคำว่า พ่อ กำลังต่อสู้กันอยู่ในดวงตาคู่นั้น
สุดท้ายเมมฟิสพูดเพียง
“ไปเถอะ อย่าตายล่ะ”
มิเลียพยักหน้า
“หนูจะพยายาม”
“แค่พยายามไม่พอ ต้องมีชีวิตรอด”
เธอยิ้มเศร้ามาก
“พ่อสอนหนูเองว่าในสนามจริง คำสัญญาที่ใหญ่เกินไปคือการโกหก”
เมมฟิสหลับตาลงช้า ๆ
แล้วลืมตาขึ้น แต่เขาไม่ได้มองลูกสาวตัวเองแล้ว หันมาหาคาเอลแทน
“นายห้ามทิ้งเธอไว้ข้างหลังเด็ดขาด”
คาเอลนึกถึงประตูบีเจ็ด
นึกถึงคนที่เขาทิ้งไว้
เขาตอบช้า ๆ
“ผมจะไม่ทิ้งเธอไว้ข้างหลัง”
ไม่ใช่คำสัญญาว่าจะพากลับมาอย่างปลอดภัย
เขาไม่กล้าโกหกใหญ่ขนาดนั้น
แต่เป็นสิ่งเดียวที่เขากล้าพูดได้โดยไม่ทรยศต่อเสียงคนตายในหัว
เมมฟิสเข้าใจ
เขาพยักหน้า
รูคเดินเข้ามายืนข้างทางลาด
“ฉันจะลงไปถึงจุดแยกแรก หลังจากนั้นกลับขึ้นมาช่วยขบวนหลัก”
แจ็กซ์หันขวับ
“คุณจะลงไปด้วยเหรอ”
“นายมีปัญหา?”
“มีหลายอย่าง แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือคุณทำให้ทางแคบดูแคบกว่าเดิม”
รูคไม่ตอบ
เวลปรับสายอุปกรณ์บนไหล่
“ผมจะไปจนกว่าสัญญาณติดต่อสองขบวนจะขาด ถ้าขาด ผมจะทิ้งเครื่องทวนสัญญาณไว้เป็นช่วง”
โวร่าก้าวมายืนใกล้คาเอล
เคดมองเธอ
“เธอไม่จำเป็นต้องลงไป”
โวร่าตอบเรียบ
“ห้องทดลองไม่เคยมีประตูเดียว”
คาเอลมองเธอ
คำตอบนั้นไม่ได้อธิบายอะไร
แต่มันยืนยันบางอย่าง
เธอเองก็รู้สึกว่าความลับของโปรเจกต์เทรชโฮลด์อาจไม่หยุดอยู่ที่เขา
นิกซ์ก้าวมาข้างแจ็กซ์
แจ็กซ์หันไปทันที
“ไม่ นายควรไปกับหมอ ไปนอน ไปถูกมัดไว้กับเตียงที่ปลอดภัยและน่าเบื่อที่สุด”
นิกซ์ส่ายหน้า
“ถ้าผมไปกับขบวนหลัก ฝูงจะตามเสียงผม”
“เราไม่รู้แน่—”
“ผมรู้”
แจ็กซ์เงียบ
นิกซ์ฝืนยิ้มเล็กมาก
“ถ้าผมเริ่มไม่ใช่ผม…พวกพี่น่าจะรู้ก่อนคนอื่น”
ไม่มีใครชอบประโยคนั้น
แต่ไม่มีใครค้านได้
เสียงระเบิดด้านบนดังขึ้นอีกครั้ง แรงสั่นสะเทือนวิ่งผ่านเพดาน ฝุ่นร่วงเป็นสายบาง ๆ ผู้รอดชีวิตกลุ่มหนึ่งร้องขึ้นพร้อมกัน ทหารตะโกนให้รีบเคลื่อน ขบวนหลักเริ่มไหลไปทางเหนือ ส่วนกลุ่มคาเอลยืนอยู่หน้าทางลาดลงนครเน็กซัสด้านล่าง
คาเอลหันกลับไปมองฐานเป็นครั้งสุดท้าย
เขาเห็นเมมฟิสยืนอยู่ท่ามกลางทหารและผู้รอดชีวิต เห็นเคดหันกลับไปสั่งหน่วยแบล็กแองเคอร์อีกชุด เห็นคนเจ็บถูกลากผ่านควัน เห็นกลุ่มผู้บริสุทธิ์บางคนที่เพิ่งถูกช่วยกำลังนั่งตัวสั่นอยู่หลังแนวกั้น เห็นเด็กหญิงสีเหลืองที่แม่กอดไว้แน่น เห็นประตูหลายบานเปิดและปิดเหมือนฐานทั้งฐานกำลังหายใจขัด
เขาไม่รู้ว่าจะได้กลับมาที่นี่หรือไม่
ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ข้างบนจะรอดกี่คน
และเกลียดที่คำถามนั้นผุดขึ้นมาเป็นตัวเลขในหัวเกือบทันที
มิเลียขยับมายืนข้างเขา
คราวนี้ไหล่ของเธอแตะไหล่เขาเบา ๆ
ไม่ใช่อุบัติเหตุ
คาเอลไม่ได้หันไปมอง แต่ลมหายใจของเขาช้าลงเล็กน้อย
เธอยังกลัว
แต่เธอยังอยู่
คาเอลไม่รู้ว่าทำไมสัมผัสนั้นถึงคุ้น
ไม่ใช่คุ้นแบบเคยจับมือ
แต่เป็นความรู้สึกประหลาดเหมือนร่างกายจำใครบางคนได้ก่อนสมอง
ภาพบางอย่างวาบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที
แสงนีออนสีฟ้าในล็อบบี้เสมือน เสียงฝนจำลองตกกระทบพื้นเหล็กหน้าต่างจับคู่ภารกิจที่ลอยอยู่กลางอากาศ ผู้เล่นผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านเขาไปพร้อมป้ายชื่อที่พร่าจนอ่านไม่ออก
แล้วภาพทั้งหมดก็ดับ
คาเอลขมวดคิ้วนิดเดียว
“เป็นอะไร” มิเลียถามเบา ๆ
เขาเงียบไปชั่วครู่ก่อนส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร”
แต่ลึกลงไป เขารู้สึกเหมือนตัวเองเคยได้ยินเสียงเธอมาก่อนโลกจะพัง
เขาก้าวลงทางลาด
พื้นคอนกรีตเย็นและลื่นใต้รองเท้า แสงสีแดงจากไฟฉุกเฉินทาบลงบนผนังเป็นช่วง ๆ ทำให้เงาของพวกเขายาวและขาดเป็นตอน กลิ่นใต้เมืองเข้มขึ้นทุกก้าว กลิ่นน้ำขังเก่า กลิ่นท่อ สนิม ขยะไหม้ และควันอับที่ติดอยู่กับอุโมงค์มานานจนเหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของอากาศ
ด้านหลัง ประตูเหล็กเริ่มเลื่อนปิด
เสียงจากฐานด้านบนค่อย ๆ ถูกตัดออกทีละชั้น
เสียงปืน
เสียงฝูง
เสียงคนร้อง
เสียงเมมฟิสสั่งการ
เสียงโลกด้านบนที่กำลังแตกออกจากกัน
ทุกอย่างแคบลง
แคบลง
แล้วประตูก็ปิดสนิท
กึก
ความเงียบของนครเน็กซัสด้านล่างเข้ามาแทน
แต่มันไม่ใช่ความเงียบว่างเปล่า
มันมีเสียงน้ำหยดจากท่อสูง
ติ๋ง
ติ๋ง
มีเสียงลมลอดผ่านช่องระบายเก่า
มีเสียงไฟแดงกะพริบเบา ๆ
มีเสียงเครื่องจักรที่ตายไปนานแต่ยังสั่นตามแรงดันจากเมืองด้านบน
และจากความมืดไกลออกไป มีเสียงเคาะเหล็กดังขึ้นสามครั้ง
ก๊อก
ก๊อก
ก๊อก
แจ็กซ์หยุดนิ่งทันที
รูคยกปืนขึ้น
“มีอะไร”
แจ็กซ์กลืนน้ำลาย แสงไฟแดงทำให้หน้าเขาดูเหมือนคนที่ถูกอดีตเรียกชื่อจากหลุมลึก
“สัญญาณของคนใต้เมือง”
โวร่าถาม
“แปลว่าอะไร”
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง ไกลออกไปกว่าเดิม เหมือนมีใครรับสัญญาณแล้วส่งต่อผ่านท่อ ผ่านสะพาน ผ่านทางเดินที่ไม่มีชื่อบนแผนที่
ก๊อก
ก๊อก
ก๊อก
แจ็กซ์ตอบเสียงเบามาก
“แปลว่าพวกเขารู้แล้วว่าเราลงมา”
นิกซ์กอดแขนตัวเองแน่น
“ไม่ใช่แค่พวกเขา”
ทุกคนหันไปมอง
นิกซ์มองลึกเข้าไปในอุโมงค์ที่แสงแดงส่องไม่ถึง
“ข้างล่างก็มีเสียงฝูงเหมือนกัน…แต่ไม่เหมือนใต้ฐาน”
คาเอลรู้สึกเย็นผ่านกระดูกสันหลัง
“ต่างยังไง”
นิกซ์กลืนน้ำลาย
“มันเงียบกว่า”
รูคขมวดคิ้ว
“เงียบกว่าแล้วมันแย่กว่าหรือยังไง”
นิกซ์หันมามองเขา น้ำตาคลอ
“เพราะมันเหมือนกำลังซ่อนอยู่”
ความมืดด้านหน้าไม่มีการเคลื่อนไหว
แต่คาเอลรู้สึกว่ามันมองกลับมา
นครเน็กซัสด้านล่างไม่ได้เป็นเพียงทางออกจากฐาน
มันเป็นเมืองที่ถูกฝัง เมืองของคนที่ระบบด้านบนไม่เคยนับ เมืองที่แจ็กซ์เคยหนี เมืองที่พ่อแม่ของเขาอาจเคยซ่อนกุญแจ และเมืองที่ฝูงบางส่วนเลือกจะเงียบแทนที่จะกรีดร้อง
คาเอลกำปืนที่เคดให้ไว้แน่นขึ้น
คำว่าสิทธิ์การควบคุมระดับสูงยังติดอยู่ตรงขอบความคิดเหมือนรอยไหม้บนกระดาษ
แต่ไหล่ของมิเลียยังแตะเขาอยู่
แจ็กซ์ยืนอยู่หน้าทางที่เขาเคยหนี
โวร่าเงียบเหมือนคนที่รู้ว่าห้องทดลองทุกแห่งมีประตูเชื่อมกัน
นิกซ์ได้ยินฝูงที่ซ่อนอยู่ลึกกว่าเดิม
รูคจับตาเขาเหมือนปืนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะปกป้องหรือหยุด
และเหนือหัวพวกเขา ฐานทหารกำลังแตกออกจากโลกที่มนุษย์คิดว่ายังควบคุมได้
คาเอลก้าวต่อไปในแสงแดง
เสียงเคาะเหล็กไกล ๆ ตอบรับอีกครั้ง
ก๊อก
ก๊อก
ก๊อกนครเน็กซัสด้านล่างรู้ชื่อของแจ็กซ์ฝูงพวกมันรู้ได้ยินเสียงของนิกซ์ระบบ รับรู้สายเลือดของคาเอล
นครเน็กซัสด้านล่างรู้ชื่อของแจ็กซ์
ฝูงพวกมันรู้ได้ยินเสียงของนิกซ์
ระบบ รับรู้สายเลือดของคาเอล
และบางอย่างในความมืดกำลังรอให้พวกเขาเดินลึกพอจะปิดประตูกลับไม่ได้อีกต่อไป